- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 182 หลับเพลินหรือ?
บทที่ 182 หลับเพลินหรือ?
บทที่ 182 หลับเพลินหรือ?
บทที่ 182 หลับเพลินหรือ?
“ค่าหัวจากหอหลีเหิ่นสุดท้ายมันก็มาอยู่ดี”
บุรุษชุดดำลุกขึ้นยืน ดึงพลังวิญญาณธาตุอัคคีขึ้นหล่อหลอมก่อนจะบีบทำลายป้ายแสดงตนในมือตนเองจนแหลกละเอียด
ภายในเมือง มีคฤหาสน์หรูหราแห่งหนึ่งดูใหม่เอี่ยม เห็นได้ชัดว่าสร้างขึ้นมาได้ไม่นาน
ยามนี้เป็นช่วงพลบค่ำ เหล่าผู้คนต่างถือบัตรเชิญสีแดงเดินทยอยเข้าสู่คฤหาสน์ไม่ขาดสาย
ในหมู่พวกเขามีทั้งศิษย์สำนักต่าง ๆ และศิษย์จากขุมอำนาจใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วน
“เร็วเข้า ๆ งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้วนะ ได้ยินมาว่าศิษย์เอกชายหญิงจากลัทธิสิบบรรพชนก็จะมาด้วย” ศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งเร่งเร้าศิษย์น้องชายหญิงของตน
“ศิษย์พี่ การสำรวจซากโบราณคราวนี้มีลัทธิสิบบรรพชนเข้าร่วมด้วย แล้วพวกเรายังจะมีหวังได้อะไรอีกหรือ?” ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่สู้ดี หากลัทธิสิบบรรพชนลงมือเอง คงไม่มีทางเหลือเคล็ดวิชาอันล้ำค่าให้พวกเขาแน่
“เจ้านี่โง่หรือไง? ต่อให้พวกเราแย่งเคล็ดวิชาอันดับต้น ๆ ไม่ได้ แต่จะให้พวกเขาเก็บเอาโชควาสนาทุกอย่างไปหมดเลยก็ไม่ไหวหรอก ยังมีของดีอีกมากที่เรามีหวังได้” ศิษย์พี่คนนั้นตอบ “รอบนี้ที่พาข้าเจ้ามาก็เพื่อให้เจ้าได้เปิดหูเปิดตา ไม่ต้องคิดอะไรมาก รีบเข้าไปเถอะ พวกผู้อาวุโสรออยู่ข้างในแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็นำศิษย์น้องเดินเข้าไปในคฤหาสน์
“ได้ยินว่าซากโบราณรอบนี้กำลังจะเปิดแล้ว โดยมีเจ้าสำนักกุยหยวนแห่งเมืองหยวนอี้เป็นเจ้าภาพจัดงาน เหล่าศิษย์จากสำนักและขุมอำนาจใหญ่ ๆ ก็ล้วนมารวมตัวกันที่นี่ มิหนำซ้ำยังมีผู้อาวุโสระดับสูงจากลัทธิสิบบรรพชนมาให้คำสอนด้วย ช่างครึกครื้นยิ่งนัก น่าเสียดายที่พวกเรามีเพียงตาดูอยู่ด้านนอกเท่านั้น” ผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มหนึ่งที่ยืนอยู่นอกคฤหาสน์เอ่ยด้วยแววตาเสียดาย พวกเขาล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแถมยังฝีมือไม่โดดเด่นจึงไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้
บุรุษชุดดำเดินตรงเข้าสู่ประตูคฤหาสน์
ด้านหน้ามียามสองคนยืนขวางทางอย่างเป็นระเบียบ
