เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 162 ข้ามิใช่พี่ชายของเจ้า

บทที่ 162 ข้ามิใช่พี่ชายของเจ้า

บทที่ 162 ข้ามิใช่พี่ชายของเจ้า


บทที่ 162 ข้ามิใช่พี่ชายของเจ้า

หงเวยซวี่เล่าความเป็นมาที่เขารู้จักเสี่ยวไป๋ให้หัวหน้าใหญ่พวกเขาฟังคร่าว ๆ

“น้องชาย เจ้ารู้จักเจ้าเล็กสิบสามจริงหรือ?” หัวหน้าใหญ่พาผู้คนเหินฟ้าตรงมายังฝั่งของเสี่ยวไป๋

“อืม หากเจ้าเล็กสิบสามในปากเจ้าคืออู๋ม่อหย่ง เช่นนั้นข้าก็รู้จัก” เสี่ยวไป๋พยักหน้า เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีวิธีใดให้หาตำแหน่งพวกอู๋ม่อหย่งได้รวดเร็วกว่านี้บ้าง

“พี่หง ข้ามาช่วยท่านแล้ว” ขณะที่หัวหน้าใหญ่กำลังจะถามต่อก็มีเสียงเร่งรีบของอู๋ม่อหย่งดังมาจากที่ไกล

“ในที่สุดก็มาสักที” เสี่ยวไป๋โล่งใจ อย่างน้อยก็ไม่ต้องวกวนอีกต่อไปแล้ว

“เจ้าเล็กสิบสามก็มาด้วย?” หัวหน้าใหญ่กับคนอื่น ๆ ตกตะลึง เขาไม่ติดภารกิจอยู่นอกพื้นที่หรือ? ไฉนถึงมาถึงได้เร็วปานนี้?

ไม่นาน อู๋ม่อหย่งกับชายชุดดำก็มาถึงที่หมาย เขาเห็นหงเวยซวี่ก่อน รีบพุ่งลงไปหา

เนื่องจากเสี่ยวไป๋ถูกพวกเขาบังไว้ด้านหลัง อีกทั้งอู๋ม่อหย่งก็กำลังร้อนใจจึงยังไม่ทันสังเกตเห็นว่าเสี่ยวไป๋อยู่ที่นั่นด้วย

“พี่หง ท่านเป็นอะไรหรือไม่?” อู๋ม่อหย่งพุ่งลงมาข้างกายหงเวยซวี่แล้วรีบตรวจสอบบาดแผล

“ไม่เป็นไร ๆ ข้าสบายดีจะตาย ฮ่า ๆ ๆ” หงเวยซวี่ยิ้มร่าหัวเราะ เขาไม่เพียงไม่ได้รับบาดเจ็บแถมยังใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเสียด้วย แม้จะพูดแล้วดูหน้าด้านไปหน่อย แต่ก็เป็นความจริง

“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านมาถึงเมื่อใด?” เดิมเขานึกว่าตนเองจะมาถึงก่อน ที่ไหนได้พวกหัวหน้าใหญ่มาถึงก่อนเสียอีก

“พวกเราก็เพิ่งมาถึง เจ้าเล็กสิบสาม ไม่พบกันนานเลยนะ คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะทะลวงถึงระดับ 120 ได้แล้ว เจ้าช่างเป็นคนที่มีพรสวรรค์ที่สุดในหมู่พวกเราจริง ๆ” หัวหน้าใหญ่พวกเขายิ้มกว้างเมื่อเห็นอู๋ม่อหย่ง พอเห็นว่าอีกฝ่ายบรรลุระดับพลังยิ่งทำให้ยิ้มไม่หุบ

“ฮ่า ๆ ๆ ก็แค่พอผ่านมาได้เท่านั้นเอง” อู๋ม่อหย่งถ่อมตนเล็กน้อย

หัวหน้าใหญ่พวกเขาหันไปมองชายชุดดำอีก อู๋ม่อหย่งรู้ทันทีว่าหมายถึงใครจึงตบไหล่อีกฝ่ายพลางแนะนำ “พี่ใหญ่ พี่น้องทั้งหลาย คนผู้นี้คือศิษย์น้องที่พลัดพรากกันไปนานของข้า พวกเราพึ่งได้กลับมาพบกันอีกครา”

“ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย” ชายชุดดำโค้งคำนับอย่างสุภาพ

