เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 169 ข้ามาแย่งโชควาสนา

บทที่ 169 ข้ามาแย่งโชควาสนา

บทที่ 169 ข้ามาแย่งโชควาสนา


บทที่ 169 ข้ามาแย่งโชควาสนา

แม้จะมีค่ายกลส่งตัวให้ใช้ก็จริง แต่ค่ายกลพวกนั้นล้วนถูกตระกูลใหญ่กับสำนักยักษ์ครอบครองไว้หมด ใครอยากใช้ต้องจ่ายเงินแถมคิดราคาต่อหัว คนเดียวก็แพงจนน่าใจหาย

ยิ่งไปกว่านั้นที่จะไปยังรัฐอื่นยังลำบากขนาดนี้ จะหวังออกจากแผ่นดินตะวันออกหลี่ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นถึงจักรพรรดิเทพเท่านั้น (เทียบได้กับระดับ 230) ถึงจะมีสิทธิ์ศึกษาหนทางเหินสู่แดนเทพซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องคลำทางเอาเอง ไม่มีใครสอน ไม่มีใครบอก ประสบการณ์ก็ไม่มี ทุกอย่างต้องพึ่งตัวเองล้วน ๆ

เมื่อได้ยินว่าซากโบราณแห่งนี้ไม่ใช่ของสิ่งมีชีวิตในแผ่นดินตะวันออกหลี่ ทุกคนต่างตื่นตะลึง ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

ในขณะที่คนอื่นพากันถกเถียงถึงเรื่องนี้ ชายชุดดำที่อยู่มุมสนามกลับไม่แม้แต่จะขยับตัว ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจข่าวนี้เลยแม้แต่น้อย

‘ไม่รู้ว่าข้างในจะมีสายเลือดที่ข้าต้องการหรือไม่’ ชายชุดดำคิดในใจ เวลานี้เขาไม่สามารถรอช้าไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

“ดูเหมือนจะอยู่ที่นี่แหละ” เสียงขี้เกียจดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนหันไปมองตามเสียงก็เห็นเสี่ยวไป๋ถือแผนที่เดินทอดน่องเข้ามา

ทันทีที่เสี่ยวไป๋เงยหน้าขึ้น ทุกคนก็รู้สึกสะท้านใจไปหมด ชายหนุ่มรูปงามถึงเพียงนี้ยังมีอยู่ในโลกหรือ?

“พี่ชาย ท่านมาที่นี่ด้วยเหตุใด?” ชายผู้หนึ่งเห็นสีหน้าเสี่ยวไป๋ไม่สบอารมณ์ก็เอ่ยถาม ดูท่าจะเป็นพวกมาหาเรื่อง

“ก็เห็นอยู่แล้วมิใช่หรือ? ข้ามาแย่งโชควาสนาไงล่ะ” เสี่ยวไป๋ตอบด้วยเสียงงัวเงีย ขณะกำลังหาววอดเพราะใกล้ถึงเวลางีบยามเที่ยงแล้ว

“เฮ้อ คนอะไรพูดตรงจริง” ทุกคนพากันหมดคำพูด แม้จะรู้กันว่าเป้าหมายของแต่ละคนคือแย่งชิงโชควาสนา แต่ใครเขาพูดออกมาตรง ๆ แบบนี้กัน?

“น้องชาย ผู้น้อยขอเรียนถามว่าท่านสังกัดสำนักใดหรือไม่?” ผู้อาวุโสจากสำนักหนึ่งเดินออกมาถาม น้ำเสียงสุภาพเพราะคิดว่าคนที่กล้าหาญเช่นนี้ต้องเป็นศิษย์ของขุมอำนาจใหญ่อย่างแน่นอน

“ข้าไม่มีสำนัก เป็นแค่ผู้ฝึกยุทธอิสระเท่านั้น” เสี่ยวไป๋ตอบตรง ๆ ข้าก็อยากมีสำนักเหมือนกันนะ แต่ระดับพลังไม่อำนวย ตอนนี้ก็แค่ออกมาหาเงินเท่านั้น

ผู้คนชะงักเล็กน้อย พอสบตากันแล้วสายตาก็เปลี่ยนไปทันที ก็แค่ผู้ฝึกอิสระยังกล้าหาญอวดเก่งถึงเพียงนี้?

“มองอะไรกันนักหนา? ข้าบอกว่าจะมาแย่งโชควาสนา มันผิดตรงไหน? โชควาสนาเป็นของผู้มีวาสนา ทุกคนมีสิทธิ์จะชิง ข้าก็ไม่เห็นว่ามันผิดตรงไหนเลยสักนิด” เสี่ยวไป๋มองหน้าพวกเขา สีหน้าไม่สบอารมณ์นัก สายตาดูแคลนแบบนี้คิดว่าข้าโง่หรือไง?

“เจ้าเด็กนี่ ซากโบราณระดับนี้มันอันตรายเกินไปสำหรับเจ้า เจ้ากลับบ้านไปเล่นโคลนยังจะเหมาะกว่าอย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่าเยอะ” ผู้อาวุโสนั่นไม่เหลือความสุภาพอีกต่อไปกลับกลายเป็นเยาะเย้ยถากถาง

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” พอสิ้นคำ พวกศิษย์ในสำนักนั้นก็หัวเราะครืนอย่างพร้อมเพรียง ดูจะคุ้นเคยกับมุกนี้ไม่น้อย

เสี่ยวไป๋เพียงยิ้ม ยกมือขวาขึ้นระดับอกแล้วกำหมัดแน่นทันที เสียงบึ้มดังสนั่น พวกของผู้อาวุโสนั้นกลายเป็นหมอกเลือดในพริบตา ไม่มีใครรอดแม้แต่คนเดียว

ผู้คนรอบด้านเบิกตากว้างตะลึงงัน ชายหนุ่มอายุยังน้อยกลับเป็นยอดฝีมือขั้นสูงแถมยังลงมือโหดเหี้ยมไม่พูดพล่ามให้เสียเวลาเลยแม้แต่น้อย

ความหวาดกลัวแผ่กระจาย แต่ก็มากับความโล่งอก ยังดีที่ไม่มีใครไปหาเรื่องเขาก่อนหน้าไม่เช่นนั้นคงได้กลายเป็นละอองเลือดไปด้วย

ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเสี่ยวไป๋จะปิดบังพลังไว้แน่นหนาขนาดนี้ ยุคนี้เป็นอะไรกันไปหมด? เหล่ายอดฝีมือต่างพากันทำตัวเป็นเด็กหนุ่มหน้าใสกันหมดแล้วหรือไร?

ในขณะที่ฝูงชนแตกตื่น ชายชุดดำในมุมกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะปรายตามองมาราวกับเรื่องราวทั้งหมดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเขาเลย

“เขาเป็นใครกันแน่?” ทั้งศิษย์เอกไป๋แห่งสำนักจั้นจี๋และเซียนหญิงหลี่แห่งสำนักอู่เยว่ต่างคิดเช่นเดียวกันในใจ

เมื่อครู่ผู้อาวุโสที่โดนสังหารล้วนเป็นระดับจอมวิญญาณขั้นสูงสุด (เทียบระดับ 129) เสี่ยวไป๋กลับฆ่าได้อย่างง่ายดาย เช่นนั้นอย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องเป็นจอมศักดิ์สิทธิ์ (ระดับที่สิบสาม) แน่นอน ซึ่งในละแวกนี้มีจอมศักดิ์สิทธิ์อยู่ไม่กี่คนเท่านั้น ชนิดนับนิ้วได้และที่สำคัญไม่มีใครรู้จักเสี่ยวไป๋เลย

“ไปกันเถอะ เราต้องเข้าไปได้แล้ว เอาหยกวิญญาณเสร็จก็รีบกลับ ข้ายังต้องไปงีบอีก ไม่ไหวแล้วจริง ๆ” เสี่ยวไป๋พาพวกเอ๋อร์โก้เดินตรงไปยังทางเข้า เขารู้สึกว่าหนังตากำลังจะปิดแล้ว ถ้ามีพื้นก็คงจะทิ้งตัวลงนอนเลย

“อืม ข้าก็เริ่มง่วงแล้ว” เอ๋อร์โก้เองก็มีนาฬิกาชีวิตแบบเดียวกับเสี่ยวไป๋ ชีวิตประจำวันเหมือนกันเป๊ะ จะนอนก็นอนพร้อมกัน

“ท่านผู้อาุวโส โปรดรอก่อน” ศิษย์เอกไป๋เอ่ยขึ้นมาข้างหลัง

“อะไรอีกล่ะ?” เสี่ยวไป๋ไม่ได้หันกลับเพราะเดี๋ยวก็ต้องเดินต่อ หันไปกลับมามันน่ารำคาญ เป็นโรคขี้เกียจน่ะ

“ท่านผู้อาุวโส ท่านต้องการแค่หยกวิญญาณเท่านั้นหรือ?” ศิษย์เอกไป๋ถามอย่างตะลึง ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีคนมาซากโบราณเพื่อเก็บหยกวิญญาณโดยไม่สนเคล็ดวิชาอันล้ำค่าทั้งหลายเลย

“แน่นอน แล้วจะให้ข้าต้องการอะไรล่ะ?” เสี่ยวไป๋ตอบกลับเต็มเสียง เป้าหมายของเขาคือหยกวิญญาณส่วนเคล็ดวิชาอาวุธอะไรพวกนั้น ระดับมันต่ำเกินไป ไม่คู่ควรแก่การพกใส่แหวนมิติให้เปลืองที่

ผู้คนพากันอึ้ง นี่มันซากโบราณยุคปัจฉิมบรรพนะ เคล็ดวิชาชั้นสูงอาจปรากฏได้ทุกเมื่อ แต่คนผู้นี้กลับไม่สนใจเลยสักนิด พวกเขานึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเสี่ยวไป๋คิดอะไรอยู่

แม้แต่ชายชุดดำที่มุมก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ แต่ไม่นานความรู้สึกนั้นก็สลายหายไปกลับคืนสู่ความสงบดังเดิม

“ท่านผู้อาุวโส ซากโบราณตรงหน้านี้ยังมีผนึกปิดอยู่ ท่านเข้าไปไม่ได้หรอก” ศิษย์เอกไป๋อดเตือนออกมาไม่ได้ ผนึกบานประตูนี้ แม้แต่จอมศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเขายังเปิดไม่ออก พวกเขาเคยส่งผู้มีพลังระดับเดียวกันหลายคนไปทลายติดต่อกันหลายวันหลายคืนก็ยังไม่มีรอยขีดข่วน

แต่ก่อนคำพูดจะสิ้นสุด เขาก็โดนตบหน้าทันที

เสี่ยวไป๋เดินเอื่อย ๆ ไปหน้าประตูซากโบราณ ประตูนั้นมีตะไคร่น้ำเกาะเต็มและมีร่องรอยหลุมบ่อชัดเจน บ่งบอกว่าถูกทิ้งร้างมานานแสนนาน

เสี่ยวไป๋ยกนิ้วชี้ขึ้น แล้วกล่าวเบา ๆ ว่า “ทำลาย” จากนั้นก็แตะเบา ๆ บนบานประตูนั่น ผลคือประตูบานยักษ์นั้นก็สลายกลายเป็นธุลีในทันที หายไปไร้ร่องรอย

เสียงสูดลมหายใจดังลั่น ผู้คนถึงกับตัวสั่นไปทั้งร่าง นี่มันพลังระดับไหนกันแน่? ประตูที่แม้แต่พลังระดับจอมศักดิ์สิทธิ์ยังทำอะไรไม่ได้ กลับถูกชายผู้นี้ทำลายด้วยการแตะเพียงนิ้วเดียว

เมื่อประตูพังทลายลง เสี่ยวไป๋ก็พาเอ๋อร์โก้เดินเข้าไปด้านในราวกับไปเที่ยวชมวิว

จบบทที่ บทที่ 169 ข้ามาแย่งโชควาสนา

คัดลอกลิงก์แล้ว