- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 145 ข้าไปทำอันใดไว้กัน?
บทที่ 145 ข้าไปทำอันใดไว้กัน?
บทที่ 145 ข้าไปทำอันใดไว้กัน?
บทที่ 145 ข้าไปทำอันใดไว้กัน?
ยังมีเคล็ดวิชาพิเศษบางสายหรือร่างกายพิเศษบางประเภทที่สามารถฝืนข้อจำกัดดังกล่าวได้ ทว่าเหล่าศิษย์ที่นี่ล้วนไม่ใช่ผู้มีวาสนาเช่นนั้น เคล็ดวิชานั้นล้ำค่าเกินเอื้อมส่วนร่างกายวิเศษต้องอาศัยการประทานจากฟ้าและพวกเขาไม่มีวันได้มา
ด้วยเหตุนี้ ศิษย์เหล่านี้จึงเริ่มทานไม่ไหวแล้ว
ในตอนแรก พวกเขายังพอมีพลังวิญญาณหล่อเลี้ยงจึงดูไม่ต่างจากคนปกติ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปกลับยิ่งฝืนทนยากยิ่งขึ้น ขณะนี้พวกเขาอยู่ในสภาพหิวก็หิว ง่วงก็ง่วง เหนื่อยก็เหนื่อย หนาวก็หนาว
แต่ในหมู่คนมากมายย่อมต้องมีผู้โดดเด่นอยู่บ้าง นั่นคือเหล่าศิษย์พรสวรรค์สูง พลังแข็งแกร่ง
เหล่าผู้อาวุโสสิบคนต่างมองเห็นอย่างชัดเจนและพึงใจในความมานะของศิษย์เหล่านั้นยิ่งนัก “ดี ดีมาก พวกเขาคือความหวังแห่งอนาคตของสำนัก”
แต่แล้วก็มีสายตาหลายคู่ไปหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มผู้หนึ่ง เขาคือผู้ที่เก็บความแค้นในใจต่อเสี่ยวไป๋มาโดยตลอด
ด้วยพรสวรรค์เพียงเท่านี้โดยปกติเขาคงไม่อาจฝืนมาจนถึงตอนนี้ได้ แต่ด้วยแรงกระตุ้นจากเสี่ยวไป๋ เขากลับสามารถยืนหยัดอยู่เคียงข้างเหล่าศิษย์อัจฉริยะของสำนักได้อย่างน่าประหลาด
เสี่ยวไป๋: “ข้าไปทำอันใดไว้กัน?”
“เกรงว่าเป็นเพราะได้รับแรงกระตุ้นจากพ่อหนุ่มคนนั้นนั่นล่ะมั้งจึงเกิดการหลอมใหม่ขึ้นในจิตใจ” เหล่าผู้อาวุโสคลี่ยิ้มบาง ขอบใจเจ้ามากนะ พ่อหนุ่มเพราะแค่เจอหน้าเจ้าครั้งเดียวสำนักของเราก็มีศิษย์อัจฉริยะเพิ่มมาอีกหนึ่ง
เสี่ยวไป๋: “ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้ทำอะไรเลยจริง ๆ นะ”
“ข้าจะต้องแซงหน้าเจ้าให้ได้...สักวันข้าจะเหยียบเจ้าไว้ใต้เท้า” ชายหนุ่มที่แบกรอยแค้นไว้ในใจ ขบกรามแน่น ฝืนสภาพที่แทบจะทรุดลงให้ยืนหยัดต่อไป
“เจ้าก็นอนต่อไปเถอะ เสียเวลาไปเปล่า ๆ ขณะที่เจ้าย่ำอยู่กับที่ ข้ากำลังวิ่งทะยานไปข้างหน้า เจ้าจะได้รู้รสของการถูกข้าเหยียบย่ำสักวัน ข้านึกภาพออกเลยว่าใบหน้าเจ้าตอนนั้นจะเป็นเช่นไร”
เสี่ยวไป๋: “ข้าไปทำอะไรให้เจ้าด้วยหรือ?”
