- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 139 ยอดเยี่ยม ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก
บทที่ 139 ยอดเยี่ยม ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก
บทที่ 139 ยอดเยี่ยม ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก
บทที่ 139 ยอดเยี่ยม ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก
“มีขอรับ มีแน่นอน ข้าจะไปหยิบมาให้เดี๋ยวนี้เลย” เจ้าของร้านตอบกลับด้วยความตื่นตระหนก ในใจรู้สึกว่าหากต้องค้าขายกับเสี่ยวไป๋นานกว่านี้อีกสักหน่อยเกรงว่าหัวใจของเขาคงได้วายตายก่อนแน่แท้
“ดี ขอบใจมาก” เสี่ยวไป๋พยักหน้าพลางยิ้มพึงใจ โอ้ ดีจริง ๆ ในที่สุดก็ซื้อของได้ครบทั้งหมดแล้ว แค่รอรับของก็เตรียมออกเดินทางต่อได้ทันที
ผ่านไปไม่นาน เจ้าของร้านก็จัดการใส่ของทั้งหมดลงในแหวนมิติให้เสร็จสรรพ แล้ววางแหวนมิติลงตรงหน้าของเสี่ยวไป๋อย่างนอบน้อม
“ท่านผู้อาวุโส ของทั้งหมดอยู่ในนี้แล้ว เชิญท่านตรวจสอบตามสบาย”
“อืม ขอบใจมาก” เสี่ยวไป๋กวาดตามองคร่าว ๆ แล้วเก็บทุกอย่างเข้าสู่แหวนของตนจากนั้นจึงหยิบหยกวิญญาณออกมาจ่ายเงิน
“ท่านผู้อาวุโส ของพวกนี้ราคาไม่มากนั ถือเสียว่าข้าขอมอบให้เป็นของกำนัลเถิด” เจ้าของร้านรีบปฏิเสธด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือเสี่ยวไป๋ให้หยกวิญญาณมากเกินไป สองคือของที่เสี่ยวไป๋ซื้อนั้นล้วนแต่เป็นของถูกแสนถูก ราคาถูกยิ่งกว่าสมุนไพรระดับต่ำ บางอย่างยังถูกกว่าขนมแผ่นหนึ่งเสียอีก
“น้ำใจของเจ้าข้ารับไว้ แต่เงินต้องจ่าย” เสี่ยวไป๋ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะวางหยกวิญญาณลงบนโต๊ะแล้วหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับเอ๋อร์โก่วและคนอื่น
เรื่องเล่าชาวบ้านแต่ละบ้านย่อมมีตำราต่างกัน ในโลกที่ให้ความสำคัญกับพลังเหนือสิ่งอื่นใด การดิ้นรนเอาตัวรอดเป็นเรื่องปกติ เสี่ยวไป๋จึงไม่เคยคิดเอาเปรียบใคร
“ไปกันเถอะ” เสี่ยวไป๋เอ่ยทันทีที่ก้าวออกจากร้าน ก่อนจะพาทุกคนเหาะขึ้นฟ้ามุ่งหน้าสู่ทะเลทรายเบื้องหน้า
ผู้คนในเมืองมองตามแผ่นหลังของเสี่ยวไป๋ที่ค่อย ๆ ลับหายไปในฟากฟ้า ต่างเปล่งเสียงชื่นชม
“แบบนี้แหละถึงจะเรียกว่าผู้สูงส่ง”
“ใช่แล้ว ๆ ข้ายังจำได้เลย เมื่อคราวก่อนมีผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งมาที่เมืองเรา ใช้พลังบีบบังคับ ขู่เข็ญ ปล้นฆ่าตามอำเภอใจ ต่างกับท่านผู้นี้ที่สงบเสงี่ยม พูดจาอ่อนโยนราวคนธรรมดา” คนเหล่านั้นที่เมื่อครู่ยังครหาเสี่ยวไป๋ว่าโหดเหี้ยม ตอนนี้กลับยกย่องเขาราวเทพบุตรมนุษย์นี่หนอ
ณ กลางทะเลทราย บริเวณหนึ่งที่ตั้งของแหล่งกบดานอันใหญ่โต เด่นตระหง่านกลางผืนทราย ชายตาเดียวผู้หนึ่งที่ดูยังไงก็ไม่ใช่คนดี ยืนอยู่บนแท่นสูง มองลงมายังเหล่าคนร้ายที่เบียดเสียดกันอยู่เบื้องล่าง
“แฮ่ ๆ ๆ พวกเจ้าฟังให้ดี คืนนี้คือค่ำคืนแห่งงานเฉลิมฉลองประจำปีของพวกเรา เราต้องออกไปล่าของและหาคนมาเพิ่มสีสันให้กับงาน ดังนั้นคืนนี้ทุกคนออกปล้นพร้อมกันและห้ามใครมาสายได้ยินไหม?” ชายตาเดียวยิ้มเย็นกล่าวด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย
“รับทราบ ท่านหัวหน้าใหญ่” เหล่าคนร้ายตะโกนกึกก้องด้วยความฮึกเหิม หน้าตาพวกเขาแสดงออกถึงความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งเหมือนกับเฝ้ารอวันนี้มานานแสนนาน
แม้เสียงหัวเราะของหัวหน้าจะฟังดูชั่วร้ายดั่งมารในสายตาคนนอก แต่ในสายตาพวกเขา มันคือเสียงของเทพพิทักษ์
“ดีมาก ไปเตรียมตัวกันให้พร้อม คืนนี้พวกเราจะลุยเต็มที่” หัวหน้าใหญ่ยิ้มพอใจ มองดูลูกน้องที่จงรักภักดีทุกคน เขาภูมิใจอย่างยิ่งเพราะทุกสิ่งที่เห็นเบื้องหน้าล้วนเป็นผลจากความพยายามของเขา
“รับทราบ” ลูกน้องตะโกนรับคำก่อนจะแยกย้ายกันกลับกลุ่มของตนทันที
คืนนี้คือคืนที่สำคัญสำหรับพวกเขาทุกคนและนั่นทำให้ทุกคนอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“ฮ่า ๆ ๆ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงเสียที” กลุ่มหนึ่งนั่งล้อมวงอยู่ที่ใต้แท่น กินดื่มกันอย่างครื้นเครง
“ใช่แล้ว วันแบบนี้แหละคือวันสำคัญที่สุดในรอบปี” คนหนึ่งยกสุราขึ้นดื่ม แล้วหัวเราะดังลั่น
“แหงล่ะ ก็วันนี้มันวันครบรอบที่พวกเราก่อตั้งกลุ่มโจรทะเลทรายอันดับหนึ่งยังไงเล่า” มีคนทยอยเข้ามาสมทบอีกหลายคนส่วนใหญ่จะพกสุรามาเองเพราะที่มานั้นไม่ใช่เพื่อดื่มแต่เพื่อเม้าท์มอย
“คืนนี้เราต้องโชว์ของให้สุด ๆ ไปเลย ใครจะได้ผลงานเด่นล่ะงานนี้?” ชายคนหนึ่งยกจอกสุราแล้วตะโกนปลุกใจ
“ดื่มให้หมด”
“มา ดื่มให้หมด” ทุกคนเงื้อจอกขึ้นแล้วกระดกกรอกปากในทันที
“ข้าได้ยินมาว่าคืนนี้จะมีสุสานของยอดฝีมือเปิดออกในทะเลทราย” อยู่ ๆ ก็มีโจรคนหนึ่งกดเสียงเบาลงราวกระซิบทั้งที่ไม่มีใครเลยที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่แถวนั้น แต่ด้วยนิสัยของมนุษย์ เวลาพูดเรื่องลี้ลับมักจะทำเสียงเบาลงราวกับเป็นกฎของจักรวาล
“อืม ข้ารู้เรื่องนี้ เปิดคืนนี้แหละ หัวหน้าใหญ่จะใช้มันเป็นกิจกรรมพิเศษหลังงานเลี้ยง บอกว่าเป็นงานทดสอบความกล้าทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ ขอแค่รวมกลุ่มกันเองของข้างในใครเจอก็เป็นของคนนั้นเลย” คนหนึ่งดูเหมือนจะมีข่าววงในเลยเล่าอย่างไม่กั๊ก
“จริงรึ? ดีเลย ข้าอยากบุกสุสานแบบนี้มานานแล้ว” พอพูดถึงเรื่องตื่นเต้นทุกคนก็แทบจะเด้งตัวด้วยความดีใจ ก็แหมสุสานของยอดฝีมือนี่นะ ของวิเศษในนั้นไม่ใช่น้อย ถ้าโชคดีได้เคล็ดวิชาอะไรสักอย่างล่ะก็รวยเละ
หากเสี่ยวไป๋มาได้ยินเข้า เขาคงตบมือพร้อมยกนิ้วโป้งให้ทันที
“ยอดเยี่ยม ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก ก็บอกอยู่ว่านั่นคือสุสานของยอดฝีมือ พวกเจ้ากลับเอาไปจัดกิจกรรมทดสอบความกล้าในนั้น นี่มันไม่ต่างกับเปิดคลับเต้นรำหน้าหลุมศพเลยกระมัง? ข้าว่าพวกเจ้าไม่ต้องทดสอบอะไรแล้วล่ะ คนที่กล้าไปก็ถือว่าใจถึงมากพอแล้ว เจ้าทั้งหลายไม่กลัวว่าวิญญาณเจ้าของหลุมจะโผล่มาฟันคนละทีหรือไง? ชีวิตคนเรามันก็สั้นอยู่แล้ว ยังจะรีบย่นเวลาเข้าไปอีก ข้าละไม่รู้จะชมเจ้าด้วยคำใดจริง ๆ”
แน่นอนว่านี่ก็คือความต่างทางวัฒนธรรม
สำหรับเสี่ยวไป๋การบุกรุกสุสานผู้อื่นก็ไม่ต่างจากการขุดหลุมฝังตนเอง แต่ในโลกแนวต่อสู้เช่นนี้ มันกลับถูกมองว่าเป็นการผจญภัยล่าขุมทรัพย์
เพราะที่นี่พลังคือทุกสิ่ง ใครแข็งแกร่งย่อมมีสิทธิ์ ใครมีฝีมือจะพูดอะไรก็ถูกเพราะเช่นนั้นไม่ว่าจะอันตรายเพียงใดตราบเท่าที่มีโอกาสทำให้แข็งแกร่งขึ้น พวกเขาก็จะไม่ลังเลที่จะเข้าไปเสี่ยง
ที่อีกเมืองหนึ่ง อู๋ม่อหย่งกับชายชุดดำกำลังนั่งกินอาหารกันเต็มที่ถือเป็นช่วงพักผ่อนอันแสนหายากและเวลานี้ยังต้องขอบคุณชายชุดดำที่ไปอ้อนวอนศิษย์พี่จนได้เวลาพักสั้น ๆ นี้มา หากไม่งั้นพวกเขาก็คงยังต้องบินตะลุยกันอยู่กลางอากาศ
“ศิษย์พี่ ท่านว่าเราจะมีโอกาสเจอกับท่านผู้อาวุโสเสี่ยวหรือไม่?” ชายชุดดำเอื้อมมือเช็ดข้าวติดปาก แล้วเงยหน้าขึ้นถามด้วยแววตาลังเล
เขารู้สึกว่านี่ช่างเป็นเรื่องที่ไม่มั่นคงเอาเสียเลย พวกเขาไม่แม้แต่จะรู้ว่าเสี่ยวไป๋พักอยู่ที่ไหน การออกตามหาโดยหวังพึ่งโชคเช่นนี้ดูจะเลื่อนลอยเกินไปและหากเสี่ยวไป๋ออกเดินทางไปแล้ว ความพยายามทั้งหมดของพวกเขาก็คงสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง