- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 163 เพราะกำลังแสดงละครอยู่ยังไงเล่า
บทที่ 163 เพราะกำลังแสดงละครอยู่ยังไงเล่า
บทที่ 163 เพราะกำลังแสดงละครอยู่ยังไงเล่า
บทที่ 163 เพราะกำลังแสดงละครอยู่ยังไงเล่า
“ฮู้ววว” ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์เบื้องหน้าต่างสูดลมหายใจเย็นเฉียบเข้าพร้อมกัน
“แข็งแกร่งเกินไปแล้วกระมัง” หัวหน้าใหญ่ครุ่นคิดในใจ บรรพชนแห่งลัทธิเหลิงอู้ผู้นั้นมีระดับพลังพอ ๆ กับเขา แม้เขาจะสามารถฆ่าอีกฝ่ายได้อย่างไม่ยากเย็น แต่จะให้พูดคำเดียวแล้วฆ่าได้เลยนั้น ย่อมไม่อาจกระทำได้
“ที่แท้ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงก็คือเขานี่เอง” ผู้นำตระกูลเฟิงทั้งหลายตกตะลึง ใจในร่ำร้อง ข้าเรียกผู้ยิ่งใหญ่ระดับนี้ว่าน้องชายมาทั้งวัน? ข้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก
“มาเถิด เรามาเล่าต่อกันเถอะ” ไม่นานนัก เสี่ยวไป๋ก็เล่าทุกอย่างจนจบ
จากนั้นอู๋ม่อหย่งกับหัวหน้าตระกูลมู่ก็อธิบายเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงมาถึงได้เร็วปานนั้น
“ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้ามีแผนการอันใดต่อหรือไม่?” เสี่ยวไป๋มองดูพวกอู๋ม่อหย่ง หากไม่มีธุระแล้วเขาก็จะเริ่มถามเรื่องตำแหน่งของวิหารอสูร
“ท่านผู้อาวุโสเสี่ยว ข้าอยากรบกวนท่านส่งข้ากับศิษย์น้องกลับสำนักหน่อย” อู๋ม่อหย่งกล่าว ที่เขากลับมาก็เพื่อเรื่องนี้
“ท่านผู้อาวุโสเสี่ยว ข้าก็เช่นกัน” หัวหน้าตระกูลมู่กล่าวบ้าง เมื่อวิกฤตคลี่คลายแล้ว พวกเขาอยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์จะดีกว่าหากกลับไปจัดการเสริมกำลังของตน
“พวกเรากำลังจะไปขุมสมบัติในสุสานของยอดฝีมือ” หัวหน้าใหญ่กล่าว เขารู้จากบทสนทนาเมื่อครู่ว่าอู๋ม่อหย่งและพวกยุ่งยิ่งนักย่อมไม่สามารถไปผจญภัยได้จึงเหลือพวกเขาเท่านั้นที่ไปได้
“เช่นนั้น ขอให้พี่น้องโชคดี” อู๋ม่อหย่งกับหัวหน้าตระกูลมู่ประสานมือคารวะ “ด้วยพลังของพี่ใหญ่แล้ว คงไม่มีปัญหาแน่นอน”
“เวรเอ๊ย หยุดพูดลางร้ายเถอะได้ไหม?” เสี่ยวไป๋บ่นในใจ ปกติใครพูดแบบนี้ในนิยายช่วงหลัง ๆ จะมีเรื่องแน่
“นี่ เจ้าจงถือสิ่งนี้ไว้” เสี่ยวไป๋นึกขึ้นได้ว่าเคยทำยันต์หยกป้องกันตัวไว้ไม่น้อยจึงขว้างให้พวกหัวหน้าใหญ่หนึ่งชิ้น
“หากมีเหตุอันใดก็เรียกข้าได้” เช่นนี้ก็อุ่นใจขึ้นมาก
หัวหน้าใหญ่รีบรับยันต์หยกที่ลอยมาด้วยความขอบคุณ “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสเสี่ยว” ผู้อาวุโสผู้นี้ช่างห่วงใยผู้อื่นยิ่งนัก
“ไม่ต้องเกรงใจ พวกข้าขอลาแล้ว” เสี่ยวไป๋โบกมือเล็กน้อย แล้วโบกมือลาทุกคนแบบบ๊ายบายจากนั้นเมื่อได้รับพิกัดของอู๋ม่อหย่งก็เคลื่อนย้ายฉับพลันจากไปทันที
หลังจากเสี่ยวไป๋จากไปบริเวณนั้นก็เหลือเพียงหัวหน้าใหญ่กับผู้นำตระกูลเฟิงและชาวบ้านผู้เฝ้าดูเหตุการณ์
“พวกเจ้าจะไปสำรวจสุสานของยอดฝีมือกับพวกเราหรือไม่? ของใดที่ใครหาเจอก่อนก็เป็นของคนนั้น” หงเวยซวี่ยิ้มแย้มกล่าวเชิญชวน
“เจ้า...” จากนั้นก็เริ่มพูดคุยกันใหญ่ สุดท้ายโจรทะเลทรายอันดับหนึ่งร่วมกับสามตระกูลใหญ่ ลัทธิหลิงหวงและลัทธิหลิงเวินก็ออกเดินทางไปสำรวจขุมสมบัติในสุสานยอดฝีมือร่วมกัน
วิหารสามอสูร
ภายในห้องโถง ผู้อาวุโสใหญ่ รองอาวุโสที่หนึ่งและรองอาวุโสที่สองกำลังประชุมอย่างเร่งด่วน
“จะเอาอย่างไรดี? สู้หรือไม่สู้?” ผู้อาวุโสใหญ่ได้รับข่าวด่วนแต่เช้า ห้าตระกูลใหญ่เตรียมร่วมกันโจมตีวิหารสามอสูรถือเป็นข่าวใหญ่ทีเดียว
พวกเขาไม่กลัวหากเป็นแค่ห้าตระกูลทั่วไปโจมตียังพอรับมือได้ง่าย แต่ในนั้นมีตระกูลมู่ร่วมอยู่ด้วย ตระกูลมู่ถือเป็นพันธมิตรหากจะตบตีพันธมิตรคงเจ็บปวดใจ
เรื่องที่ตระกูลมู่คือพันธมิตรเป็นความลับระดับสูงทั้งวิหารรู้กันอยู่แค่สี่คนส่วนฝั่งตระกูลมู่คาดว่ามีเพียงหัวหน้าตระกูลเท่านั้นที่ล่วงรู้
“หรือจะรอให้เจ้าสำนักกลับมาก่อนดี?” รองอาวุโสที่สองเสนอขึ้นอย่างลังเล
“รอบิดาเจ้าเถอะ พวกเรายังไม่รู้เลยว่าเจ้าสำนักจะกลับมาเมื่อใด ถ้ารอกันไปเรื่อย ๆ สงครามคงจบไปก่อนแน่ อีกทั้งตอนนี้เหล่าอาวุโสและศิษย์เริ่มมีปากเสียงกันแล้ว” รองอาวุโสที่หนึ่งกุมขมับแสดงความเหนื่อยใจ
ไม่กี่วันก่อนพวกเขาก็ได้รับข่าวว่าห้าตระกูลใหญ่จะบุก ยิ่งตอนนี้คนในสำนักส่วนใหญ่ล้วนเป็นฝ่ายสนับสนุนการสู้รบเพียงแต่ผู้อาวุโสทั้งสามมัวแต่ถ่วงเวลาหากยังไม่ลงมือคงเกิดปัญหาแน่นอน
“ผู้อาวุโสใหญ่ รองอาวุโสทั้งสอง ข้าทั้งหลายขอเข้าเฝ้า” เสียงตะโกนอันเกรียงไกรดังลั่นจากหน้าห้องโถง
“จบสิ้นแล้ว นี่พวกเขามาเรียกร้องคำตอบแน่แท้” ผู้อาวุโสใหญ่กับพวกรีบลุกไปยังหน้าห้องโถงเพียงได้ยินเสียงก็ตระหนักแล้วว่าเป็นทั้งอาวุโสและศิษย์รวมกันมาอย่างพร้อมเพรียง นี่คือผลจากการถ่วงเวลานานเกินไป
หน้าห้องโถง ผู้อาวุโสและศิษย์ยืนรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มใหญ่ แล้วทันใดนั้นบานประตูโถงก็ค่อย ๆ เปิดออก ผู้อาวุโสใหญ่และอีกสองคนเดินออกมา
“ผู้อาวุโสใหญ่ เหตุใดจึงไม่ประกาศสงครามกับพวกนั้น?” อาวุโสชั้นแนวหน้าเอ่ยขึ้นทันที พวกเขามีสิทธิ์ถามคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมา
“เอ่อ” ผู้อาวุโสใหญ่กำลังจะอธิบาย ทว่า “ฟุ่บ” เสียงลมหอบหนึ่งดังขึ้น ข้างกายเขาก็ปรากฏกลุ่มของเสี่ยวไป๋ขึ้นมาทันใด
“เจ้าสำนัก” เมื่อทุกคนเห็นหน้าผู้มาใหม่ก็ร้องเรียกด้วยความตื่นตระหนก
“นี่พวกเจ้าคิดจะทำอะไรกันหรือ? คิดก่อกบฏหรืออย่างไร?” อู๋ม่อหย่งมองฝูงชนเบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นชา ช่างกล้านักที่เขาไม่อยู่แล้วกล้าเล่นใหญ่กันถึงเพียงนี้
“เจ้าสำนัก เปล่าเลย พวกห้าสำนักเตรียมประกาศสงครามกับเรา” ผู้อาวุโสใหญ่รีบอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่อู๋ม่อหย่งไม่อยู่
“พวกเจ้า ข้าเคยบอกไปแล้วมิใช่หรือ? ว่าตอนข้าไม่อยู่ห้ามทำการใด ๆ ทั้งสิ้น” หัวหน้าตระกูลมู่สบทอย่างขุ่นเคืองทำไมถึงไม่รู้จักเชื่อฟังกันเลย? หากทำตามแผนที่เขาวางไว้ เขานำพาพวกเจ้าสู่จุดสูงสุดได้แน่นอน
“หัวหน้าตระกูลมู่” ผู้อาวุโสทั้งสามตกใจ ทำไมถึงมีหัวหน้าตระกูลมู่มาด้วย?
“เจ้าสำนักระวัง” เหล่าอาวุโสระดับแนวหน้าพากันวิ่งเข้าไปยืนขวางหน้าอู๋ม่อหย่ง ความเร็วพวกเขานั้น เร็วที่สุดในชีวิต แม้แต่ตอนกินข้าวยังไม่เร็วเท่านี้
เหล่าศิษย์ก็รีบปล่อยพลังวิญญาณเตรียมพร้อมสู้รบเต็มที่ แต่ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่าหัวหน้าตระกูลมู่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? เมื่อครู่ก็ยังไม่อยู่
“เลิกบ้าสักทีเถอะ” อู๋ม่อหย่งฝ่าฝูงชนออกมาด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ
“พวกเราเป็นพวกเดียวกัน อย่าสร้างเรื่อง”
“พวกเดียวกัน?” อาวุโสและศิษย์ต่างงุนงง ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราหลายตระกูลมันแย่ขนาดนั้นจะเป็นพวกเดียวกันได้อย่างไร?
“ก็เพราะกำลังแสดงละครอยู่ไง” อู๋ม่อหย่งกล่าวก่อนจะเล่าเบื้องหลังทั้งหมด
แท้จริง เมื่อครั้งที่เขาสร้างอิทธิพลในพื้นที่แห่งนี้ก็ถูกขัดขวางจากสี่ตระกูลใหญ่อื่น ๆ จนไม่อาจสร้างฐานอำนาจได้เลย ดังนั้นเขาจึงต้องมีคนวงในคอยช่วยเหลือจากภายใน
และในช่วงนั้นเอง เขาก็ได้พบกับสหายเก่าคนหนึ่งหรือก็คือหัวหน้าตระกูลมู่
ทั้งอู๋ม่อหย่งและหัวหน้าตระกูลมู่ต่างเป็นชาวซีโจวโดยกำเนิดแถมยังรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก
ในอดีต อู๋ม่อหย่งมีพรสวรรค์ต่ำ ถูกดูแคลนและรังแกเสมอมา แต่หัวหน้าตระกูลมู่กลับตรงกันข้าม เขาคือผู้ที่พรสวรรค์ล้ำเลิศ เป็นดั่งพี่ใหญ่ในกลุ่มและเป็นคนคอยคุ้มครองอู๋ม่อหย่งมาโดยตลอด ใครกลั่นแกล้งเขา หัวหน้าตระกูลมู่จะเป็นคนจัดการเอง