- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 148 แข็งแกร่งไปก็ไร้ความหมาย
บทที่ 148 แข็งแกร่งไปก็ไร้ความหมาย
บทที่ 148 แข็งแกร่งไปก็ไร้ความหมาย
บทที่ 148 แข็งแกร่งไปก็ไร้ความหมาย
“ผู้ใดกัน แข็งแกร่งถึงเพียงนี้”
“แข็งแกร่งแล้วอย่างไร? อีกเดี๋ยวตระกูลเหมยก็มาถึงแล้ว เจ้าคิดว่าผู้แข็งแกร่งระดับ 129 ขั้นปลายล้อเล่นหรือ?”
“เขากล้าทำเยี่ยงนี้กับคุณชายเหมยก็แสดงว่าไม่กลัวตระกูลเหมย ผู้อยู่เบื้องหลังเขาคงไม่ธรรมดาเช่นกัน”
เหล่าผู้คนต่างมองผู้พูดคำนั้นด้วยสายตาเย้ยหยัน “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? ผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ย่อมต้องมีขุมอำนาจหนุนหลังอยู่แล้ว ตอนนี้เรื่องสำคัญคือฝ่ายใดจะได้รับการสนับสนุนก่อนต่างหาก ดูจากท่าทางแล้วเจ้าของแผงผลไม้นี่เป็นคนนอกเมือง การสนับสนุนจะเร็วกว่าตระกูลเหมยได้เยี่ยงไร?”
หงเวยซวี่หาได้เอ่ยตอบถกกับเสียงสนทนาเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขาเพียงนั่งกินผลไม้อย่างสบายใจ แต่ในขณะที่กำลังกินก็เหลือบไปเห็นเสี่ยวไป๋และพวกกำลังเดินตรงมาทางตน
หงเวยซวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย นึกว่าพวกเขาไปแล้วเสียอีก คาดไม่ถึงว่าจะยังอยู่ บุคคลประเภทกล้าบ้าบิ่นเยี่ยงนี้ เขากลับรู้สึกมีความรู้สึกดีด้วยโดยไม่รู้ตัว
“คุณชาย ยังจะซื้อผลไม้อีกหรือไม่?” หงเวยซวี่โบกมือให้พร้อมรอยยิ้มเปล่งประกาย
“ซื้อสิ แน่นอนว่าต้องซื้อ แต่ข้ามีเรื่องอยากถามเจ้า” เสี่ยวไป๋ตอบพลางใช้เสียงส่งจิตถามออกไปเพราะไม่ได้ใช้มานานจนแทบลืมไปแล้วว่าในโลกนี้ผู้มีพลังเกิน 90 ระดับสามารถใช้เสียงส่งจิตได้ “เจ้าของร้าน เจ้ากับอู๋ม่อหย่งมีความสัมพันธ์อันใดกัน?”
เดิมทีหงเวยซวี่ยังยิ้มร่าอย่างไม่ทุกข์ร้อน แต่เมื่อได้ยินชื่ออู๋ม่อหย่งนัยน์ตาเขาก็หรี่ลงทันที รอยยิ้มอันสงบเสงี่ยมหายไป แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมในบัดดล
“คุณชาย...ท่านเป็นใครกันแน่?”
ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถเอ่ยถึงชื่อของอู๋ม่อหย่งได้ตรง ๆ เช่นนี้ นั่นก็หมายความว่าเขาต้องรู้อะไรบางอย่างแน่และในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งอีกต่อไป
“ไม่ต้องตระหนก พวกข้ามิใช่ศัตรูของเขาล้วนเป็นพวกเดียวกัน พวกเดียวกันทั้งนั้น” เสี่ยวไป๋รีบผายมือให้เขาใจเย็นลง “พวกเดียวกัน ข้าไม่ได้ล้อเล่นหรอกนะ”
“มีหลักฐานหรือไม่?” หงเวยซวี่ยังไม่ลดความระแวดระวัง
“เอ่อ…” เสี่ยวไป๋ถึงกับพูดไม่ออก พวกเขาไม่มีของสำคัญใดติดตัวไว้แสดงความเกี่ยวข้องกับอู๋ม่อหย่งเลย หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ แต่แรกก็ควรขอของที่ระบุตัวตนไว้บ้าง
ยิ่งเวลาผ่านไป บรรยากาศรอบตัวก็เริ่มกดดัน หนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ
“ดูเหมือนจะได้ลงไม้ลงมือกันเสียแล้ว” เอ๋อร์โก่วพูดอยู่ข้าง ๆ เสี่ยวไป๋ “ไม่เลว ๆ เจ้าเด็กอู๋ม่อหย่งนั่นยังพอมีพี่น้องที่พอพึ่งได้อยู่”
“แล้วจะทำไงดีล่ะ?” เสี่ยวไป๋เริ่มรู้สึกจนตรอก หากจะลงมือก็รู้สึกไม่สบายใจเพราะอีกฝ่ายคือสหายของอู๋ม่อหย่ง หากไม่ลงมืออีกฝ่ายก็ไม่หยุดเสียที จะหนีไปตลอดคงไม่ได้กระมัง
“ไม่รู้สิ อย่างไรเขาก็ฆ่าเจ้าไม่ได้ เรื่องเล็ก ๆ น่า” เอ๋อร์โก่วว่าอย่างไม่ใส่ใจเพราะสุดท้ายเป้าหมายก็คือเสี่ยวไป๋อยู่ดี ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ต้องรับมือเอง
“ข้าสิเรื่องใหญ่ ไอ้หมานี่มันขายข้าแล้วนี่หว่า ไหนว่าทุกข์สุขร่วมกันไง”
ทันใดนั้น หงเวยซวี่ขยับขาเล็กน้อย ดูเหมือนจะเตรียมลงมือ เสี่ยวไป๋ซึ่งยังหาทางออกไม่ได้ก็เริ่มปวดหัว แต่แล้ว
“ใครมันบังอาจรังแกบุตรข้า ออกมาเดี๋ยวนี้”
เสียงตะโกนลั่นดังมาจากฟากฟ้า ก่อนจะปรากฏเงาร่างหลายสายทะยานลงมาพร้อมแรงกดดันพลังวิญญาณมหาศาล
“ผู้นำตระกูลเหมยมาแล้ว”
บรรดาผู้ชมเริ่มตะโกนรายงานสถานการณ์อย่างตื่นเต้น
หงเวยซวี่หันเหความสนใจจากเสี่ยวไป๋ไปยังผู้นำตระกูลเหมยทันที ทำให้เสี่ยวไป๋ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“แม่เจ้า พี่ชาย ขอบใจจริง ๆ ที่มา ข้ากำลังจะจนปัญญาอยู่แล้ว” เสี่ยวไป๋แทบอยากสวมกอดผู้นำตระกูลเหมย
“ข้าเอง มีอันใดหรือ?” หงเวยซวี่เอ่ยเสียงเรียบ
“ท่านพ่อ ช่วยข้าด้วย” คุณชายเหมยตะโกนลั่นทันทีที่เห็นบิดา แล้วหันมาขู่หงเวยซวี่ว่า “ไอ้สารเลว พ่อข้ามาแล้ว เจ้ากล้ายังไม่ปล่อยข้าอีกหรือ? หากอีกครู่เจ้ายอมคุกเข่าขอขมา ข้าอาจให้พ่อไว้ชีวิตเจ้า”
คำตอบที่ได้คือหมัดจากหงเวยซวี่ที่ทำให้ร่างของเขาแหลกสลายสิ้น
“เจ้า” ผู้นำตระกูลเหมยที่ลอยอยู่เบื้องบนถึงกับตาแดงก่ำด้วยโทสะ บังอาจฆ่าบุตรของเขาต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ช่างอุกอาจนัก
ด้วยความโกรธแค้นท่วมท้น บทสนทนาใด ๆ จึงมิอาจเกิดขึ้น การต่อสู้ปะทุขึ้นทันที
เมื่อเห็นพวกตระกูลเหมยโถมเข้าใส่ หงเวยซวี่ก็ไม่รีรอเช่นกัน โต้กลับในทันที
“โอ้โห ทำไมเขาอีกแล้ว” เสี่ยวไป๋ถึงกับงง นี่มันควรเป็นฉากของเขาไม่ใช่หรือ ทำไมถึงกลายเป็นหงเวยซวี่อีกเล่า?
บนฟากฟ้า หงเวยซวี่เพียงลำพังรับมือกับยอดฝีมือระดับ 129 หนึ่งคนและระดับ 128 อีกสองคน การต่อสู้นั้นดุดันจนผู้คนพากันยกย่อง
“นี่สิคือบุรุษแท้” ฝูงชนร้องอุทาน น้อยนักจะมีผู้กล้าเยี่ยงนี้
แม้ต่อสู้จะอยู่กลางอากาศ แต่คลื่นพลังวิญญาณรุนแรงจนเบื้องล่างยังสัมผัสได้
ขณะนั้น หมัดของผู้นำตระกูลเหมยพลาดเป้า พุ่งตรงลงมาด้านล่าง เป้าหมายคือกลุ่มของเสี่ยวไป๋
“เฮอะเฮอะ ในที่สุดถึงตาข้าเสียที” เสี่ยวไป๋บิดขี้เกียจเตรียมแสดงฝีมือ แต่ทันใดนั้น
“ฟุ่บ” หงเวยซวี่ปรากฏเบื้องหน้าพวกเขาด้วยความเร็วสูง ปัดพลังหมัดออกไปอย่างง่ายดาย ก่อนจะกล่าว “ตราบใดที่เรื่องนี้ยังไม่กระจ่าง พวกเจ้าห้ามเป็นอะไรเด็ดขาด” แล้วก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครา
“ขอบใจโว้ย” เสี่ยวไป๋แทบระเบิดอารมณ์ ให้ข้าออกโรงหน่อยจะได้อธิบายคนอื่นเขาบ้างว่าใครคือพระเอก
“แค่ระดับ 127 ยังกล้าทำอวดดีต่อหน้าเรา?” ผู้นำตระกูลเหมยหัวเราะเยาะ พวกเขาแค่ใช้พลังวิญญาณสู้อึดสู้นานก็หมดแรงแล้ว
“หึ ๆ อย่าร้อนใจ บทละครเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น” หงเวยซวี่ยิ้มบางจากนั้นตะโกนลั่นพลังวิญญาณภายในกายเริ่มทะลักออกมาอย่างต่อเนื่อง ค่อย ๆ หลั่งรวมสู่ฝ่ามือทั้งสอง
กระบวนท่านี้ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นนอกจากเอ๋อร์โก่วกับเสี่ยวไป๋
เมื่อพลังรวมเสร็จ หงเวยซวี่เคลื่อนที่ความเร็วสูงไปโผล่ด้านหลังศัตรู ก่อนตะโกนลั่น “ตัดขาดต้นธาร”
ทันใดนั้น พลังวิญญาณสีเหลืองทองรุนแรงพุ่งออกจากฝ่ามือสองสาย เจาะทะลุร่างของศัตรูทั้งสามอย่างจัง
“อ๊ากกกก” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่น เจ็บปวดราวกับผิวเนื้อถูกฉีกกระชาก
ไม่นานนัก พลังวิญญาณของหงเวยซวี่ก็หยุดลงและร่างของศัตรูก็ไม่หลงเหลือแม้แต่ซาก
ผู้ชมต่างตาค้างช็อกจนลืมหายใจ