เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 138 คนเราต้องอย่าใจฝ่อ

บทที่ 138 คนเราต้องอย่าใจฝ่อ

บทที่ 138 คนเราต้องอย่าใจฝ่อ


บทที่ 138 คนเราต้องอย่าใจฝ่อ

ทันทีที่เอ๋อร์โก่วตะโกนรับคำท้า เสี่ยวไป๋กับเขาก็เปิดศึกตะลุมบอนกันอีกรอบ เล่นเอาจางชื่อเกอกับหนานกงอวิ๋นม่อถึงกับอ้าปากค้าง

“ศิษย์พี่ ท่านอาจารย์กับลุงเอ๋อร์โก่วนี่มันอะไรกันอีกแล้วล่ะ?” จางชื่อเกอถามเสียงเบา สายตามองสองคนนั้นที่กำลังต่อยกันมันส์สุดฤทธิ์ เขางงจนสมองจะระเบิดอยู่แล้ว เมื่อครู่นี้ยังพูดดี ๆ อยู่เลยไม่ใช่รึ? ตอนนี้ทำไมถึงได้ตีกันอีกแล้ว? แถมศิษย์พี่ก็เพิ่งจะบอกเองไม่ใช่หรือว่า พวกท่านกำลังแสดงให้เราเห็นว่าไม่ควรโกรธกับเรื่องเล็กน้อย แล้วนี่มันอะไร?

หนานกงอวิ๋นม่อรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนผ่าว นี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างจัง แต่ในฐานะศิษย์พี่ของสำนัก เขาย่อมไม่อาจปล่อยให้ภาพลักษณ์ในสายตาน้องชายเสียหายได้

“เมื่อครู่นั้น ท่านอาจารย์ทั้งสองสอนเราว่าอย่าโกรธเพราะเรื่องเล็กน้อย ส่วนครั้งนี้คือการสอนว่าคนเราต้องอย่าใจฝ่อ มิเช่นนั้นก็จะถูกผู้อื่นรังแกได้ง่าย

เหตุใดพวกท่านถึงทำเช่นนี้น่ะหรือ? เพราะไม่ต้องเปลี่ยนสถานที่ ไม่ต้องหาคนมาแสดงให้ดูแถมยังประหยัดเวลาและแรงอีกด้วย นี่แหละคือภูมิปัญญาของผู้มีประสบการณ์ เราสองคนยังมีอีกมากที่ต้องเรียนรู้จากท่านอาจารย์ทั้งสอง”

หนานกงอวิ๋นม่อพูดจาหน้าตาเคร่งขรึมทั้งที่ใจจริงก็รู้ว่าเป็นแค่ข้ออ้างมั่ว ๆ

“อย่างนี้นี่เอง” จางชื่อเกอพยักหน้าเข้าใจ เขารู้สึกว่าตัวเองได้เติบโตขึ้นอีกขั้น ศิษย์พี่ช่างเฉียบแหลมจริง ๆ เรื่องแบบนี้ข้ายังคิดไม่ถึงเลย แบบนี้ต้องรีบเรียนรู้จากศิษย์พี่ให้มากขึ้นเสียแล้ว

และแล้วหนานกงอวิ๋นม่อก็มั่วอย่างจริงจังส่วนจางชื่อเกอก็เข้าใจอย่างจริงใจ

ขณะเดียวกัน เสี่ยวไป๋กับเอ๋อร์โก่วก็ตั้งใจต่อสู้เต็มที่ไม่มีใครกล้าหันเหความสนใจแม้แต่น้อยเพราะการต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือ ต่อให้พลาดเพียงครึ่งกระบวนท่าก็อาจหมายถึงความพ่ายแพ้

“เจ้าหมานี่ก็คงไม่ธรรมดาเหมือนกันแฮะ” กลุ่มชาวเมืองที่มุงดูอยู่พึมพำอย่างทึ่ง ขนาดกล้าลงไม้ลงมือกับยอดฝีมืออย่างเสี่ยวไป๋ได้แบบสูสี ดูก็รู้ว่าไม่ใช่หมาธรรมดาแน่นอน

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย แม้เจ้านี่จะดูเหมือนหมาธรรมดา แต่ระดับของมันนั้นเกินธรรมดาไปมาก

เวลาผ่านไปเนิ่นนานกว่าที่เสี่ยวไป๋กับเอ๋อร์โก่วจะยอมพักมือ เสี่ยวไป๋หันไปจ้องหน้าเจ้าของร้าน

“พี่ชาย สรุปที่ร้านเจ้ามีมีดผลไม้ไหม?” เสี่ยวไป๋ถาม หากไม่มีจริง ๆ เขาคงต้องซื้อเหล็กไปตีมีดเอง

“มีแน่นอนขอรับ ข้าจะรีบไปหยิบให้เดี๋ยวนี้” เจ้าของร้านรีบวิ่งไปหลังร้าน

“หาอยู่ตั้งนานในที่สุดก็เจอสักอย่างแล้ว” เสี่ยวไป๋ถอนหายใจ โล่งอกกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ในโลกนี้กลับกลายเป็นเรื่องลำบาก

“โลกแนวต่อสู้แบบนี้น่ะทุกคนเอาแต่บำเพ็ญเพียร ใครจะไปสนใจใช้ชีวิตหรูหราสะดวกสบายเหมือนเจ้า? เจ้าเองนั่นแหละว่างเกินไป” ระบบบ่นอย่างอดไม่ได้

ไม่นานเจ้าของร้านก็หอบมีดผลไม้ออกมาวางลงตรงหน้าเสี่ยวไป๋ด้วยท่าทางนอบน้อมยิ่ง

“ท่านผู้อาวุโส นี่คือมีดผลไม้ที่ท่านต้องการ หากมีสิ่งใดไม่พอใจ ข้ายินดีดัดแปลงให้ทันที”

“ไม่ต้องแล้ว ข้าพอใจมาก” เสี่ยวไป๋รับมีดมาพลางกวาดตามองแวบหนึ่งก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ มีดเล่มนี้แทบจะถอดแบบมาจากที่เขาเคยใช้ในโลกเดิมไม่ผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งมันก็เป็นเพียงมีดเท่านั้นไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันถึงเพียงนั้น

“แล้วที่ร้านเจ้ายังมีเต็นท์หรือไม่?” เสี่ยวไป๋ถามต่อ ในเมื่อเป็นหอสรรพสินค้าแปลก แบบนี้ของแปลกน่าจะมีอยู่ไม่น้อย

“ขอให้มีเถอะ ถ้ามีจะได้ไม่ต้องเสียเวลาอีก” เสี่ยวไป๋ภาวนาอยู่ในใจ

“เจ้าซื้อเต็นท์ไปทำไมกัน?” เอ๋อร์โก่วอดถามไม่ได้ โลกแนวต่อสู้แท้ ๆ เจ้ายังจะคิดใช้เต็นท์อีกเรอะ?

“เจ้าบื้อหรือไง? แน่นอนว่าก็ไว้ใช้ตอนนอนน่ะสิ” เสี่ยวไป๋จ้องกลับ รู้สึกว่าคำถามของอีกฝ่ายช่างโง่เง่าอย่างบอกไม่ถูก ซื้อเต็นท์มา ถ้าไม่ใช้นอนจะให้เอาไปกินเรอะ?

“แต่นี่มันโลกต่อสู้นะ” เอ๋อร์โก่วถอนใจ แม้จะไม่อยากต่อล้อต่อเถียง แต่ก็อดเตือนไม่ได้ว่าเต็นท์แบบนั้นน่ะกันได้แค่ฝนกับสัตว์อ่อน ๆ เท่านั้น ยิ่งกับสัตว์อสูรแล้ว อย่าหวังเลยว่าจะป้องกันได้

“ข้ารู้ถึงได้อยากซื้อไงล่ะ” เสี่ยวไป๋พยักหน้าอย่างมั่นใจ

“เจ้ารู้แล้วยังจะซื้ออีก?” เอ๋อร์โก่วถึงกับพูดอะไรไม่ออกแล้ว จะพูดอะไรก็เปลืองลมหายใจเพราะยังไงเจ้าหมอนี่ก็จะซื้ออยู่ดี

“มีแน่นอน ท่านผู้อาวุโสรอเดี๋ยวเดียวข้านำมาให้” เจ้าของร้านอึ้งไปชั่วครู่ แต่ก็รีบตอบอย่างคล่องแคล่ว เขาคิดในใจว่าท่านผู้นี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ หากพูดดีหน่อยก็คือเป็นคนมีความคิดแปลกใหม่ แต่ถ้าพูดตรง ๆ ก็เหมือนคนบ้า

จนบัดนี้ เขาจึงเข้าใจว่าทำไมตอนบิดายังมีชีวิตอยู่ถึงชอบเก็บของประหลาดไว้มากมาย

เมื่อครั้งยังเด็ก บิดาของเขามักเก็บของที่ใคร ๆ ก็มองว่าไร้ประโยชน์

ทำไมเต็นท์จึงถูกมองว่าเป็นของไร้ค่า? ก็เพราะมันเป็นของที่คนธรรมดาใช้ ผู้บำเพ็ญเพียรล้วนมีพลังเกินพอและไม่จำเป็นต้องใช้ของแบบนี้มานอนหลบฝนหลบลมส่วนสัตว์อสูรก็แรงเกินไป เต็นท์ป้องกันอะไรไม่ได้เลยแถมยังเป็นภาระ

ตอนเด็กเขาก็เคยถามบิดาว่าเก็บไว้ทำไม บิดากลับตอบว่า “เต็นท์นี่แหละช่วยชีวิตได้” ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจเลยสักนิด

แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว เข้าใจถึงคุณค่าของมันจริง ๆ

หากบิดาเขายังมีชีวิตอยู่คงจะพูดว่า

“ลูกเอ๋ย ตอนนั้นเรายากจนพ่อจึงทำเต็นท์ขาย แต่ใครจะคาดว่าลูกจะกลายเป็นอัจฉริยะบำเพ็ญเพียรได้ จนถูกสำนักใหญ่นำตัวไปฝึกฝน เงินก็ไม่ขาดอีกต่อไป เต็นท์เลยไม่มีใครซื้อ พ่อเลยเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่ใครจะคิดล่ะว่าวันหนึ่งของแบบนี้จะกลายเป็นของมีค่าโดยเฉพาะเมื่อมีคนที่ว่างจัดและมีพลังระดับนี้มาซื้อถึงที่”

“เดี๋ยวก่อน ๆ เจ้าของร้าน เต็นท์เจ้ามีกี่หลัง? ข้าต้องการสี่หลัง” เสี่ยวไป๋นึกขึ้นได้ว่ายังไม่แจ้งจำนวนจึงรีบร้องเรียก

“มีแน่นอนขอรับ เดี๋ยวข้าไปหยิบมาให้” เจ้าของร้านโล่งอกนึกว่าท่านผู้นี้จะเปลี่ยนใจหรือออกคำสั่งประหลาดอีก

“เดี๋ยวก่อน ๆ พี่ชาย เจ้าพอมีเครื่องนอนพวกผ้าห่ม หมอน พวกนั้นไหม? ถ้ามี ข้าขอทั้งหมดอย่างละสี่ชุด” เสี่ยวไป๋นึกขึ้นได้อีกว่าตนไม่มีของเหล่านี้ในแหวนมิติ จึงเรียกเจ้าของร้านอีกรอบทันที

จบบทที่ บทที่ 138 คนเราต้องอย่าใจฝ่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว