- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 140 เกรงใจ ๆ
บทที่ 140 เกรงใจ ๆ
บทที่ 140 เกรงใจ ๆ
บทที่ 140 เกรงใจ ๆ
“ข้าว่าต้องได้พบกับท่านผู้อาวุโสเสี่ยวไป๋แน่นอน” อู๋ม่อหย่งเอ่ยตอบอย่างมั่นใจ เสียงของเขาหนักแน่นไร้ความลังเลดุจศิลากลางหุบเหว
“ศิษย์พี่ เหตุใดท่านถึงมั่นใจถึงเพียงนี้?” ชายชุดดำถาม
“เพราะวาสนาตราบใดที่วาสนามาถึงจะพบก็คือพบ” อู๋ม่อหย่งกล่าว ทว่าในใจกลับสบถเป็นชุด มั่นใจบิดาเจ้าเถอะ วาสนาอะไรนั่นก็พูดไปมั่ว ๆ ให้มันดูดีเท่านั้น ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วใครมันจะหันหลังกลับอีกเล่า?
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนถึงตอนที่ตนประกาศกร้าวว่าจะออกตามหาท่านผู้อาวุโสเสี่ยวไป๋ หากย้อนกลับไปเตะตัวเองได้คงลงฝ่ามือสักแปดสิบที ตอนนั้นมันเพราะถูกความแค้นบดบังสติแท้ ๆ หากไม่ใช่เพราะความแค้นเดือดดาล ปัญญาก็คงไม่ลดฮวบถึงเพียงนี้
เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว พลันก็มืดค่ำลง
ณ เวลานั้น เหล่าเสี่ยวไป๋กำลังเหินลมอยู่กลางนภา
“ฟ้ามืดแล้ว หากเจอแหล่งน้ำหรือโอเอซิสก็ลงพักกันเลย เอ๋อร์โก่ว เจ้าสอดส่องให้ดี เจอแล้วบอกข้าโดยทันที” เสี่ยวไป๋กล่าว
“รับทราบ” เอ๋อร์โก่วตอบกลับทันที
ในเวลาไม่กี่อึดใจเสี่ยวไป๋ก็แบ่งหน้าที่ทุกอย่างเสร็จสิ้น ข้อตกลงมีดังนี้ เสี่ยวไป๋รับผิดชอบการนำทางโดยรวม เอ๋อร์โก่วค้นหาโอเอซิส หนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอรับหน้าที่ว่ายน้ำเล่น
ไม่นานนัก
“เสี่ยวไป๋เจอแล้ว อยู่ตรงนี้แหละ” เอ๋อร์โก่วตะโกนบอกพลางเอาฝ่าเท้าสุนัขแตะลงบนใบหน้าเซี่ยวไป๋ ส่งต่อข้อมูลพิกัดอย่างแม่นยำ
“จัดไป” เสี่ยวไป๋ดีดนิ้วหนึ่งทีรับข้อมูล จากนั้นก็ใช้วิชาเคลื่อนย้ายฉับพลันมุ่งไปยังตำแหน่งที่เอ๋อร์โก่วบอกในทันที
“ฟิ้วว” เสียงลมแหวกดังขึ้นตามด้วยเสียงแตะพื้นเบา ๆ เป็นสัญญาณว่าทุกคนมาถึงบริเวณโอเอซิสที่เอ๋อร์โก่วค้นพบเรียบร้อยแล้ว
เสี่ยวไป๋มองดูโอเอซิสตรงหน้าอย่างชื่นชม “ไม่เลวเลยเอ๋อร์โก่ว เจ้านี่มันพึ่งพาได้จริง ๆ หาแหล่งพักแรมที่ดีขนาดนี้มาให้เราได้”
ในใจของเสี่ยวไป๋ เอ๋อร์โก่วได้รับการยกสถานะเป็นเครื่องนำทางขั้นเทพหรือเรียกอีกอย่างว่า GPS ขนานแท้ สูงส่งกว่าซากปลาเค็มหลายระดับนัก
“แน่นอนอยู่แล้ว ข้าเก่งขนาดนี้คนเขารู้กันทั้งใต้หล้า เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ข้าไม่ถือเป็นเรื่องเลยสักนิด” เอ๋อร์โก่วหัวเราะพลางเชิดหน้าอย่างภาคภูมิ หากมันได้ยินความคิดของเสี่ยวไป๋คงหัวร้อนตายไปข้างหนึ่งแล้ว
โอเอซิสที่เอ๋อร์โก่วเจอ แม้จะไม่ใหญ่โตนัก แต่สิ่งแวดล้อมกลับสมบูรณ์นัก ทั้งมีน้ำจืดอุดม พืชพรรณเขียวขจี ดูสะอาดสะอ้าน แม้จะมีพืชปกคลุมหนาแน่นก็ยังดูเรียบร้อยไม่รกรุงรัง
“ดีแล้ว เตรียมตั้งค่ายพัก” เสี่ยวไป๋สั่งก่อนจะเริ่มลงมือจัดการเอง
เขานำเต็นท์สี่หลังออกมาจากแหวนมิติวางลงกับพื้นแล้วหันไปถาม “มา คนละหลัง พวกเจ้าตั้งเต็นท์กันเป็นใช่หรือไม่?”
จางชื่อเกอและหนานกงอวิ๋นม่อพยักหน้าอย่างมั่นใจ จางชื่อเกอนั้นแต่เดิมก็มิอาจฝึกบำเพ็ญเพียรได้ อีกทั้งชาติกำเนิดยังยากไร้ เรื่องการตั้งเต็นท์จึงคล่องแคล่วดุจแม่ทัพเรียกพล
ส่วนหนานกงอวิ๋นม่อ แม้จะเป็นคุณชายสูงศักดิ์ แต่ด้วยการอบรมของหนานกงเสวียนและหนานกงหลิวอวิ๋น เขาจึงเคยฝึกฝนงานหยาบเหล่านี้มาบ้างแล้ว เต็นท์เล็ก ๆ แค่นี้นับว่าง่ายดาย
เสี่ยวไป๋พยักหน้าด้วยความพึงใจ “ดี ๆ ข้ากลัวอยู่เหมือนกันว่าต้องตั้งอยู่คนเดียวทั้งสี่หลังน่ะสิ”
“ข้าก็ตั้งเป็นนะ แต่ข้าตั้งเองไม่ได้” เอ๋อร์โก่วยกอุ้งเท้าขึ้นมาชูเบา ๆ แม้จะเข้าใจวิธีตั้งเต็นท์อย่างแจ่มชัด แต่ด้วยโครงสร้างของร่างกาย การใช้อุ้งเท้าจัดการอะไรพวกนี้จึงเป็นไปไม่ได้เลย
“ของเจ้า ข้าจะตั้งให้เอง” เสี่ยวไป๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเมตตา ในสายตาเขา เอ๋อร์โก่วเปรียบเสมือนบุตรชายหนึ่งเดียว ใครจะลำบากก็ช่าง แต่อย่าปล่อยให้เอ๋อร์โก่วต้องลำบากแม้แต่น้อย
“ขอบใจเจ้ามาก” เอ๋อร์โก่วรู้สึกสะเทือนใจอยู่บ้าง มันคิดว่าเสี่ยวไป๋เป็นลูก แต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายกลับดีกับมันขนาดนี้ เอาเถอะ ต่อไปคงต้องปฏิบัติกับลูกชายให้ดีกว่านี้เสียหน่อยแล้ว
“เกรงใจ ๆ แฮ่ ๆ” เสี่ยวไป๋ยิ้มตาหยี ดูไร้พิษภัยนัก แต่เอ๋อร์โก่วกลับรู้สึกขนลุกพิกล
ด้วยฝีมืออันไร้ที่ติเหนือชั้นของพวกเขา เต็นท์ทั้งสี่หลังจึงถูกตั้งเรียบร้อยภายในไม่กี่อึดใจ
เต็นท์ที่เสี่ยวไป๋ซื้อมานั้นไม่ใช่ของธรรมดา ขนาดยาว 2.1 เมตร กว้าง 2.4 เมตร สูง 1.3 เมตร พื้นที่ภายในกว้างขวางยิ่ง
เขาหยิบผ้าห่ม หมอน ออกมาจากแหวนมิติแจกจ่ายให้ทุกคนคนละชุด ชุดของเอ๋อร์โก่วเสี่ยวไป๋ยังเก็บไว้เพราะจะเป็นคนปูให้เอง
ไม่นานนักที่นอนก็จัดเสร็จสรรพ
หลังจากเต็นท์และที่นอนพร้อมแล้ว เสี่ยวไป๋ก็เริ่มก่อกองไฟขึ้นไม่ห่างจากเต็นท์นัก
“เอาล่ะ เตรียมกินข้าวได้” เสี่ยวไป๋เลียริมฝีปากเบา ๆ โดยไม่รู้ตัวทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องกิน สีหน้าของเขาก็จะดูตื่นเต้นอยู่เสมอ
เขานำเตาย่างออกมาก่อนตามด้วยหม้อขนาดใหญ่หลายใบ แล้วก็ตามมาด้วยโต๊ะ เก้าอี้ ถ้วย ชาม ตะเกียบ ช้อน มีด เขียงและเครื่องปรุงต่าง ๆ ทั้งพริก เกลือ ซีอิ๊ว น้ำมัน เรียกได้ว่าครบครัน
พวกเครื่องปรุงนั้นโลกนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย แทบจะครบทุกชนิดที่เสี่ยวไป๋เคยกินมา พอรู้ความจริงข้อนี้เข้า เขาถึงกับดีใจอยู่หลายวันเพราะสำหรับคนช่างกินอย่างเขาเครื่องปรุงคือชีวิต อาหารไร้รสชาติมันทรมานเกินจะบรรยาย
ท้ายสุดคือวัตถุดิบ เขานำวัตถุดิบที่ซื้อจากร้านเมื่อตอนกลางวันออกมาวางเรียงจนเต็มโต๊ะ
หนานกงอวิ๋นม่อ จางชื่อเกอและเอ๋อร์โก่วก็เข้ามาช่วยกันอย่างไม่ต้องรอเอ่ยเพราะพวกเขากินร่วมกันทุกวัน หน้าที่ของแต่ละคนจึงถูกแบ่งไว้อย่างลงตัว การประสานงานจึงไหลลื่นยิ่ง
ไม่นานก็ได้เวลาซัด
ทั้งสี่คนกินกันอย่างบ้าคลั่งราวกับอดอยากมาหลายภพ เรียกว่าแม้ใช้คำว่าพายุกลืนฟ้ามาเปรียบก็ยังนับว่าเบาไป
“หลงเอี๋ยนนี้มันคุ้มค่านัก รสชาตินี่ช่างเยี่ยมยอดนัก” เสี่ยวไป๋หยิบเนื้อหลงเอี๋ยนย่างขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ส่งเข้าปากก่อนเปล่งเสียงชมจากใจจริง เนื้อชิ้นนั้นมันแทรกกำลังดี ย่างจนเกรียมเหลืองด้านนอก แต่ยังชุ่มฉ่ำภายใน ไอน้ำมันที่ส่องสะท้อนแสงไฟส่งกลิ่นหอมจนแทบคลั่ง
“ไม่ใช่แค่หลงเอี๋ยนนะ แม้แต่ผักสดนี่ก็อร่อยสุดยอด” เอ๋อร์โก่วคีบผักสดขึ้นจากหม้อ แล้วใส่ปากเคี้ยวอย่างมันเขี้ยว (การใช้ตะเกียบของมันใช้พลังวิญญาณควบคุมจึงคล่องแคล่วราวกับมือ)
วิธีการกินนี้มันเรียนรู้มาจากเสี่ยวไป๋เรียกว่าหม้อไฟ
จางชื่อเกอกับหนานกงอวิ๋นม่อก็พยักหน้ารัว ๆ เหตุผลเดียวคือพวกเขายังกินอยู่ไม่ว่างพูด
“อืม อร่อยนักราวกับรสเลิศสวรรค์” แม้แต่ระบบยังอดเอ่ยปากไม่ได้ หากให้เปรียบตั้งแต่มาโลกนี้ ยังไม่มีร้านใดเลยที่รสชาติจะเหนือไปกว่าฝีมือของเจ้าพวกนี้ ถึงคนอื่นจะทำได้อร่อยแต่ก็ขาดกลิ่นอายที่พวกเสี่ยวไป๋มี
ทุกครั้งที่พวกเขาได้นั่งกินร่วมกันทั้งสี่คนและแม้แต่ระบบเองต่างก็รู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่ช่างดีเสียจริง