“ท่านพี่ ไม่ทราบว่าท่านมีบัตรเชิญหรือไม่?” ยามถามด้วยความเคารพ พวกเขาให้เกียรติศิษย์จากขุมอำนาจต่าง ๆ เสมอ แม้ตัวศิษย์จะไม่แข็งแกร่งนัก แต่ขุมอำนาจเบื้องหลังล้วนไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะล่วงเกินได้
บุรุษชุดดำไม่พูดจาใด ๆ เพียงหยิบบัตรเชิญจากแหวนมิติ แล้วยื่นให้
ยามรับมา ตรวจดูอย่างรวดเร็ว แล้วคืนกลับพร้อมผายมือ
“เชิญท่านเข้าไปได้เลยขอรับ”
บุรุษชุดดำก้าวเข้าไปโดยไม่กล่าววาจาแม้สักคำ บัตรเชิญใบนั้นที่มาไม่ธรรมดาเลย
ณ ที่ห่างไกลออกไป เงาดำสองร่างจับจ้องมาที่บุรุษชุดดำตลอดเวลา
“แน่ใจว่าเป็นเขาหรือ?” ร่างหนึ่งเอ่ยถาม
“แน่นอน” อีกคนตอบเสียงหนักแน่น
“คนผู้นี้ฝีมือไม่ธรรมดา เราจะบุ่มบ่ามไม่ได้” ร่างหนึ่งกล่าวเตือน
“ใครที่โค่นลัทธิพิษอิ๋งลงได้ด้วยมือเปล่าคนเดียว เจ้าคิดว่าเป็นคนธรรมดาหรือ? บัตรเชิญนั่นก็คงเป็นเจ้าแก่คนนั้นมอบให้เขาแน่ ๆ อีกเดี๋ยวเราค่อยฆ่าศิษย์สำนักสองคน แล้วปลอมตัวเข้าไปทีหลังจากนั้นหาจังหวะเหมาะ ๆ สังหารเขาให้สิ้นซาก” เงาอีกคนเสนอแผน
“แล้วเจ้าเก่าคนนั้นล่ะ?”
“ตอนนี้ยังไม่มีข่าว ไม่ต้องสนใจ ปล่อยไปเถอะ เราจัดการกันเองก็พอ”
แล้วสองเงาดำก็หายวับไป
ในป่าอันเงียบสงบ ศิษย์สองคนเร่งฝีเท้าวิ่งไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง
“เร็วเข้า ถ้าไปช้าอีกหน่อยจะเข้าร่วมงานไม่ได้แล้วนะ”
ศิษย์คนหนึ่งตะโกนกลับไปยังเพื่อนด้านหลัง ทั้งคู่เพิ่งตื่นนอนและดันนอนยาวไปจนถึงช่วงเย็นเรียกว่าหลับเพลินจนน่าตกใจ
“ซ่า ซ่า”
ทันใดนั้นเสียงลมแหวกพงไม้ก็ดังขึ้นและเสียงสุดท้ายของสองศิษย์ก็เงียบไปในพริบตา
“ไม่มีเวลาแล้ว เอาสองคนนี้แหละ รีบแปลงโฉมก่อนที่จะสายเกินไป”
ใกล้ศพทั้งสอง ปรากฏชายสองคนในหน้ากากก้าวออกมา
“อืม ลงมือเลย”
ชายทั้งสองถอดหน้ากาก ใช้มือขวาถูใบหน้าตนเองเพียงครู่เดียว รูปลักษณ์ก็เปลี่ยนเป็นเหมือนศิษย์ทั้งสองไม่มีผิด ทั้งหน้าตา น้ำเสียง ส่วนสูงล้วนเหมือนจริงทุกประการ
จากนั้นพวกเขาก็หยิบบัตรเชิญที่หน้าตาเหมือนของบุรุษชุดดำเปี๊ยบจากแหวนมิติของเหยื่อ แล้วเรียกเปลวเพลิงออกมาเผาศพจนไร้ร่องรอย
หน้าประตูคฤหาสน์
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตู สีหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
“ไอ้เด็กเวรสองตัวนั่นหายหัวไปไหนกัน อีกเดี๋ยวก็หมดเวลาร่วมงานแล้วนะ ถ้ายังไม่โผล่มา ข้าจะกลับไปหักขาพวกมัน”
ทันใดนั้น เขาก็มองเห็นเงาสองร่างลาง ๆ ที่กำลังวิ่งมา ใบหน้าแสดงความดีใจขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นขุ่นเคืองทันที
“พวกเจ้าสองคนไปตายที่ไหนมา?”
