- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 176 เริ่มการบรรยายของเจ้าซะ
บทที่ 176 เริ่มการบรรยายของเจ้าซะ
บทที่ 176 เริ่มการบรรยายของเจ้าซะ
บทที่ 176 เริ่มการบรรยายของเจ้าซะ
เมื่อสายตาของเด็กหนุ่มจับจ้องไปยังแสงสีแดงนั้น ดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขาพยายามหลบเลี่ยงมันทันที ทว่าเพียงคิดจะขยับร่างกาย ร่างทั้งร่างก็พลันถูกตรึงไว้ด้วยพลังลึกลับจากแสงสีแดงนั้น แม้จิตใจจะขัดขืนดิ้นรนเพียงใด แต่ร่างกายกลับไม่สามารถขยับได้แม้แต่น้อย
‘ถึงคราวสิ้นสุดแล้วหรือ?’ เด็กหนุ่มคิดในใจ กระนั้นเขาก็ไม่ยอมแพ้แม้ในวินาทีสุดท้าย
“เพราะเหตุใดกัน?” เด็กหนุ่มมิได้หลับตายอมรับชะตากรรม หากแต่เพ่งมองไปยังแสงสีแดงนั้นแน่วแน่ ใจยังคงตั้งคำถามถึงความอยุติธรรมของเจตจำนงสวรรค์
ท้ายที่สุด แสงสีแดงนั้นก็พุ่งเข้าใส่ตรงหว่างคิ้วของเด็กหนุ่ม
“ตึง” เสียงกระแทกดังขึ้น ไม่ใช่เสียงอันน่าสะพรึงกลัว แต่กลับตามมาด้วยเสียง “แปะ” ของวัตถุชิ้นหนึ่งร่วงตกพื้น
เด็กหนุ่มหลุดจากภวังค์ ลองขยับร่างกายอย่างแผ่วเบาและพบว่าตนหลุดพ้นจากพันธนาการแล้ว เขารีบยกมือคลำศีรษะ ทว่าไม่พบร่องรอยบาดเจ็บใด
“ฮู่ ฮู่ ฮู่” เด็กหนุ่มทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ถอนหายใจแรง ๆ เหงื่อไหลชุ่มร่างที่เปรอะเปื้อนและขาดวิ่น
เมื่อครู่เขาเชื่อแน่ว่าตนต้องตายแน่แล้ว แต่ไม่คาดคิดเลยว่าจะปลอดภัยดีทุกประการ
“ดูท่าว่าสวรรค์ยังไม่ประสงค์ให้ข้าตาย นั่นหมายความว่าข้ายังมีโอกาสล้างแค้น” เด็กหนุ่มคิดในใจ
ฉับพลัน เขานึกบางอย่างขึ้นได้ ‘เมื่อครู่ที่กระแทกข้าดูเหมือนจะเป็นคัมภีร์’
เขารีบลุกขึ้น กวาดตามองไปรอบจุดที่ยืนอยู่เดิม
แล้วเขาก็เห็นมัน ม้วนคัมภีร์กลม ๆ วางอยู่บนพื้นลักษณะเด่นชัดจนเห็นได้ทันที
คัมภีร์นั้นมีรูปทรงกระบอกอย่างมาตรฐาน ตัวคัมภีร์เป็นสีแดงเข้ม ด้านหัวและท้ายประดับด้วยอักขระสีดำลึกลับที่ปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความมืดออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง
กลิ่นอายนี้ช่างรุนแรงจนเกินเทียบ เคล็ดวิชามารทั้งปวงที่เขาเคยสัมผัสมาล้วนไม่อาจเปรียบเทียบกับแม้แต่เสี้ยวหนึ่งของพลังอันมืดมิดจากคัมภีร์นี้ ทั้งหัวและท้ายต่างมีอักขระเช่นเดียวกัน
ใจกลางของคัมภีร์นั้นมีอักษรห้าตัวปรากฏเด่นชัดราวทะลวงท้องนภา “เคล็ดกลืนหลอมหกฝัง”
“เป็นเคล็ดวิชา” เด็กหนุ่มเบิกบานใจ ลำพังแค่กลิ่นอายและวัสดุก็สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของมัน วันนี้เขาโชคดีถึงเพียงนี้เชียวหรือถึงได้เก็บเคล็ดวิชาเช่นนี้ได้โดยบังเอิญ
ไม่รีรอแม้ชั่วอึดใจ เด็กหนุ่มเปิดเคล็ดกลืนหลอมหกฝังทันที แม้เคล็ดวิชานี้จะให้ความรู้สึกอันตรายยิ่งนัก แต่เขากลับรู้สึกอบอุ่นจากอันตรายนั้น
ที่สำคัญตอนนี้เขามิอาจลังเลได้อีกเพราะบัดนี้เขาคือคนธรรมดาโดยแท้ ไร้ซึ่งพลังบำเพ็ญสิ้นเชิง ต่อให้ยังมีทักษะการต่อสู้พอเอาชนะสัตว์ป่าได้บ้าง แต่ต่อหน้าอสูรร้ายก็มิอาจต่อต้านได้เลย
จึงมีแต่ต้องวัดดวงหวังว่าเคล็ดวิชานี้จะสามารถพลิกชะตาให้เขาบำเพ็ญได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับครานี้
และในขณะที่เขาเปิดเคล็ดกลืนหลอมหกฝังขึ้น เสี่ยวไป๋ที่กำลังล่องลอยอยู่ในอากาศเพื่อหาโรงเตี๊ยมก็กำลังเตรียมกินข้าวมื้อเย็นเช่นกัน ทว่า
“ติง ระบบแจ้งเตือน
เคล็ดกลืนหลอมหกฝังได้จับคู่เป้าหมายที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติกำลังดำเนินการจับคู่
หมายเหตุ: ขณะนี้อีกฝ่ายยังไม่ถือเป็นศิษย์สืบทอดโดยตรงเพราะการเป็นศิษย์สืบทอดต้องได้รับการยอมรับจากเจ้าของเคล็ดวิชาโดยตรง
ระบบได้จัดทำรายงานจากระบบเกี่ยวกับศิษย์ในอนาคตของเจ้าเรียบร้อยแล้ว คลิกเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม
สวัสดีเจ้าของระบบ ลาก่อนเจ้าของระบบ”
เสียงแจ้งเตือนกะทันหันของระบบทำให้เสี่ยวไป๋ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็กลับมาเป็นปกติทันที
“ศิษย์สายกลืนกินงั้นรึ? ไม่เลวเลย” เสี่ยวไป๋ลูบคางครุ่นคิดดีใจไม่น้อยเพราะเขารู้ดีว่าตัวเอกสายกลืนกินนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน กลืนฟ้ากลืนดิน กลืนได้แม้กระทั่งอากาศ ขอเพียงใช้ประโยชน์ได้ก็กลืนได้หมด
“เล่นหาตัวศิษย์สายกลืนกินอยู่นานนับเดือนเพิ่งจะมาเจอวันนี้เอง ระบบเจ้านี่ทำงานได้ห่วยชะมัด” เสี่ยวไป๋เหน็บระบบทันที เขาเคยนึกว่าเคล็ดกลืนหลอมหกฝังหนีหายไปเองเสียอีก
“เดี๋ยว ๆ ๆ เรื่องนี้ข้าไม่เกี่ยว เคล็ดวิชานี่มันบินหนีเองต่างหาก ข้าไม่ได้บังคับอะไรเลยนะ” ระบบรีบแก้ตัวสุดฤทธิ์
เสี่ยวไป๋จึงเลิกต่อล้อต่อเถียง หันไปเปิดดูข้อมูลของว่าที่ศิษย์ในอนาคตแทน
“รายงานจากระบบเกี่ยวกับเจ้าของเคล็ดกลืนหลอมหกฝังมีดังนี้:
ชื่อ: ต้วนอู๋ลั่ว
เพศ: ชาย
พลังบำเพ็ญ: ไม่มี (ร่างไร้คุณสมบัติธาตุ ไม่อาจฝึกปรือ)
พรสวรรค์: พรสวรรค์ชั้นเทพขั้นสูง (ระดับสูงสุดของโลกนี้)
ร่างกาย: ร่างไร้คุณสมบัติธาตุ (เงื่อนไขของเคล็ดวิชาคือต้องมีพรสวรรค์ชั้นเทพ + ไม่อาจฝึกปรือ + ร่างไร้คุณสมบัติธาตุซึ่งทั้งทวีปมีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ตรงตามเงื่อนไข)
เคล็ดวิชา: ไม่มี (กำลังฝึกเคล็ดกลืนหลอมหกฝัง)
วิชายุทธ์: ไม่มี
อาวุธ: ไม่มี
อาชีพ: ไม่มี
อิทธิพล: ไม่มี (เคยเป็นทายาทตระกูลต้วน ปัจจุบันถูกขับไล่)”
“เฮ้อ ศิษย์ข้านี่ชะตาช่างรันทดเสียจริง” เสี่ยวไป๋บ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด อยากจะเคลื่อนย้ายฉับพลันไปตบพวกตระกูลต้วนนั่นให้เรียบ แต่ติดตรงที่ยังไม่รู้ตำแหน่ง
“ก็เพราะเป็นตัวเอกไงล่ะ” ระบบตอบสั้น ๆ
“ว่าแต่เจ้าไม่คิดจะไปพบศิษย์ในอนาคตของเจ้าหน่อยหรือ?” ระบบถามขึ้นอีกครั้ง
“ข้าไม่ไปหรอก ยังไงเขาก็ต้องกลายเป็นศิษย์ข้าแน่เพราะเขาเป็นตัวเอกสายกลืนกินจำเป็นต้องกลืนกลายร่างกายและสายเลือดบางอย่างก่อน ข้าจะปล่อยให้เขาเติบโตเอง เจ้าแค่ส่งตำแหน่งมาให้ หากมีอันตรายถึงชีวิตเมื่อใด ข้าค่อยเคลื่อนย้ายฉับพลันไปช่วยก็พอ” เสี่ยวไป๋ครุ่นคิดอย่างรอบคอบและตัดสินใจเด็ดขาด แม้จะไม่รับเขามาอยู่ข้างกาย แต่เสี่ยวไป๋ก็จะจับตามองอยู่เสมอ
“รับทราบ” ระบบตอบกลับเรียบ ๆ
“ติง ภารกิจค้นหาศิษย์สายกลืนกินสำเร็จ
กำลังสรุปรางวัล โปรดรอสักครู่
ติง สรุปรางวัลเสร็จสิ้น รางวัล: สติ๊กเกอร์ติดอัปเกรดกระปุกออมสิน 1 แผ่น”
เสี่ยวไป๋ที่กำลังคิดเรื่องอาหารเย็นชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงระบบ
“ว้าก ข้าลืมไปเลยว่ายังมีภารกิจนี้อยู่” เขานิ่งไปชั่วครู่ก่อนนึกขึ้นได้ว่าภารกิจนี้มาพร้อมกับตอนที่เขาได้เคล็ดกลืนหลอมหกฝังเมื่อครึ่งปีก่อน แล้ววันนี้ถึงจะเสร็จแถมรางวัลยังน้อยจนอดสาปส่งไม่ได้
เขาหยิบสติ๊กเกอร์ติดอัปเกรดกระปุกออมสินออกมาจากแหวนมิติ แล้วจ้องกระปุกออมสินที่ถูกเก็บไว้ตั้งแต่แรกจนถึงบัดนี้
“ลองสิ เจ้าจะได้รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไร” ระบบเองก็ดูอยากรู้อยู่ไม่น้อย
“ลองก็ลอง แล้วข้าจะได้รู้ว่าลองแล้วจะวายชีวาหรือไม่” เสี่ยวไป๋ประชดอย่างเคยจากนั้นก็ใช้พลังวิญญาณติดสติ๊กเกอร์ไปบนกระปุกออมสิน
ทันใดนั้น สติ๊กเกอร์ก็หายวับไปอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่ากระปุกออมสินกลับไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดแม้แต่น้อย
“เฮ้อ แบบนี้มันต่างอะไรกับไม่ได้ใช้เลย?” เสี่ยวไป๋ถอนหายใจเงียบ ๆ
“มาเลยระบบ ขอเชิญเริ่มการบรรยายของเจ้าได้” เสี่ยวไป๋กล่าวเสียงเรียบ เขารู้ว่าเวลานี้คือเวลาที่ผู้ผลิตควรออกมาชี้แจง
“ไม่ใช่นะโฮส เจ้าฟังข้าแถ เอ๊ย ฟังข้าอธิบายก่อน”