- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 164 เขากลัวแล้ว
บทที่ 164 เขากลัวแล้ว
บทที่ 164 เขากลัวแล้ว
บทที่ 164 เขากลัวแล้ว
พรสวรรค์ของอู๋ม่อหย่งในวัยเยาว์ต่ำต้อยเพียงใดหรือ? ตอนอายุยี่สิบ เขาพึ่งจะทะลวงถึงระดับ 10 เท่านั้น นับได้ว่าต่ำเสียจนมิอาจเอ่ย
ในขณะที่หัวหน้าตระกูลมู่กลับเป็นดั่งจันทรางามเจิดจรัสบนฟากฟ้า ผู้คนต่างแหงนหน้าชื่นชม
กระทั่งในวัยยี่สิบปี อู๋ม่อหย่งถูกอาจารย์ของเขาพาตัวจากไป
เกี่ยวกับอาจารย์ของเขานั้น อู๋ม่อหย่งมิได้ระบุว่าเป็นเจ้าวิหารอสูร หากกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่าเป็นบุคคลลึกลับ เนื่องเพราะเรื่องนี้ยังมิอาจเปิดเผยในที่แจ้งได้ ทว่าแม้เขาไม่เอ่ย เสี่ยวไป๋กับพวกก็ล้วนเข้าใจ
สำหรับการหายตัวไปอย่างลึกลับของอู๋ม่อหย่ง ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าเขาหายไปที่ใด หลังจากเขาหายตัว หัวหน้าตระกูลมู่ก็ตัดสินใจละทิ้งบ้านเกิด ออกเดินทางเพื่อตามหาอู๋ม่อหย่ง
จนกระทั่งวันหนึ่ง อู๋ม่อหย่งกลับมาอีกครั้ง ทว่าเขาไม่เพียงกลับมาเปล่า ๆ แต่ยังมาพร้อมกับพรสวรรค์และพลังอันน่าหวาดกลัว
เขากดดันทั้งรุ่นราวคราวเดียวกันและผู้อาวุโส บุกเบิกเส้นทางเพื่อสร้างอิทธิพลของตนที่นี่ แต่ก็ถูกตระกูลใหญ่แห่งซีโจวขัดขวาง แม้พลังของเขาจะแกร่งกล้าขึ้นมาก ทว่ายังไม่ถึงขั้นที่สามารถปะทะกับสามตระกูลใหญ่อย่างเปิดเผยได้
ระหว่างที่เขากำลังปวดหัวกับเรื่องนี้ ผู้อาวุโสใหญ่ รองอาวุโสที่หนึ่งและรองอาวุโสที่สองก็ปรากฏตัวขึ้น ทั้งสามล้วนเป็นยอดคนที่ตั้งใจสร้างสำนัก แม้ในตอนนั้นพวกเขาจะมีอายุหลายพันปีแล้วก็ตาม แต่หากวัดด้วยจิตใจก็ยังนับว่าเป็นเยาวชนอยู่บ้าง ทั้งหมดจึงร่วมมือกับอู๋ม่อหย่งในการก่อตั้งสำนัก
แม้การเข้าร่วมของทั้งสามจะเป็นดั่งสายน้ำเย็นยามแล้งช่วยคลายวิกฤตได้บ้าง ทว่าก็ยังห่างไกลจากการต่อกรกับตระกูลใหญ่อย่างแท้จริง ทว่าทันใดนั้นหัวหน้าตระกูลมู่ก็กลับมา
และจากนั้น เขาก็เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าตระกูลมู่พร้อมทำหน้าที่สายลับแฝงตัวในกลุ่มตระกูลใหญ่ร่วมมือกับพวกอู๋ม่อหย่งแบบลับ ๆ จากภายในและภายนอก กาลเวลาผ่านไป พวกเขาก็เริ่มตั้งหลักในซีโจวได้มั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสภาพการณ์เช่นปัจจุบัน
ในเวลาเพียงยี่สิบปี อู๋ม่อหย่งทะยานจากระดับ 10 สู่ระดับ 120 ได้สำเร็จ กล่าวได้ว่าในวัยยี่สิบปีเขาก็ทะลวงถึงระดับนั้นแล้ว ช่างเป็นสิ่งที่ผู้คนแม้แต่ฝันก็ไม่กล้าฝัน
เมื่ออู๋ม่อหย่งเล่าจบ อาวุโสและศิษย์ทั้งหลายก็ลดการระแวดระวังลง ที่แท้เป็นพวกเดียวกันหากกล่าวตั้งแต่แรกก็จะได้ไม่ต้องเปลืองแรงเปลืองใจ
“จากนี้ไปเอาอย่างไรต่อ?” เสี่ยวไป๋คิดว่าอู๋ม่อหย่งนั้นช่างเป็นตัวอย่างของตัวเอกโดยแท้ สมกับที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
“เจ้าสำนัก เด็กหนุ่มผู้นั้นคือใครหรือ?” อาวุโสผู้สั่งการให้ลักพาตัวมู่ลี่เสวียนก่อนหน้านี้เอ่ยขึ้น เขาจ้องมองเสี่ยวไป๋ด้วยแววตาฉงน ไยเด็กหนุ่มผู้นี้ถึงได้ยืนเคียงข้างเจ้าสำนัก? ช่างไร้มารยาทนัก
ด้วยคำถามนั้น ทุกสายตาก็หันมาจับจ้องเสี่ยวไป๋ เด็กผู้นี้เป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงได้รับความเมตตาจากเจ้าสำนักถึงเพียงนี้?
“โครม นี่คือท่านผู้อาวุโสเสี่ยว อย่ามาไร้มารยาท ห้ามเรียกเขาว่าเด็กหนุ่ม” อู๋ม่อหย่งถีบใส่อาวุโสผู้นั้นอย่างแรงจนลอยกระเด็น แม้เป็นเพียงการถีบธรรมดา ไม่ทำให้เจ็บหรือบาดเจ็บใด ๆ แต่ก็ทำให้กระเด็นไปไกล
“ว้าว เจ้าสำนักยังเหมือนเดิมเป๊ะเลย” เหล่าศิษย์อดซุบซิบไม่ได้ หลังจากห่างหายจากภาพการลงมือของเจ้าสำนักไปนาน ใจที่ด้านชาเหมือนจะกระเพื่อมเล็กน้อย
“ท่านพ่อ” เจ้าหนูอ้วนขี้ชอบดูเรื่องชาวบ้านรีบวิ่งไปดูอาการของอาวุโสผู้นั้นทันที
“ท่านผู้อาวุโสเสี่ยว?” ทุกคนตกตะลึงถึงกับเรียกว่าท่านผู้อาวุโส? แต่หน้าตากลับยังหนุ่มแน่นเช่นนี้?
“อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้ จัดการเรื่องเร่งด่วนตรงหน้าเสียก่อน” เสี่ยวไป๋ไม่อยากให้เสียเวลาในเรื่องนี้อีก เขาอยากรีบสะสางเรื่องนี้แล้วค่อยถามตำแหน่งของวิหารอสูรจากพวกอู๋ม่อหย่ง
“เข้าใจแล้ว” อู๋ม่อหย่งพยักหน้าก่อนหันไปมองหัวหน้าตระกูลมู่
“พี่มู่ เอาไงดี?”
“ยังจะเอาอะไรอีก? ลงมือสิ เรื่องนี้ควรได้บทสรุปเสียที” หัวหน้าตระกูลมู่ยืดเส้นยืดสาย บัดซบ อัดอั้นมานาน วันนี้ขอระบายเสียทีเถอะ
“ดี ผู้อาวุโสใหญ่ สถานที่ประลองคือที่ใด?” อู๋ม่อหย่งถาม สีหน้าเปี่ยมด้วยความคึกคัก ในที่สุดก็ได้ลงมืออย่างเปิดเผยเสียที
“ที่หน้าประตูสำนักของเรา พวกนั้นรออยู่ที่นั่นหมดแล้ว” แววตาผู้อาวุโสใหญ่เต็มไปด้วยเจตนาสังหารเพื่อศึกครั้งนี้เขาเตรียมตัวมานานมาก ในที่สุดมันก็มาถึงแล้ว
“ดีมาก เหล่าอาวุโสและศิษย์ทั้งหลาย ตามข้าไปสังหารเจ้าพวกตระกูลให้สิ้นซาก” อู๋ม่อหย่งตัดสินใจ เมื่อเสร็จศึกนี้ เขาจะปิดด่านฝึกกับศิษย์น้อง ไม่บรรลุจักรพรรดิเทพไม่ออกมาเด็ดขาด
“รับคำสั่ง” เหล่าอาวุโสและศิษย์ขานรับพร้อมเพรียง แต่ละคนล้วนฮึกเหิม สายตาเปี่ยมด้วยไฟแห่งการต่อสู้ วันที่รอคอยมาถึงแล้ว
หน้าประตูวิหารสามอสูร
ตระกูลใหญ่ทั้งหลายเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ
“หรือว่าวิหารสามอสูรจะขลาดกลัวเสียแล้ว?” หนึ่งในหัวหน้าตระกูลกล่าวเย้ยหยัน เห็นทีเจ้ามารเฒ่าอู๋จะเป็นเพียงคนดังแต่ชื่อ
“ขนาดเวลาผ่านไปขนาดนี้แล้วยังไม่กล้าออกมา ต้องกลัวแน่ ๆ ข้าคิดว่าเจ้าอู๋นั่นรู้เรื่องแล้วก็รีบหนีทิ้งสำนักไปแล้วล่ะมั้ง?” อีกคนสมทบด้วยคำพูดประชด
คนทั้งหลายหัวเราะครื้นเครงกับคำเยาะเย้ยนั้น
“หัวหน้าตระกูลจะไม่จับข้าเข้าห้องมืดใช่ไหม?” ผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลมู่เอ่ยด้วยสีหน้ากังวลเพราะก่อนจากกัน หัวหน้าตระกูลได้สั่งไว้ชัดเจนว่าอย่าร่วมปฏิบัติการใด ๆ แต่เขากลับฝืนคำสั่ง
“กลัวอะไรเล่า? นี่คือภารกิจสังหารมาร ข้าเชื่อว่าหัวหน้าตระกูลมาเห็นเข้าคงชมเจ้าด้วยซ้ำ” รองอาวุโสที่หนึ่งหัวเราะพลางตบไหล่
“ใช่ ๆ” อาวุโสคนอื่นก็หัวเราะแย้มตามกัน
ผู้อาวุโสใหญ่เพียงส่งสายตาเหนื่อยใจให้พวกเขา เขาไม่อยากเข้าร่วมศึกนี้เลย แต่ก็ถูกบีบจนไร้ทางเลือก
ทว่าทันใดนั้น ขณะเหล่าหัวหน้าตระกูลยังเยาะเย้ยอยู่นั้น ฝ่ามือขนาดใหญ่ที่แปรเปลี่ยนจากพลังวิญญาณก็พุ่งออกมาจากประตูวิหารสามอสูรด้วยความเร็วสุดขีด ทุกคนยกเว้นตระกูลมู่ไม่มีใครหลบพ้น
“อ๊ากก” เสียงกรีดร้องดังสนั่น ผู้ที่โชคดีและแข็งแกร่งพอพอมีเสียงร้องให้ได้ยินส่วนที่โชคร้ายแม้แต่เสียงร้องก็ไม่มี แค่พริบตาก็ตายคาที่
“ผู้ใดกันแน่?” เหล่าหัวหน้าตระกูลต่างพยุงกันลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ไอเป็นเลือดไม่หยุด มือไม่ว่างแม้แต่จะเช็ด ต้องรีบยัดโอสถรักษาเข้าไปไม่หยุด
“ฮ่า ๆ ๆ แค่ระดับเท่านี้ยังจะคิดทำลายวิหารสามอสูรของข้าอีกหรือ?” เบื้องหน้าประตูวิหาร ผู้คนทยอยยืนเรียงกันออกมาและเจ้ามารเฒ่าอู๋ก็ยืนอยู่หน้าแถว สายตาเหยียดหยามจ้องมองศัตรูด้านล่าง
“เจ้าอู๋ เจ้า…เจ้าทะลวงถึงระดับ 120 แล้วงั้นรึ?” เหล่าหัวหน้าตระกูลตะลึงจ้องเขาเขม็งดั่งเห็นผี
“แล้วมันยากมากหรือ?” มารเฒ่าอู๋หัวเราะเยาะ หึ ใครจะเหมือนพวกเจ้าที่เอาแต่นั่งฝันหาเรื่องชาวบ้าน ไม่รู้จักฝึกบ้างเลย
“หัวหน้าตระกูล?” ฝั่งตระกูลมู่ ผู้อาวุโสใหญ่แทบไม่เชื่อสายตาตน หัวหน้าตระกูลอยู่ที่นั่นได้อย่างไรกัน?
“ใครอนุญาตให้พวกเจ้ามีส่วนร่วมในศึกนี้?” หัวหน้าตระกูลมู่ก้าวไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับมารเฒ่าอู๋ จ้องบรรดาอาวุโสของตนด้วยสายตาเย็นเยียบ
เขามิได้กล่าวโทษ มิได้ต่อยตีเพียงยืนนิ่งเฉย แต่แววตานั้นแหลมคมพอจะเฉือนใจให้หนาวสั่น