“ฮ่า ๆ ๆ ได้ยินชื่อเจ้ามานานแล้ว เป็นพี่น้องกัน ยังจะมากพิธีไปไย” หัวหน้าใหญ่หัวเราะลั่น ใคร ๆ ก็รู้ว่าเจ้าเล็กสิบสามมีศิษย์น้องที่พลัดพราก วันนี้ได้พบกันอีกครั้งนับเป็นเรื่องน่ายินดีนัก พวกเขาทั้งหมดล้วนรู้สึกยินดีแทนหงเวยซวี่

“จริงสิ เจ้าเล็กสิบสาม ที่นี่มีน้องชายคนหนึ่งบอกว่ารู้จักเจ้า เจ้าไปดูหน่อยว่าใช่คนรู้จักของเจ้าหรือไม่” หงเวยซวี่ผลักเสี่ยวไป๋ที่แต่เดิมถูกบังไว้ด้านหลังออกมาข้างหน้า ถึงเวลาตรวจสอบความเป็นพรรคพวกแล้ว

“แอ๊ก” เดิมทีอู๋ม่อหย่งกำลังยิ้มอย่างสดใส แต่พอเห็นเสี่ยวไป๋ที่ค่อย ๆ เดินออกมา สีหน้าก็แข็งทื่อทันที คางแทบหลุดตกลงพื้น

คนอื่นพากันขมวดคิ้ว เกิดอะไรขึ้นอีก? เมื่อครู่ยังดี ๆ อยู่เลยมิใช่หรือ?

“โห นานแล้วสินะที่ไม่ได้เจอกัน” เสี่ยวไป๋เอ่ยทักทาย พยายามทำลายความกระอักกระอ่วนเพราะดูเหมือนว่าอู๋ม่อหย่งจะพูดไม่ออกเสียแล้ว

“ท่าน…ท่าน…ท่าน…ท่านผู้อาวุโส เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้?” อู๋ม่อหย่งพูดคำนี้ด้วยเสียงสั่นแทบทุกพยางค์

“พี่ชาย ข้าได้พบท่านเสียที ข้ารู้ว่าท่านผู้เป็นองค์เหนือหัวไม่มีทางหลอกข้าแน่นอน” ชายชุดดำเมื่อเห็นใบหน้าของเสี่ยวไป๋ก็โผเข้ากอดแน่นอย่างซาบซึ้งสุดหัวใจ

“ปล่อย ข้ามิใช่พี่ชายของเจ้า” เสี่ยวไป๋ดิ้นออกจากอ้อมแขนนั้นทันที บัดซบ กอดแบบนี้คนอื่นเขาจะไม่เข้าใจผิดเอาหรือไง?

“โห นานนักแล้วหนา” เจ้าเอ๋อร์โก่วเดินออกมาพร้อมกับหนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอ

“ท่านผู้อาวุโสสุนัข ท่านก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ?” อู๋ม่อหย่งเห็นเอ๋อร์โก่วก็ไม่ตกใจเท่าไร ออกจะยินดีเสียด้วยเพราะในความทรงจำของเขา เสี่ยวไป๋กับเจ้าเอ๋อร์โก่วนั้นแทบไม่เคยแยกจากกัน

“ท่าน…ผู้อาวุโสเสี่ยว?” ผู้นำตระกูลเฟิงทั้งหลายเริ่มปวดหัว เรื่องราวพลิกกลับเร็วเกินไปแล้วกระมัง? เหตุใดผู้แข็งแกร่งระดับ 120 จึงเรียกคนที่มีพลังเพียง 99 ว่าท่านผู้อาวุโส? เจ้าน้องผู้นี้จะโดดชั้นเร็วไปหน่อยแล้ว

“เจ้าเล็กสิบสาม นี่มันเรื่องอะไรกัน? เหตุใดเจ้าจึงเรียกน้องคนนี้ว่าท่านผู้อาวุโส?” หงเวยซวี่ถามด้วยความสงสัย หัวหน้าใหญ่กับคนอื่นก็พากันจ้องอู๋ม่อหย่งราวกับจะเค้นคำตอบ

“อุ๊บ” อู๋ม่อหย่งรีบเอามือปิดปากหงเวยซวี่ก่อนจะหันมายิ้มแหยให้เสี่ยวไป๋ “ท่านผู้อาวุโสเสี่ยวโปรดรอสักครู่” แล้วลากพวกหงเวยซวี่ไปแยกออก กระซิบว่า “พี่หง ห้ามเรียกท่านผู้อาวุโสเสี่ยวว่าน้องชายอีกนะ ท่านผู้นี้พลังแข็งแกร่งมหาศาล อย่าหลงเชียวว่าเขาเด็ก ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าเขามีชีวิตอยู่มากี่ปีแล้ว”

