- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 143 ข้าจะช่วยเจ้าเอง
บทที่ 143 ข้าจะช่วยเจ้าเอง
บทที่ 143 ข้าจะช่วยเจ้าเอง
บทที่ 143 ข้าจะช่วยเจ้าเอง
เหตุใดผู้คนเหล่านั้นถึงพากันหัวเราะ?
เพราะบนแผ่นดินตะวันออกหลี่การจะก่อตั้งขุมอำนาจสักแห่งนั้นยากยิ่งกว่าปีนขึ้นฟ้า
การสร้างขุมอำนาจที่แท้จริงย่อมต้องมีพื้นฐานที่มั่นคงและสิ่งสำคัญที่สุดคือพลัง
นอกจากพลังแล้วยังต้องมีทรัพย์สินจำนวนมหาศาลและเครือข่ายความสัมพันธ์กว้างขวาง สิ่งเหล่านี้ขาดแม้เพียงข้อเดียวก็ยากจะยืนหยัด ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นจักรพรรดิเทพเท่านั้นไม่อย่างนั้นอย่าฝัน
ผู้คนมากมายล้วนเคยมีความคิดเช่นนี้ แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกไปเพราะ
ข้อแรกมันเผาทรัพย์มากเกินไป
ข้อสองเปลืองเวลาเกินควร
การบริหารจัดการขุมอำนาจมิใช่เรื่องง่ายดาย ต้องออกกฎ ต้องหาผู้คน ต้องสร้างโครงสร้าง ทำให้เวลาในการบำเพ็ญเพียรถูกกลืนกินไปหมดและเมื่อพลังหยุดนิ่งขณะที่ผู้อื่นแซงหน้าเจ้าก็จะกลายเป็นอดีตยอดฝีมือในพริบตา
ยิ่งไปกว่านั้นหากขุมอำนาจที่ก่อตั้งมาล้มเหลวทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
ข้อสามขุมอำนาจหน้าใหม่มักถูกเพ่งเล็ง
หลายแห่งต้องล้มเลิกเพราะถูกขุมอำนาจอื่น ๆ รุมเล่นงานหากไม่มีขุมอำนาจใหญ่หนุนหลังก็แทบจะก้าวเดินไปไหนไม่ได้เลย
เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงอดหัวเราะไม่ได้
แต่เสี่ยวไป๋หาได้ใส่ใจแม้แต่น้อย การสร้างขุมอำนาจยากเย็น? นั่นเป็นเพราะพวกเจ้าไร้ความสามารถ อย่าเอาความล้มเหลวของพวกเจ้ามาวางทับข้า
“เจ้าหนุ่ม เจ้าจริงจังหรือ?” ผู้เฒ่าคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“แน่นอนจริงยิ่งกว่ามุกแท้เสียอีก” เสี่ยวไป๋พยักหน้าอย่างหนักแน่น นี่มันภารกิจหลักจะไม่เอาจริงได้อย่างไร?
“เช่นนั้นเจ้าก็สู้ๆ ละกัน” ผู้เฒ่ากล่าวตอบเบา ๆ เขารู้สึกว่าเด็กรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ปากกล้ากันนัก พูดโอ้อวดราวเทพมังกรลงมาเอง
“อืม ข้ารู้แล้ว เวลาล่วงไปมากแล้ว ทุกท่านพักผ่อนแต่เนิ่น ๆ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” เสี่ยวไป๋ลุกขึ้นบิดตัวเบา ๆ ถึงเวลานอนแล้ว พรุ่งนี้ต้องเดินทางต่อ
“หา? นอนเรอะ? เจ้าหนุ่ม เจ้าจะไปนอนที่ใด?” เหล่าคนรอบข้างต่างมองเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความงุนงง จะนอนในทะเลทราย? แห่งนี้เต็มไปด้วยอสูรร้าย เจ้าคิดจะนอนตรงนี้จริงหรือ? สมองเจ้าไม่ปกติหรืออย่างไร?
“ก็ตรงนั้นไง เต็นท์” เสี่ยวไป๋ชี้ไปยังเต็นท์ที่ตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะหันกลับมาจัดโต๊ะอาหาร
“อาจารย์ ข้าช่วยท่าน” หนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอราวกับนัดกันไว้ ผุดลุกขึ้นพร้อมกันมาช่วยเก็บข้าวของ
“อาจารย์?” เหล่าผู้คนหันไปมองเสี่ยวไป๋อีกครั้ง ความหมายในคำนี้มันมากมายยิ่งนัก
“สองคนนี้เรียกเขาว่าอาจารย์ เช่นนั้นย่อมไม่ใช่แค่เพื่อนกันเป็นแน่ คนผู้นี้...พลังของเขาน่าจะสูงกว่าที่เราคาดไว้มาก” เหล่าผู้อาวุโสเริ่มประเมินเสี่ยวไป๋ใหม่อีกครั้งโดยเฉพาะหนานกงอวิ๋นม่อ แม้จะฝึกเพียรได้ไม่ถึงหนึ่งปี แต่พลังฝีมือกลับโดดเด่นเกินวัย
นั่นหมายความว่าเสี่ยวไป๋ในฐานะอาจารย์ย่อมต้องยิ่งใหญ่กว่านั้นอีกหลายขั้น
“ไม่ต้องลำบาก” เสี่ยวไป๋โบกมือเบา ๆ ก่อนจะเก็บข้าวของทั้งหมดกลับเข้าแหวนมิติในพริบตา แม้แต่ชามที่ยังไม่ได้ล้างก็โยนเข้าไปตรง ๆ ข้าไม่สน ในแหวนมีระบบทำความสะอาดอัตโนมัติข้อนี้แหละที่เสี่ยวไป๋รักนักรักหนา ขี้เกียจแบบเขาไม่ต้องล้างชามคือชีวิตที่แท้จริง
เมื่อเก็บของเสร็จ เขาหันไปมองเอ๋อร์โก่วที่นอนหลับปุ๋ยอยู่บนเบาะ แล้วอุ้มมันแนบอกเดินไปยังเต็นท์ของมัน
“นี่ข้ากลายเป็นทั้งพ่อทั้งแม่มันแล้วรึไง” เสี่ยวไป๋บ่นเบา ๆ พลางวางตัวเอ๋อร์โก่วลงในเต็นท์ คลุมผ้าให้เรียบร้อย
จากนั้นเขาก็ออกมาสั่งกำชับ “พวกเจ้ารีบพักผ่อนเสีย พรุ่งนี้ยังต้องเดินทาง”
กล่าวจบเขาก็หันไปกล่าวคำ ‘ราตรีสวัสดิ์’ กับเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ทุกคนจากนั้นจึงเข้าร่วมเต็นท์ของตนเพื่อพักผ่อน
“ทราบแล้ว อาจารย์” หนานกงอวิ๋นม่อและจางชื่อเกอตอบรับพร้อมกันจากนั้นจึงกล่าวคำราตรีสวัสดิ์กับผู้อื่น แล้วก็กลับเต็นท์ของตน
“เจ้าหนุ่มนี่ใจกล้าจริง ๆ กล้านอนในที่แบบนี้” อาวุโสเจิ้งพูดพลางกระตุกมุมปากเบา ๆ นี่มันไม่ใช่แค่กล้าแล้วล่ะ แต่มันคือไม่ห่วงชีวิตเลยต่างหาก
อสูรร้ายระดับจักรพรรดิวิญญาณ (ระดับ 100) เดินเพ่นพ่านเต็มทะเลทราย เต็นท์ผ้าบาง ๆ แผ่นเดียวจะต้านอะไรได้?
“ลูกศิษย์สองคนนั้นก็กล้าไม่แพ้กัน” ผู้อาวุโสอีกคนกล่าวขึ้น คำว่าศิษย์ย่อมตามอาจารย์ ดูจากเหตุการณ์นี้แล้วเห็นทีจะเป็นความจริง
“ผู้อาวุโส ข้าเชื่อว่าเจ้าหนุ่มนั่นเห็นว่าพวกเราอยู่จึงกล้านอน แล้วใช้พวกเราคุ้มภัยต่างหาก” ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เคยถูกผู้อาวุโสหญิงดุก่อนหน้านี้ลุกขึ้นเอ่ย กล่าวอย่างอาฆาต
“หุบปาก นั่งลงเดี๋ยวนี้ อย่าให้ข้าได้ยินเสียงเจ้าอีก” ผู้อาวุโสหญิงคนนั้นตวาดอีกครั้ง น้ำเสียงเด็ดขาดไร้เยื่อใย เป็นถึงศิษย์ของสำนักใหญ่ แต่ใจกว้างยังไม่มี ข้าชักจะเสียใจแล้วที่พาเจ้ามาด้วย
ชายหนุ่มนั้นแม้จะอยากโต้กลับแต่ก็ไม่กล้า ได้แต่นั่งลงอย่างเสียไม่ได้แต่ในใจกลับยิ่งแน่นอัดไปด้วยความเคียดแค้น
เสี่ยวไป๋: “เจ้าปากหมาแล้วมาโทษข้าหรือ? ข้าไปกวนใจเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
“เด็กหนุ่มผู้นี้มีความทะเยอทะยานไม่น้อย กล้าพูดว่าจะสร้างขุมอำนาจของตัวเอง” ผู้อาวุโสเจิ้งกล่าวขึ้น ทว่าไม่ได้เป็นคำชม หากแต่เป็นการเปรียบเทียบกับตนเองที่ล่วงวัยแล้วและหมดความคึกคักไฟฝันไปนานแล้ว
“จริงด้วย คนหนุ่มมักเปี่ยมพลังและฝันใหญ่” ผู้อาวุโสหลายคนพยักหน้า เหล่าผู้สูงวัยต่างก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาความสดใหม่ของวัยหนุ่ม พวกเขาจะไม่มีวันได้กลับไปสัมผัสมันอีกแล้ว
และแล้วการสนทนาของเหล่าผู้สูงวัยก็เริ่มต้นขึ้น
ณ ค่ายของกลุ่มโจร
“พวกเราคืนนี้ไม่ต้องออกปล้นแล้ว พักเรื่องงานเอาไว้ก่อน” หัวหน้าใหญ่ของกลุ่มโจรยืนอยู่บนแท่นสูงเช่นเดียวกับวันแรกที่เขาปรากฏตัว
เขาตะโกนใส่เหล่าผู้ติดตามว่า “เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสุสานของยอดฝีมือที่กำลังจะเปิด อีกไม่กี่วันเหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักใหญ่และเหล่าศิษย์อัจฉริยะจะมารวมตัวกันที่เมืองอวี่เอ๋อ เราจะรอจนถึงตอนนั้นค่อยจัดเต็มอีกที”
“ดังนั้นคืนนี้กินให้เต็มที่ สนุกให้ถึงที่สุด ค่ำคืนนี้ข้าเลี้ยงเอง ทั้งเหล้า ทั้งกับแกล้ม อาหารระดับสูงไม่ต้องเกรงใจ”
“โอ๊ววววว” เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง เหล่าคนของเขาแยกย้ายกันไปหากลุ่มสหายร่วมสนุกอย่างคึกครื้น
อีกมุมหนึ่ง ที่เงียบสงบกว่าหน่อย
หัวหน้าโจรกำลังเจรจากับชายกลางคนไม่กี่คน ดูเหมือนจะเป็นการประชุมลับ
“พี่ใหญ่ ข่าวแน่ใจได้หรือ?” หนึ่งในชายเหล่านั้นถาม ดวงตาเต็มไปด้วยประกายตื่นเต้น
“แน่นอน ข้ายืนยัน” หัวหน้าโจรพยักหน้าอย่างมั่นใจ “เหล่าผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักใหญ่รวมถึงศิษย์อัจฉริยะนับไม่ถ้วนกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองอวี่เอ๋อเพื่อชิงสมบัติในสุสานของจอมศักดิ์สิทธิ์ (ระดับ 140) ที่เพิ่งค้นพบ”
ข่าวนี้เขาได้มาด้วยความพยายามอย่างยิ่ง ใช้ทั้งเวลาและทรัพยากรจำนวนมหาศาล
“แต่พี่ใหญ่ ข้าได้ยินว่าคืนนี้สุสานจะเปิดแล้วมิใช่หรือ? เหตุใดเราจึงไม่บุกคืนนี้เลยเล่า?” อีกคนเอ่ยอย่างใจร้อนเพราะไปก่อนย่อมมีสิทธิก่อน
(ขอแจ้งไว้ก่อนครับ ระดับพลังไม่ได้เปลี่ยนแค่มีการปรับเปลี่ยนการแสดงผลเล็กน้อย ตอนนี้ใช้รูปแบบ ‘ตัวเลข’ แสดงระดับพลังเพื่อให้การอ่านลื่นไหลขึ้นเท่านั้นและระดับพื้นฐานเดิมยังคงอยู่ครบถ้วนครับ)