- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 149 ความสุขมาเยือนรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน
บทที่ 149 ความสุขมาเยือนรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน
บทที่ 149 ความสุขมาเยือนรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน
บทที่ 149 ความสุขมาเยือนรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน
เมื่อศึกครั้งนี้สิ้นสุดลง หงเวยซวี่ก็หันกลับมาจับจ้องเสี่ยวไป๋อีกครั้ง
“แค่นี้...จบแล้วหรือ?” เสี่ยวไป๋รู้สึกประหลาดใจ นี่มันเพิ่งแลกหมัดกันไปไม่กี่กระบวนท่าเองนะ ศัตรูพวกนี้มันอ่อนเกินไปหรือเปล่า?
“คุณชาย ข้าขอถามอีกครั้ง ท่านเป็นใครกันแน่?” หงเวยซวี่จ้องลึกเข้าตาเสี่ยวไป๋ราวกับจะทะลวงทะลุเข้าไปในจิตใจ
“มาอีกแล้ว” เสี่ยวไป๋บ่นในใจอย่างจนใจก่อนจะเกาศีรษะแผ่วเบาอย่างอับจนคำตอบ
“พี่ชาย ข้าพูดจริงนะ ข้าเป็นพวกเดียวกันจริง ๆ”
แต่หงเวยซวี่หาได้หวั่นไหวแม้แต่น้อยเพียงจ้องเขม็งต่อไป คิดว่าข้าโง่หรือไร? พูดว่าเป็นพวกเดียวกัน แล้วมันจะเป็นจริงหรือ?
“เช่นนั้นเถอะ คุณชาย อีกไม่กี่วันพี่น้องของข้าก็จะมาถึง เมื่อนั้นค่อยว่ากันใหม่ ช่วงนี้คงต้องขอให้ท่านลำบากอยู่กับข้าไปก่อน แต่ไม่ต้องกังวล เรื่องกินอยู่ที่พัก ข้าออกให้หมด”
หงเวยซวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกมา สถานการณ์นี้ใช้กำลังไม่ได้หากอีกฝ่ายเป็นพวกเดียวกันจริง ๆ แล้วเผลอลงมือก็ต้องโดนเล่นแน่
“จริงหรือ?” เสี่ยวไป๋ตาเป็นประกายทันที โอ้โห หลายวันเชียวนะ ค่ากินอยู่ไม่ใช่ถูก ๆ
“แน่นอน ข้าพูดคำไหนคำนั้น ขอแค่พวกเจ้าหนีไปไหนก็แล้วกัน” หงเวยซวี่พยักหน้าอย่างไม่คิดอะไรมาก แต่แล้วกลับเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ยังไงชอบกล
“ไม่หนีแน่นอน จะอยู่นานเท่าไรก็ได้ อยู่ทั้งชีวิตยังไหวเลย” เสี่ยวไป๋ลูบมืออย่างตื่นเต้น โอ้ สวรรค์ช่างมีคนดีเช่นนี้บนโลกได้ด้วยหรือ
“ไม่ต้องทั้งชีวิตหรอก ประมาณมะรืนพี่ใหญ่ข้าก็จะมาถึงแล้ว หากตอนนั้นเจ้าคือพวกเดียวกันจริง ๆ จะทำอะไรก็ไม่มีใครห้าม” หงเวยซวี่เริ่มรู้สึกเหมือนตนเองกำลังเดินเข้าสู่ปากเสือยังไงชอบกล
“ดูสารรูปเจ้าเข้าไว้” ระบบเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามเต็มประดา
“ไหน ๆ ก็หนีไม่ได้อยู่แล้ว ถือเสียว่าได้นั่งดื่มน้ำชาสนทนาเถิด” เสี่ยวไป๋ไม่เห็นว่ามีสิ่งใดผิดปกติ
“ดูไว้ให้ดี ๆ พวกเจ้า อย่าได้เดินตามรอยเสี่ยวไป๋เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?” เอ๋อร์โก่วกล่าวสอนหนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอราวกับกำลังชี้ทางชีวิต
หนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอพยักหน้าอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคิดอะไรอยู่
“เอาล่ะ ข้าไม่ขายผลไม้แล้ว พวกเจ้าเมื่อครู่ไม่ใช่ว่าจะซื้อหรือ? เอาไปให้หมดนี่แหละ” หงเวยซวี่ใช้พลังวิญญาณยกทั้งแผงผลไม้ตรงมาวางต่อหน้าพวกเสี่ยวไป๋
“จะดีหรือ?” เสี่ยวไป๋ซึ่งหน้าหนาถึงเพียงนี้ยังรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายทุกอย่างล้วนออกโดยอีกฝ่าย เขาเริ่มรู้สึกเกรงใจขึ้นมาบ้างแล้ว
“แค่ผลไม้กระจอก ๆ ไม่กี่ผลเอง ไม่กี่เงินหรอก ไปเถอะ ได้เวลาอาหารแล้ว เดินตามมาให้ดี อย่าหนีไปไหนล่ะ” หงเวยซวี่เดินนำหน้าไป แต่สายตาก็ยังคอยหันมามองเสี่ยวไป๋กับพวกเป็นระยะ
“อ้อ ไปเดี๋ยวนี้แหละ” เสี่ยวไป๋เก็บผลไม้ใส่แหวนมิติทันที แล้วรีบตามไปติด ๆ
บรรดาผู้ชมที่ยังยืนดูอยู่ ต่างพากันตาร้อนผ่าว
“ทำไมเจ้าหนุ่มนั่นถึงได้เป็นที่โปรดปรานของผู้เฒ่าเช่นนั้น?”
“แค่หน้าตาดีหน่อยเท่านั้นแหละ มีพรสวรรค์สูงกว่าข้าด้วยหรือ?”
เสียงนินทาอันเต็มไปด้วยความอิจฉาเริ่มซัดสาด แต่น่าเสียดาย เสี่ยวไป๋เดินไปไกลจนไม่ได้ยินอีกแล้ว
“เห้อ...ตระกูลเหมยคงจบสิ้นแล้วกระมัง” เมื่อไร้เสาหลักอย่างผู้นำตระกูลเหมย ตระกูลทั้งตระกูลก็รอเพียงการถูกขุมอำนาจอื่นรุมแย่งฉีก นี่คือเรื่องปกติในโลกต่อสู้ระดับสูง
อีกด้านหนึ่ง อู๋ม่อหย่งกับชายชุดดำกำลังเหินทะยานด้วยความเร็วสูง
“ศิษย์พี่ ข้าจะไม่ไหวแล้ว ขอพักหน่อยได้ไหม แค่ไม่กี่นาทีก็ยังดี” ชายชุดดำพูดอย่างเหนื่อยล้าเต็มที
“บริเวณนี้ร้างผู้คน มีพิษฟุ้งกระจายเต็มพื้นที่ ดูก็รู้ว่าเป็นรังของนักปรุงพิษ ลงไปก็ไม่มีประโยชน์ อาจต้องปะทะกับเจ้าถิ่นอีก ข้าจำได้ว่าด้านหน้ามีเมืองใหญ่ มะรืนตอนบ่ายน่าจะไปถึง ค่อยพักที่นั่นเถอะ” อู๋ม่อหย่งเองก็เหนื่อยไม่น้อย แต่ตอนนี้ยังหยุดไม่ได้
“นี่เป็นโอสถที่พี่ชายข้าฝากไว้ให้ ข้าแบ่งให้เจ้าหนึ่งเม็ด” เขายื่นโอสถให้ชายชุดดำหนึ่งเม็ด แล้วตนเองก็กินไปเม็ดหนึ่งเช่นกัน
ชายชุดดำรับโอสถแล้วกลืนลงท้องทันทีไม่เคี้ยวด้วยซ้ำ พลังวิญญาณพลันฟื้นคืนทันใด มหัศจรรย์นัก “ศิษย์พี่ ท่านมีของดีขนาดนี้ ทำไมไม่ให้ข้าก่อนหน้านี้เล่า?”
“ข้าลืมไป” อู๋ม่อหย่งตอบเสียงเรียบ
“……” ชายชุดดำถึงกับเงียบ
ทั้งคณะเดินเข้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง เมื่อเข้าไปแล้วก็มีเด็กหนุ่มรับใช้ออกมาต้อนรับ
“คุณชาย อยากจะรับประทานสิ่งใดหรือขอรับ?” เด็กหนุ่มเหลือบมองหงเวยซวี่ด้วยสายตาเหยียดหยามอย่างเด่นชัด ชุดเขาเก่าขาดซ่อมแล้วซ่อมอีก ดูเผิน ๆ ยังกับขอทาน
“แน่นอน ข้าเข้าร้านอาหารก็ต้องมากินข้าวสิ” หงเวยซวี่ไม่แสดงความไม่พอใจเหมือนชินชากับเรื่องเช่นนี้มานาน
“เชอะ” เด็กหนุ่มแค่นเสียงเบา ทว่าก็ยังดังพอให้เสี่ยวไป๋กับพวกได้ยิน
เมื่อหงเวยซวี่เดินผ่านไป เด็กหนุ่มก็เหลือบเห็นเสี่ยวไป๋กับพรรคพวกพลันสายตาเปลี่ยนเป็นเลื่อมใสทันที แค่เห็นหน้าก็รู้แล้วว่าพวกนี้ไม่ธรรมดา
“เรียนคุณชาย เชิญขึ้นชั้นสองขอรับ” เขาทำมือเชื้อเชิญด้วยความนอบน้อม หวังจะต้อนรับให้ถึงใจ
“พวกข้ามากับเขา” เสี่ยวไป๋ชี้ไปทางหงเวยซวี่ แล้วเดินผ่านเด็กหนุ่มไปโดยไม่สนใจส่วนเอ๋อร์โก่วกับคนอื่น ๆ ก็รีบเดินตามไปทิ้งให้เด็กหนุ่มยืนเหม่ออยู่ลำพังในสายลม
“อยากกินอะไรสั่งได้เต็มที่ ข้าเลี้ยงเอง” หงเวยซวี่เลือกโต๊ะว่างแล้วนั่งลง เสี่ยวไป๋กับพวกก็นั่งลงตาม
“จริงนะ สั่งอะไรก็ได้ใช่ไหม?” เสี่ยวไป๋มองหงเวยซวี่ด้วยแววตาจริงจัง ความสุขครั้งนี้มันมาถล่มทลายจนตั้งตัวไม่ทัน ข้าอยากให้แน่ใจว่านี่ไม่ใช่ภาพฝัน
“แน่นอน ก็แค่ค่าอาหารไม่กี่มื้อ ข้าไม่ได้รวยมาก แต่เท่านี้ยังไงก็เลี้ยงไหว” หงเวยซวี่พยักหน้า แต่ในใจกลับรู้สึกไม่ค่อยดีแปลก ๆ
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่มองพวกเขาด้วยแววตาดูแคลนอีกครั้ง สายตานั้นแปลเป็นคำพูดได้ว่า “เถอะน่า อย่าคุยโวเลย ดูสารรูปเจ้าแล้วจะมีเงินสักเท่าไร รีบสั่ง ๆ กิน ๆ ไปเหอะ ข้าจะได้เลิกงานเสียที”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไม่เกรงใจล่ะนะ” เสี่ยวไป๋ลูบมือด้วยความตื่นเต้น ก่อนตะโกนออกไป “เจ้าหนุ่ม เอาเนื้อย่างชิ้นใหญ่ ๆ มา 30 ชุดก่อน”
เอ๋อร์โก่วไม่รอช้า “แล้วก็ขาอสูรร้ายย่างร้อน ๆ อีก 40 ชุด ใส่เผ็ดจัด ๆ ด้วย”
จากนั้นก็ตามด้วยหนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอซึ่งทั้งสองก็ไม่เกรงใจเช่นกัน รายการสั่งอาหารของพวกเขานั้นยาวเหยียด