ทันใดนั้น เสียงตุบก็ดังขึ้น
เสียงนั้นปลุกทุกคนที่เกือบจะหลับใหลให้ตื่นตระหนก เหล่าศิษย์อัจฉริยะเองก็ลืมตา หันมามองหาต้นเสียงส่วนผู้อาวุโสลุกพรวดพราด แล้วทะยานไปยังทิศทางของเสียงนั้นทันทีเพราะพวกเขารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น
เหล่าศิษย์ต่างยังงุนงงอยู่จึงรีบตามหลังผู้อาวุโสไปดูด้วย พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อมาถึง พวกเขาก็เห็นความจริง ชายหนุ่มที่เคียดแค้นเสี่ยวไป๋หมดสติไปแล้ว
“ศิษย์น้อง ศิษย์น้อง ฟื้นสิ” ศิษย์ที่รู้จักเขารีบวิ่งเข้าไปพยุงไว้ แล้วเขย่าไม่หยุด
“ศิษย์พี่ ศิษย์พี่ ฟื้นสิ อย่าตายนะ” ศิษย์คนอื่น ๆ คุกเข่าลงเบื้องหน้าราวกับพร้อมจะจัดพิธีส่งวิญญาณแล้ว
“งั้นฝังตรงนี้ก็แล้วกัน” ศิษย์คนหนึ่งพูดขึ้นพลางลงมือขุดหลุมตรงนั้นทันที
หลุมก็ขุดเรียบร้อย เหลือเพียงโลงเท่านั้น
เหล่าศิษย์: “???” เจ้าขุดหลุมทำไม? คนยังไม่ตาย ยังรักษาได้อยู่นะ ถึงอยากให้เขาตายก็ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้กระมัง?
“ใช้โลงนี้ก็แล้วกัน” ศิษย์อีกคนหยิบโลงศพออกจากแหวนมิติมาวางไว้ที่พื้น สีหน้าเจ็บปวดนัก ไม่รู้ว่าที่เจ็บใจเพราะโลงแพงหรือเพราะศิษย์พี่ตายไปกันแน่
เหล่าศิษย์: “???” เจ้าพกโลงติดตัวตลอดเลยรึ? เจ้าทำอะไรของเจ้าเนี่ย?
“พวกเจ้าคิดจะจัดงานศพเขารึอย่างไร? ก็แค่เป็นลมเท่านั้นเอง” ผู้อาวุโสเจิ้งยืนมึนงงกับภาพตรงหน้า ใครสั่งใครสอนกันมา? คนยังไม่ทันไป โลงก็เตรียมแล้ว
เขาชี้นิ้วไปแตะหว่างคิ้วของชายหนุ่มเบา ๆ แสงกลมเล็ก ๆ วาบขึ้นก่อนจะหายไป แล้วชายหนุ่มก็ฟื้นขึ้นมา
“ข้า...ข้าเป็นอะไรไป?” เขาลูบหน้าผาก รู้สึกหนาวจับใจราวกับเพิ่งเฉียดความตาย
“ไม่เป็นไร คราวหน้าฝึกแล้วฝืนไม่ไหวก็อย่าฝืนอีก” สตรีชรากล่าวเตือน น้ำเสียงแม้จะฟังดูบั่นทอนกำลังใจ แต่กลับเต็มไปด้วยความจริง
“ไม่ ข้าจะต้องฝึกฝนอย่างเต็มกำลัง แล้วเหยียบเขาไว้ใต้เท้าให้ได้” แววตาเขาลุกโชนราวภูเขาไฟใกล้ปะทุ
“เจ้าเนี่ย” ผู้อาวุโสเจิ้งขมวดคิ้ว กำลังจะกล่าวตักเตือนต่อ แต่ก็ถูกขัดโดยเสียงของเสี่ยวไป๋
“นึกว่าเกิดเรื่องใหญ่เสียอีก ที่แท้ก็ยังดีอยู่ ข้าขอกลับไปนอนต่อละ” เสียงเสี่ยวไป๋ดังลอดจากเต็นท์ เขาแง้มผ้าออกแค่พอให้เห็นศีรษะ แล้วพูดจบก็หดหัวกลับเข้าไปทันที
เดิมทีเสี่ยวไป๋ก็นอนหลับอย่างสบายดี แต่ด้วยความวุ่นวายด้านนอกจึงตื่นขึ้น เขาแค่เปิดดูสักหน่อย แต่ไม่คิดว่าจะได้เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น
อย่ามองว่าเสี่ยวไป๋เป็นคนไม่ใส่ใจใด ๆ ในโลก ความจริงแล้วเขารอบคอบไม่น้อย แม้จะนอนอยู่บนพื้นดิน ไม่มีผู้เฝ้ายาม แต่ลมหายใจวิญญาณของเขายังคงแผ่ไว้ตลอดหากเกิดอันตรายขึ้นเขาสามารถตื่นได้ทันที
“เจ้าศิษย์คนนี้มันเหลิงเกินไปแล้ว” สตรีชราตวาดลั่นจริงจัง นางโกรธจนควันแทบออกหู ศิษย์คนนี้มีแต่สร้างเรื่องอับอายให้ตลอด เวลาไม่นานเพียงนี้หน้านางก็แทบไม่มีเหลือให้รักษา
ชายหนุ่มโดนตวาดจนไม่กล้าแม้แต่จะปริปากเรียกได้ว่าหงอจนไม่มีคำจะเปรียบ
“พรุ่งนี้เช้า เจ้าต้องไปขอโทษพ่อหนุ่มคนนั้นด้วยตนเอง” สตรีชรากล่าวเสียงเข้ม ไม่ใช่คำขอ แต่คือคำสั่ง
“ขอรับ” เขารับคำเบา ๆ อับจนสิ้นดี หาอะไรเปรียบเทียบไม่ได้เลย
รุ่งอรุณในวันใหม่มาถึง
เสี่ยวไป๋และพวกพากันตื่นขึ้นทีละคน เสี่ยวไป๋กำลังจะล้างหน้าแปรงฟันก็ถูกผู้อาวุโสเจิ้งเรียกไว้
“สวัสดียามเช้า พ่อหนุ่ม” ผู้อาวุโสเจิ้งยิ้มแย้ม เดินมาพร้อมกับชายหนุ่มผู้นั้น
“สวัสดีผู้อาวุโสเจิ้ง มีเรื่องอันใดหรือ?” เสี่ยวไป๋ยิ้มรับ แล้วหันไปมองชายหนุ่มด้านหลัง
“เจ้าพาเขามาทำอะไรหรือ?”
“พ่อหนุ่ม ข้านำเขามาเพื่อให้มาขอโทษเจ้า” ผู้อาวุโสเจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงใจดี แต่พอหันไปทางชายหนุ่ม สีหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นเข้มงวด “ยังไม่รีบขอโทษอีก”
“ขอโทษขอรับ ขอให้เจ้ารับไว้ด้วย” ชายหนุ่มเดินมาข้างหน้า โค้งคำนับพร้อมกล่าวขอโทษ
“เขาพูดจริงใจ” เอ๋อร์โก่วเดินเข้ามา เอาแค่สายตาดูก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
เฮ้อ เจ้าหนูเอ๋ย เจ้าจะหาเรื่องใครก็ได้ แต่ดันไปหาเรื่องเสี่ยวไป๋ ช่างน่าสงสารแท้ เสี่ยวไป๋ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” เสี่ยวไป๋ตกใจเล็กน้อย “เทพไม่สามารถมองเห็นความคิดของคนได้นี่นา?”
“ข้าก็ไม่รู้หรอก แค่เดาเอา” เอ๋อร์โก่วตอบ “ถึงข้ามองไม่เห็นความคิดของเขา แต่ข้ามองเห็นโชคชะตาของเขาได้ แม้ภายนอกดูแข็งกร้าว ดุดัน แต่ภายในแล้วกลับขี้ขลาดยิ่งนัก แค่คนด่าคำเดียวก็สะเทือนถึงจิตใจ”