ว่าแล้วก็ฟาดเท้าเตะสองศิษย์ปลอมอย่างแรง
ทั้งคู่แทบหลบโดยสัญชาตญาณ แต่เมื่อนึกถึงภารกิจสังหารที่แฝงมาก็ต้องฝืนใจยอมให้เขาเตะเข้าเต็มแรง
“หลับเพลิน? เจ้าคิดว่าตัวเองแน่แล้วใช่ไหมหรือว่าไม่กลัวข้าแล้ว แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน”
“ตุ้บ” สองคนถูกเตะล้มลงไปทั้งคู่ เสียงกระแทกพื้นดังสนั่น บ่งบอกได้เลยว่าเจ็บหนักแค่ไหน
“เวรเอ๊ย” สองคนสบถในใจพลางสุมความโกรธเคือง หากไม่ใช่เพราะกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ พวกเขารับรองว่าชายแก่ตรงหน้าคงตายไปหลายรอบแล้ว
“โฮ๊ะ ๆ ปีกงอกแล้วรึไง? กล้าแสดงท่าทีไม่พอใจข้า? อย่าลืมว่าข้าเป็นอาจารย์ของพวกเจ้า”
ผู้อาวุโสกระหน่ำเตะอีกระลอก คราวนี้เตะจนทั้งคู่หมอบลงไปกับพื้น
“ข้าเจ็บโว้ย” สองคนกัดฟันกรอด สายตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ‘เจ้าพอเถอะ เตะทีสองทีไม่พอหรือไง?’
“ยังไม่ยอมอีกเรอะ?”
ผู้อาวุโสเองก็เริ่มเดือดพลางขมวดคิ้ว “แปลกจริง ปกติพวกเจ้าสองคนโดนด่าโดนเตะก็ไม่เคยกล้าทำตาแบบนี้ใส่ข้า”
“ยอม ยอมแล้วขอรับ เราสองคนยอมแล้ว”
ทั้งสองจำใจยอมศิโรราบเพราะจำเป็นต้องปิดบังตัวตน แท้จริงในใจกำลังสบถว่า:
‘ยอมบิดาเจ้าเถอะ ไอ้แก่เฒ่าชั่ว ถ้าไม่ติดว่ากำลังทำงาน ข้าเพียงฝ่ามือเดียวก็ส่งเจ้าลงหลุมได้แล้ว’
“งั้นข้าถาม พวกเจ้าสองคนมัวทำอะไรมาถึงได้มาสายปานนี้?”
ผู้อาวุโสเห็นทั้งคู่ยอมแล้วก็ดูอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ‘จะมาสู้ข้าเรอะ ยังอีกหลายปีนัก’
“ก็...หลับเพลินน่ะสิ”
คนหนึ่งตอบหน้าตาย
“เวรแล้วไง”
อีกคนรีบถลึงตาใส่ทันที ‘ไอ้เวรนี่ พูดอะไรไม่คิดเลยเรอะ?’
เขากำลังจะอธิบายแก้ตัว แต่ยังไม่ทันเอ่ยคำใด ผู้อาวุโสก็ซัดเข้าให้อีกระลอก คราวนี้เล่นหมัดชุดต่อเนื่องไม่ยั้ง
“โอ๊ย อ๊ากกกก อาาาา”
เสียงกรีดร้องโหยหวนของทั้งคู่ดังลั่นจนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหันมามุงดู
สองพี่น้องปลอมหน้าแทบร้องไห้ ชื่อเสียงอันโด่งดังของพวกเขาพังทลายลงในวันนี้อย่างสมบูรณ์
ในที่สุด ผู้อาวุโสก็หยุดมือ ยืดตัวตรง ถอนหายใจออกมาด้วยความพอใจ
‘ไอ้พวกกระต่ายเปลี่ยวนี่ ไม่สั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูงหน่อยคงได้ใจเกินไปแน่’
“โอ๊ย...โอ๊ย...”
สองคนพยุงกันลุกขึ้น ตัวสั่นระริกด้วยความเจ็บปวด ทั่วร่างชุ่มเหงื่อ สายตาเลื่อนลอย
“วันนี้พวกเจ้านี่อึดผิดปกตินะ สมัยก่อนแค่โดนข้าตวาดก็หงายเงิบแล้ว ไม่นึกเลยว่าตอนนี้จะอดทนได้ถึงเพียงนี้ เยี่ยม ถือว่าข้าไม่เสียแรงสั่งสอนมาตลอดหลายปี”
ผู้อาวุโสจัดปกเสื้อที่ยับยู่ยี่ของตนพลางยิ้มอย่างภูมิใจ