- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 171 อะไรนะ ลานขยะ?
บทที่ 171 อะไรนะ ลานขยะ?
บทที่ 171 อะไรนะ ลานขยะ?
บทที่ 171 อะไรนะ ลานขยะ?
“[ติง ระบบตรวจพบบุคคลที่สามารถรับเป็นศิษย์สืบทอดโดยตรงได้จึงกระตุ้นภารกิจหลักแบบแตกแขนง]
[ชื่อภารกิจ: รับบุคคลแปลกหน้าที่อยู่ในห้องนี้เป็นศิษย์สืบทอดโดยตรง]
[รางวัลภารกิจ: ไม่มี]
[บทลงโทษเมื่อภารกิจล้มเหลว: ไม่มี]”
“ติง” เสียงดังสนั่นเกิดขึ้นในทันทีเพราะคำแจ้งเตือนจากระบบโผล่ขึ้นมาโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง ทำเอาเสี่ยวไป๋ตกใจจนสะดุ้งและชักมือกลับโดยอัตโนมัติ ฝาบนและล่างของหีบจึงกระแทกกันอย่างจัง เกิดเสียงกึกก้องสะท้อนทั่วห้อง
ชายชุดดำเงยหน้ามามองโดยสัญชาตญาณ เสี่ยวไป๋รีบอธิบายว่า “แค่...แค่เผลอมือไปหน่อย”
ชายชุดดำไม่ได้กล่าวอันใดเพิ่มเติม ยังคงก้มหน้าค้นหาสิ่งที่ตนต้องการต่อไป
“ให้ตายสิ ระบบเจ้าจงใจแน่ ๆ เลยใช่ไหม?” เสี่ยวไป๋เห็นว่าชายชุดดำไม่ใส่ใจก็รีบหันไปซัดระบบทันที
“ข้าจงใจอะไรล่ะ? มันเป็นฟังก์ชันอัตโนมัติของซอฟต์แวร์ เมื่อพบเป้าหมายที่สามารถรับเป็นศิษย์ได้ มันก็จะส่งภารกิจออกมาโดยตรง ข้าไม่ได้ควบคุมอะไรเลยนะ” ระบบปัดความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง ทำเสียงงัวเงียราวกับแค่อยากนอนอย่างสงบ
“เวรเอ๊ย” เสี่ยวไป๋แทบจะกุมขมับ เอาใครไม่เอา ดันให้เขาไปรับน้ำแข็งก้อนหนึ่งมาเป็นศิษย์
ถึงชายชุดดำผู้นี้จะเย็นชาราวกับน้ำแข็ง แต่ด้วยความที่สำนักของเขากำลังขาดแคลนคนอย่างหนักถึงอยากจะบ่นก็ต้องกลืนคำลงท้องไปก่อน ในเมื่อน้ำแข็งก็มีวันละลายได้เช่นกัน
“ไอ้หนุ่ม เจ้าคงไตไม่ดีนักล่ะสิ แค่เปิดหีบยังทำของหลุดมือ” เอ๋อร์โก่วมองเสี่ยวไป๋เงอะงะด้วยสีหน้าเพลิดเพลิน
“ฮ่า ๆ ๆ ใช่เลย ข้าไตไม่ดีจริง ๆ เดี๋ยวจะจับเจ้าต้มซุปสุนัขกินเสียเลย” เสี่ยวไป๋ยิ้มอบอุ่นให้เขาอย่างดุดัน “สหายรัก ข้าเลี้ยงเจ้ามาตั้งนาน ถึงคราวเจ้าต้องตอบแทนข้าแล้วล่ะ”
“อาจารย์ ข้าพบหยกวิญญาณแล้ว” เสียงเรียกของหนานกงอวิ๋นม่อและจางชื่อเกอดังมาจากอีกฟากของห้อง พวกเขากำลังค้นหาหยกวิญญาณกันอย่างขะมักเขม้นทั่วตำหนักใหญ่ ในที่สุดก็พบคลังที่ซ่อนอยู่
“มาแล้ว ๆ” เสี่ยวไป๋กับเอ๋อร์โก่วหยุดทะเลาะกันทันที รีบพุ่งไปสมทบกับสองคนนั้น
ที่ที่พวกเขาพบว่ามีหยกวิญญาณมากมายคือคลังลับแห่งหนึ่ง แต่พอเสี่ยวไป๋เห็นกลับรู้สึกว่ามันเหมือนลานขยะมากกว่า
ถึงจะรู้สึกแปลกประหลาด แต่เสี่ยวไป๋กับเอ๋อร์โก่วก็ยังกระโดดลงไปจนได้เพราะโลกแฟนตาซีย่อมเต็มไปด้วยสิ่งเหลือเชื่อ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
ตัวอย่างเช่น หลุมเบ้อเริ่มเบื้องหน้าที่ดูคล้ายหลุมขยะนั้นแท้จริงอาจเป็นห้องลับก็ได้
เสี่ยวไป๋เหยียบย่ำบนหยกวิญญาณที่เรียงแน่นหนาใต้เท้าแล้วถอนใจเบา ๆ “มีเงินมันดีจริง ๆ หยกวิญญาณพวกนี้คงพอให้อีกสองสามเดือนกินหรูอยู่ดีได้สบาย”
ค่าอาหารของกลุ่มพวกเขานั้นสูงเสียจนน่าตกใจ เอาแค่เครื่องคั้นน้ำผลไม้ก็พอ จะเสี่ยวไป๋คนเดียวก็ดื่มไปเป็นสิบ ๆ แก้ว แก้วละ 1,000 หยกวิญญาณชั้นกลาง ใครบ้างจะจ่ายไหว?
“แต่ที่นี่มันเหมือนลานขยะชัด ๆ” เอ๋อร์โก่วขมวดคิ้ว กล่าวเสียงต่ำ สุนัขเทพอย่างเขามีประสาทรับกลิ่นไวกว่าใครในกลุ่มมากนัก กลิ่นบางอย่างที่คนอื่นไม่รู้สึก เขากลับจับได้ทันที
“ไร้สาระ เห็นไม่ออกหรือว่านี่คือห้องลับ?” เสี่ยวไป๋เตะตูดมันเบา ๆ “ข้าเพิ่งพูดไปเอง เจ้ายังจะขัดอีกหรือ?”
“แล้วพวกเสื้อผ้าขาด ๆ นั่นล่ะ?” เอ๋อร์โก่วเหล่ตามองพร้อมยกอุ้งเท้าชี้ไปทางกองเสื้อผ้าขาดวิ่นตรงมุมห้อง
“อาจจะตอนขนย้ายหยกเผลอไปเกี่ยวจนขาด แล้วก็ลืมทิ้งไว้มั้ง” เสี่ยวไป๋ตอบหน้าตาย
เอ๋อร์โก่วมองเสี่ยวไป๋อย่างสมเพชในใจ นี่มันโม้แบบไม่อายฟ้าดินเลยนะ ขนย้ายหยกด้วยมือหรือไง? แล้วรอยขาดตรงหลังต้นขานั่นจะอธิบายยังไง?
มันชี้ไปอีกมุมหนึ่งแล้วถามต่อ “แล้วเจ้าจะว่าอย่างไรกับกองเปลือกผลไม้กับเมล็ดผลไม้นั่น?”
เปลือกกับเมล็ดนั้นกระจัดกระจายไปทั่ว ไม่มีระเบียบแบบแผนแม้แต่น้อย ใครเห็นก็รู้ว่าโยนทิ้งแบบส่งเดช
“ให้ตายสิ เปลือกผลไม้พวกนี้อยู่มาหลายแสนปีแล้วยังไม่เน่า? มันลบล้างกฎธรรมชาติเลยนะเว้ย” เสี่ยวไป๋คำรามในใจ ถึงจะไม่พอใจ แต่ภายนอกยังคงรักษาภาพลักษณ์เอาไว้ “แล้วไงล่ะ? ขนหยกเหนื่อย ๆ จะกินผลไม้ดับกระหายไม่ได้เลยหรือไง?”
เอ๋อร์โก่วแทบยอมแพ้ในความเพ้อเจ้อของเสี่ยวไป๋ คนผู้นี้แต่งเรื่องเก่งกว่านักเล่านิทานเสียอีก
ยังไม่ทันจะถามต่อ แผ่นดินเหนือหัวก็สั่นสะเทือนรุนแรง
“เหวอ อะไรฟะเนี่ย” เสี่ยวไป๋รีบเก็บหยกวิญญาณทั้งหมดใส่แหวนมิติทันที “นั่นเงินค่าข้าวนะโว้ย ต้องเก็บให้ดี”
“ใครจะไปรู้ ออกไปดูก่อน” เอ๋อร์โก่วตอบพลางพุ่งทะยานออกไป เสี่ยวไป๋และคนอื่น ๆ ก็บินตามมาติด ๆ
ณ ตำหนักหลัก ชายชุดดำเปิดฝาโลงสุดท้ายแล้วก็ยังไม่เจอสิ่งที่ต้องการ
“ดูท่าคงต้องไปยังตำแหน่งแท้จริงของซากแล้วกระมัง แต่ตอนนี้ก็ไม่มีเวลารวบรวมข้อมูลอีกแล้ว” เขาพึมพำในใจ ‘หรือว่าข้าจะไร้บุญวาสนากับสายเลือดนั้นจริง ๆ?’
ทันใดนั้น แผ่นดินก็สะเทือนอย่างรุนแรง
จากนั้นในชั่วพริบตาเดียว ทุกสิ่งภายในซากโบราณก็อันตรธานหายไปไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่านรวมถึงโลงดำทั้งหลายด้วย
มันราวกับความฝันเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหน้ายังเห็นทุกสิ่งอยู่ดี ๆ พริบตาต่อมากลับเหลือเพียงที่ว่างเปล่า
เมื่อเสี่ยวไป๋พวกเขากระโดดขึ้นจากหลุมก็ต้องตะลึงงันกับภาพตรงหน้า
“มารดามันเถอะ ซากโบราณยังแสดงมายากลได้ด้วยเรอะ?” เสี่ยวไป๋แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เมื่อครู่ยังมีผนังโบราณเต็มไปหมด ตอนนี้กลับกลายเป็นลานโล่ง
หนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอถึงกับพูดไม่ออก ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงงอย่างยิ่งเพราะพวกเขาไม่เคยพบเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน แม้แต่ในตำราโบราณก็ไม่มีบันทึกไว้
ในขณะที่คนอื่นตะลึงตาค้าง เอ๋อร์โก่วกลับยืนสงบนิ่งเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
“เรื่องแบบนี้ปกติมาก ที่พวกเจ้าไม่เคยเจอเพราะอยู่แค่ในโลกชั้นต่ำเท่านั้น แต่ในโลกชั้นสูง พวกซากโบราณแบบนี้จะมีโครงสร้างแบ่งส่วน
เมื่อซากโบราณส่วนนอกเปิดใช้งานจนถึงจุดหนึ่ง ซากแท้จริงก็จะเริ่มเผยตัวและพอถึงเวลานั้นซากส่วนนอกก็จะหายวับไป”
“งั้นเจ้ารู้ไหมว่าตำแหน่งแท้จริงของซากอยู่ไหน?” เสี่ยวไป๋ถามอย่างสนอกสนใจ พักนี้เขารู้สึกว่าหลังจากกินอิ่มแล้วไปเที่ยวเรื่อยเปื่อยก็สนุกดีเหมือนกัน ดีกว่าหลงไปหลงมาแบบไร้จุดหมาย
หากนักยุทธ์คนอื่นได้ยินประโยคนี้คงพร้อมใจกันสาปแช่งว่า “เที่ยวบ้านเจ้าเถอะ”
“ไม่รู้” เอ๋อร์โก่วตอบเสียงเรียบ “ข้าไม่ใช่ยันต์แผนที่ จะไปรู้ได้ยังไงกันเล่า?”