เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 170 ที่นี่ไม่ใช่ที่ให้เจ้ามาเที่ยวเล่น

บทที่ 170 ที่นี่ไม่ใช่ที่ให้เจ้ามาเที่ยวเล่น

บทที่ 170 ที่นี่ไม่ใช่ที่ให้เจ้ามาเที่ยวเล่น


บทที่ 170 ที่นี่ไม่ใช่ที่ให้เจ้ามาเที่ยวเล่น

ทุกคนมองแผ่นหลังของเสี่ยวไป๋และพรรคพวกที่ค่อย ๆ ลับสายตาไป ในใจก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า

‘ท่านผู้นี้ช่างมีวิถีการกระทำที่แตกต่างจากผู้คนทั่วไปจริง ๆ’

ในขณะที่ผู้คนยังคงอึ้งอยู่กับเหตุการณ์เมื่อครู่ ชายชุดดำก็ได้ก้าวตามเข้าไปในซากโบราณแล้ว พอผู้คนเห็นดังนั้นก็รีบได้สติ ต่างเร่งฝีเท้าบุกเข้าไปทันที

ภายในซากโบราณ

ซากนี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการดั่งภาพที่เสี่ยวไป๋เคยจินตนาการไว้ ตรงกันข้ามเต็มไปด้วยซากหินปรักหักพัง เสาอิฐผุกร่อนกำลังจะถล่มและกำแพงแตกร้าวที่เต็มไปด้วยลวดลายประหลาด

บนกำแพงมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เสี่ยวไป๋ดูแล้วไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย เขาจ้องดูภาพเหล่านั้นอย่างพินิจ เอ๋อร์โก้เองก็จ้องอยู่เช่นกัน

“นี่มันอะไรเนี่ยรูปวาดแบบนี้?” เสี่ยวไป๋พึมพำพลางขมวดคิ้ว ภาพพวกนี้น่ะหรือ? ดูไปก็แค่สิ้นเปลืองเซลล์สมองเปล่า ๆ

“ดูไม่ออกก็อย่าร้องโวยวายไปทั่ว” เอ๋อร์โก้มองค้อน เสียงตำหนิชัดเจนในน้ำเสียง ‘เจ้าฝึกเพียรมาตั้งหลายปี ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการนอนหรืออย่างไร?’

“อื้ม” เสี่ยวไป๋ตอบขอไปที

เขาไม่ได้อยากดูไม่ออก แต่ที่ดูไม่ออกจริง ๆ เพราะภาพพวกนี้มันเหนือระดับเกินไปต่างหาก

มีอยู่ภาพหนึ่งที่หัวคนไปโผล่ที่บั้นท้ายแถมหัวนั้นยังวาดเป็นเขากวาง แล้วตรงปลายเขายังมีลูกแกะอยู่สองลูก เจ้าของภาพนี่คงไม่ใช่ศิษย์ปิดประตูของปิกัสโซหรอกนะ แต่น่าจะเป็นคนที่ทำให้ปิกัสโซปิดประตูเสียมากกว่า

ท่วงท่าที่วาดก็แปลกประหลาด บ้างก็คล้ายสิ่งปลูกสร้าง บ้างก็เป็นรอยอักษรที่อ่านไม่ออกเลยสักตัว

“ที่นี่คือพระราชวังของเผ่าดูดเลือด” เอ๋อร์โก้กล่าวขึ้น เขาในฐานะเทพย่อมรู้ทุกเผ่าพันธุ์ในใต้หล้าทั้งลักษณะและสันดานเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่เทพพึงมี

“อีกแล้วเรอะ?” เสี่ยวไป๋เริ่มเบ้ปาก เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมต้องเจอเผ่าดูดเลือดอยู่เรื่อยไป เจอสิ่งมีชีวิตแปลก ๆ ทีไรก็ต้องเป็นดูดเลือดทุกที

“แต่พวกนี้เป็นเพียงเผ่าย่อยที่ถูกคัดทิ้งจากเผ่าหลัก ไม่ใช่พวกเลือดบริสุทธิ์” เอ๋อร์โก้กล่าวต่อพลางพิจารณาภาพฝาผนัง

“แล้วไอ้พวกภาพพวกนี้มันสื่อถึงอะไรล่ะ?” เสี่ยวไป๋อดถามไม่ได้ เขาอยากรู้จริง ๆ ว่าใครกันที่วาดอะไรแบบนี้ได้ถึงเพียงนี้ ขนาดเขายังดูไม่รู้เรื่อง

“เผ่าดูดเลือดรักการวาดภาพอย่างสุดขั้ว นับเป็นเรื่องรองจากการบำเพ็ญเพียรเท่านั้น หลายตนถึงกับสละพรสวรรค์ด้านการฝึกฝนเพื่อทุ่มเทให้กับการวาดภาพโดยเฉพาะ” เอ๋อร์โก้ตอบจากนั้นจึงเสริมเสียงเรียบว่า “แต่มันกลับไม่เคยตระหนักเลยว่าวาดได้แย่เพียงใด”

“….”  เสี่ยวไป๋พูดอะไรไม่ออกแล้วจะเรียกว่าทั้งไร้ฝีมือและขยันในคราเดียวกันก็ยังดูอ่อนโยนไป

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? สิ่งมีชีวิตจากโลกชั้นสูงปรากฏในสถานที่แบบนี้ได้อย่างไร?” เอ๋อร์โก้เริ่มครุ่นคิด นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กหากเกิดขึ้นจริง เทพอาจมีปัญหาแล้วก็เป็นได้

“ไปเถอะ อย่างน้อยตอนนี้เราก็รู้แล้วว่ามันคืออะไร ไปหาหยกวิญญาณกันดีกว่า หาเสร็จแล้วก็กลับ” เสี่ยวไป๋กล่าวพลางก้าวฉับ ๆ นำหน้าอย่างไม่สนใจอันตรายรอบข้างแม้แต่น้อย

หากคนอื่นมาเห็นเขาเดินในซากโบราณแบบนี้คงได้ตกใจจนขากรรไกรค้าง นี่มันที่ไหนรู้ไหม? ซากโบราณนะ แหล่งรวมภัยพิบัติที่เผลอเมื่อไรก็ลงหลุมได้ตลอดเวลา แล้วเจ้ายังกล้าก้าวฉับ ๆ แบบทัวร์ดูวิว ไม่เห็นจะเคารพสถานที่เลย

อีกมุมหนึ่งของซาก

ศิษย์เอกไป๋และพรรคพวกกำลังต่อสู้กับอสูรร้ายอย่างยากลำบาก เหงื่อท่วมร่าง ลมหายใจสะเปะสะปะ ส่วนเหล่าผู้อาวุโสยืนอยู่ด้านหลังอย่างนิ่งเฉย ไม่คิดจะออกแรงช่วย

พวกเขามีคำสั่งจากเบื้องบนชัดเจน ภารกิจครั้งนี้คือให้รุ่นเยาว์ฝึกฝนตนเอง ไม่ใช่ทัศนาจร ถ้าไม่ถึงเวลาวิกฤตก็ห้ามลงมือเด็ดขาด

ในตำหนักย่อยแห่งหนึ่ง

ชายชุดดำต่อสู้กับอสูรที่โจมตีเขาอย่างคล่องแคล่วเพียงดาบเดียวก็ตัดได้เป็นตัว ๆ

หลังสังหารอสูรร้ายตัวสุดท้าย เขาก็เดินไปหยุดยืนหน้าโลงสีดำใบหนึ่ง

โลงนี้ทั้งใบเป็นสีดำทึบ วัสดุไม่ใช่ไม้ แต่เป็นหินประหลาดที่พลังวิญญาณไม่อาจแทรกผ่านได้ รอบโลงประดับด้วยเส้นไหมทอง แม้จะเคยเป็นวงกลมรอบโลง แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงเศษเสี้ยวอันเนื่องจากกาลเวลาที่กลืนกินไป

จากโลงดำแผ่ไอหมอกแห่งความมืดอ่อน ๆ ออกมา แม้คนทั่วไปจะไม่อาจสัมผัส แต่ชายชุดดำรู้ได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น

เขาชักดาบในมือขึ้นฟันโลงทันที พริบตาเดียวโลงก็แยกออก เขามองภายในโลงก่อนจะส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

‘เหลือแค่ตำหนักหลักแล้ว ถ้าไม่มีอะไรอีก ข้าคงต้องไปยังตำแหน่งแท้จริงของซากแล้วล่ะ’

จากนั้นเขาก็เก็บดาบเข้าฝักอย่างเรียบร้อย แล้วเปิดประตูเดินจากไป

ขณะเดียวกัน เสี่ยวไป๋และพรรคพวกก็กำลังมุ่งหน้าไปยังตำหนักหลัก

ระหว่างทาง พวกเขาโดนโจมตีจากทั้งกับดักและอสูรหลายระลอก แต่เสี่ยวไป๋ถึงกับไม่สนใจจะหลบ เปิดใช้คัมภีร์ไร้ตนให้สร้างโล่อัตโนมัติพร้อมสะท้อนกลับทันทีราวกับเที่ยวชมสวนสนุกไม่แม้แต่จะสะดุ้ง

“เวรเอ๊ย หยกวิญญาณล่ะ หายหัวหมด” เสี่ยวไป๋สบถพลางกอดศีรษะอย่างหัวเสีย ถึงตอนนี้เขาเริ่มคิดแล้วว่าจะออกไปตามตัวพ่อค้าแผนที่มาซ้อมดีหรือไม่

ไม่นาน เขาก็มาถึงตำหนักหลัก

ตำหนักหลักไม่ได้ต่างจากตำหนักย่อยมากนัก สิ่งเดียวที่โดดเด่นกว่าคือขนาดที่ใหญ่กว่ามากและภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เหนือชั้นกว่าเดิมอีกขั้น

หากภาพในตำหนักย่อยยังพอดูออกว่าวาดอะไร ภาพในตำหนักหลักนี่คือไร้ซึ่งความเข้าใจอย่างแท้จริงถึงขั้นที่เสี่ยวไป๋อยากจะหาคนมาฟาดเข้าให้สักฉาด

ในเวลาเดียวกันนั้น ชายชุดดำก็เข้ามาถึงเช่นกัน พอเห็นเสี่ยวไป๋เขาก็ชะงักเล็กน้อย แต่ก็กลับมาสงบเหมือนเดิมในชั่วพริบตา

“หมอนั่นใช่คนของวิหารอสูรรึเปล่า?” เสี่ยวไป๋เอ่ยถามเอ๋อร์โก้อย่างเงียบ ๆ

“ไม่ใช่ ข้าดูเขาตั้งแต่ข้างนอกแล้ว” เอ๋อร์โก้ตอบ เขาใส่ใจชายชุดดำตั้งแต่แรกแล้วและยืนยันได้ว่าไม่ใช่พวกนั้น

“อ้อ งั้นก็ทำหน้าที่ของเราต่อไปเถอะ” เสี่ยวไป๋กล่าวพลางเปิดหีบสมบัติใกล้ตัว

เพราะในสายตาเสี่ยวไป๋ ชุดคลุมดำกลายเป็นยูนิฟอร์มของคนในวิหารอสูรไปแล้ว ฆ่ากี่คนก็ใส่ชุดนี้หมด พอเห็นคนคลุมดำก็เลยเผลอคิดไปก่อนโดยสัญชาตญาณ

ทั้งสองฝ่ายต่างทำสิ่งของตนโดยไม่พูดอะไรกันแม้แต่น้อย

เสี่ยวไป๋ก็ไม่ได้คิดจะเริ่มบทสนทนาเพราะจากอีกฝ่าย เขาสัมผัสได้ถึงบรรยากาศเย็นชาระดับสิบสองตรงข้ามกับนิสัยของเขาโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเงียบไว้จะดีกว่า

จบบทที่ บทที่ 170 ที่นี่ไม่ใช่ที่ให้เจ้ามาเที่ยวเล่น

คัดลอกลิงก์แล้ว