ทุกคนพร้อมใจ “โอ๊ววว” ในใจต่างคิดขึ้นมาทันที ที่แท้ท่านผู้อาวุโสท่านนี้ก็คือผู้ฝึกตนลับฝีมือระดับเทพที่แฝงตัวมาสัมผัสชีวิตธรรมดานี่เอง

“ท่านผู้อาวุโสเสี่ยว ท่านรู้จักกับพี่หงของข้าได้อย่างไรหรือ?” หลังอธิบายเสร็จ อู๋ม่อหย่งก็กลับมาหาเสี่ยวไป๋อีกครั้ง ถามอย่างออกรสออกชาติ ไม่แม้แต่จะสนใจว่าศัตรูบนฟ้ายังลอยค้างอยู่

“เรื่องนี้ยาว” เสี่ยวไป๋จัดการย่อเนื้อเรื่องไว้เรียบร้อย รอแค่มีคนถามก็จะได้เล่าทันทีและพอเขากำลังจะเริ่มพูด

“เฮ้ หัวหน้าใหญ่ พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไรแน่? คิดจะปกป้องเจ้าหนุ่มนี่จริงหรือ?” บรรพชนแห่งลัทธิเหลิงอู้ตะโกนถามด้วยความโกรธ เพราะอยู่สูงเกินจึงยังไม่รู้ว่าเบื้องล่างเกิดอะไรขึ้น

“เจ้าหุบปากไปก่อน” เสี่ยวไป๋เกลียดที่สุดคือตอนจะเล่าเรื่องแล้วโดนขัดจังหวะ

เสี่ยวไป๋โดนขัด ×1

เขาจึงเตรียมเริ่มเล่าต่อ

“พี่หง ข้ามาช่วยท่านแล้ว” เสียงของหัวหน้าตระกูลมู่ดังขึ้นจากที่ไกล

“เวรเอ๊ย” เสี่ยวไป๋สบถออกมาเสียงดัง

เสี่ยวไป๋โดนขัด ×2

จากนั้นเนื้อเรื่องเดิมก็เล่นซ้ำอีกครั้งเพียงเปลี่ยนตัวละคร

“ท่านผู้อาวุโสเสี่ยว ขอบคุณที่ช่วยชีวิตบุตรีของข้าไว้” หัวหน้าตระกูลมู่แสดงความซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง สำหรับเขาบุตรีเปรียบดั่งชีวิต

อู๋ม่อหย่งหน้าแดงนิด ๆ เพราะคนที่สั่งให้ไปสังหารบุตรีหัวหน้าตระกูลมู่ก็คือผู้อาวุโสจากสำนักของเขา แม้ไม่ใช่คำสั่งจากเขาโดยตรง แต่ก็อดละอายไม่ได้

“ไม่เป็นไร” เสี่ยวไป๋โบกมือ หากไม่มีธุระอะไรก็จะได้เริ่มเล่าเรื่องเสียที

เสี่ยวไป๋จึงเตรียมเล่าต่ออีกครา

“พวกเจ้าไม่มีวันจบใช่ไหม? ข้าใกล้จะหมดความอดทนแล้ว” เสียงบรรพชนแห่งลัทธิเหลิงอู้คำรามขึ้น เขารู้สึกโดดเดี่ยวสิ้นดี เหตุใดยังมีศัตรูมาเพิ่มเรื่อย ๆ ไม่หยุดเสียที

เสี่ยวไป๋โดนขัด ×3

“เวรเอ๊ยยย” เสี่ยวไป๋กำหมัดแน่น เจ้ายังต้องการอะไรอีก จะไม่ให้ข้าเล่าเรื่องให้จบเลยหรือไร?

“ท่านผู้อาวุโสเสี่ยวโมโหแล้ว” อู๋ม่อหย่งหันไปกระซิบกับหัวหน้าใหญ่พวกเขา แล้วในใจก็สวดส่งบรรพชนแห่งลัทธิเหลิงอู้เรียบร้อยเพราะเมื่อใดที่ท่านผู้อาวุโสเสี่ยวโมโหเมื่อนั้นก็จบข่าว

“เจ้าเด็กนั่น เจ้า” บรรพชนแห่งลัทธิเหลิงอู้ยังไม่ทันสบถให้จบประโยค เสี่ยวไป๋ก็พูดขึ้นว่า

“หุบปาก”

เพียงวาจาประโยคเดียวไร้คลื่นพลังใดปรากฏ แต่ผู้คนของลัทธิเหลิงอู้ทั้งหมดกลับมลายหายไปสิ้นเสมือนถูกลบเลือนจากโลกไม่หลงเหลือสิ่งใดอีกเลย

จบบทที่ บทที่ 162 ข้ามิใช่พี่ชายของเจ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว