- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 137 ข้ารับคำท้า
บทที่ 137 ข้ารับคำท้า
บทที่ 137 ข้ารับคำท้า
บทที่ 137 ข้ารับคำท้า
“ตกลง ขอบคุณสำหรับการสนับสนุน ขณะนี้ระบบส่งด่วนกำลังให้บริการอยู่ เดี๋ยวเราจะส่งของเข้าคลังแหวนมิติของเจ้าทันที อย่าลืมให้คะแนนห้าดาวด้วยนะ จุ๊บ ๆ” เสียงระบบตอบกลับมาอย่างรื่นเริง
“เจ้ามีบริการส่งด่วนด้วยหรือ?” เสี่ยวไป๋รู้สึกว่าระบบของเขาชักจะสารพัดประโยชน์เกินไปแล้ว ไม่เพียงแค่ชอบโม้ ยังส่งของได้อีกต่างหาก
“แน่นอนอยู่แล้ว ระบบไร้เทียมทานจะโม้เปล่า ๆ ได้อย่างไรเล่า?” ระบบกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“แล้วเจ้ามีหยกวิญญาณหรือไม่?” เสี่ยวไป๋ยิ้มร้าย “เจ้ามิใช่ระบบไร้เทียมทานหรือไง? หยิบมาสักไม่กี่ล้านล้านก้อนก็พอแล้ว”
“ไม่มีหยกวิญญาณ” ระบบตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
“ไม่มีหยกวิญญาณยังจะเรียกตัวเองว่าระบบไร้เทียมทานอีกเรอะ?” เสี่ยวไป๋เบ้ปากดูถูกอย่างรุนแรง โม้ไปเถอะ ยังจะกล้าเรียกตัวเองว่าไร้เทียมทานอีก ข้าไม่เช้าใจเจ้าเลยสักนิด
“ข้าไม่เคยเก็บของไร้ค่าน่ารังเกียจแบบนั้นไว้เลย” ระบบกล่าวอย่างดูแคลน “ข้าคือระบบไร้เทียมทานจะให้ของสกปรกเช่นนั้นมาทำให้มัวหมองได้อย่างไร? ไม่เพียงแค่หยกวิญญาณ แม้แต่อาวุธ ยาโอสถ วิชายุทธ์ เคล็ดวิชาชั้นต่ำทั้งหมดข้าไม่มี”
“พอเถอะ ๆ ของไร้ค่าก็คือของไร้ค่าอย่าพล่ามนัก ตั้งแต่นี้ไปข้าจะเรียกเจ้าว่าระบบปลากรอบแล้วกัน” เสี่ยวไป๋พูดอย่างเบื่อหน่าย
“อย่ามาตั้งชื่อเล่นสุ่มสี่สุ่มห้าให้ข้านะ ข้าคือระบบไร้เทียมทาน ไม่ใช่ระบบปลากรอบ” ระบบคำรามอย่างเดือดดาล บัดซบ ใครจะไปคิดว่าเจ้าจะอยากได้ของไร้สาระแบบนั้นล่ะ เดี๋ยวเถอะ วันหนึ่งข้าจะทำให้เจ้าต้องมองข้าใหม่แน่นอน
เสี่ยวไป๋และพรรคพวกเดินอ้อมไปยังร้านค้าอีกร้านใช้เวลานานพอสมควร จู่ ๆ เสี่ยวไป๋ก็หยุดลง เงยหน้ามองป้ายร้านอันใหญ่ตรงหน้า
“หอสรรพสินค้าแปลก ชื่อดีทีเดียว” เสี่ยวไป๋เอ่ยชม ร้านนี้ดูแล้วน่าจะมีของที่เขาต้องการ
“เข้าไปกันเถอะ”
เสี่ยวไป๋ผลักประตูเข้าไปโดยไม่รีรอส่วนเอ๋อร์โก่วและคนอื่นก็ตามเข้าไปติด ๆ
ขณะก้าวข้ามธรณีประตู เอ๋อร์โก่วถึงกับถอนหายใจ “จบเห่...เจ้าของร้านนี้ก็คงจะถูกเจ้าหมอนี่ทำให้คลั่งจนบ้าตามอีกคนแล้ว...เวรกรรม”
“ยินดีต้อนรับท่านผู้อาวุโส” เจ้าของร้านออกมาต้อนรับด้วยตนเอง สีหน้าเต็มไปด้วยความตึงเครียด ในโลกใบนี้ผู้มีพลังแข็งแกร่งย่อมสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้คนเป็นธรรมดา เรื่องของเสี่ยวไป๋ตอนอยู่ร้านที่แล้วได้แพร่ไปทั่วทั้งเมืองแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ว่าท่านผู้นี้ไม่ใช่คนดีเท่าไร ปัดโธ่พูดผิด ไม่ใช่คนอ่อนโยนใจดีสักเท่าไร
“สวัสดีสหาย” เสี่ยวไป๋พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นมิตร เขาเข้าใจดีว่าท่าทีหวาดกลัวของอีกฝ่ายมาจากความเข้าใจผิด เขาแค่ต้องการพูดคุยอย่างปกติกับคนอื่นบ้างเท่านั้นและนี่ก็เป็นเหตุผลที่เขามักจะไม่อยากเปิดเผยพลังของตน
“ท่านผู้อาวุโส ข้า...ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าสหายหรอกขอรับ” เจ้าของร้านตัวสั่นเล็กน้อย ปกติถ้าใครมาทำสนิทกับตนเองแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มักจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ ตอนนี้เขารู้สึกว่าเสี่ยวไป๋อาจจะมาปล้นเสียมากกว่า
“???” เสี่ยวไป๋ถึงกับหมดคำ เจ้านี่โยงเรื่องไปไกลถึงไหนแล้ว? ข้าก็แค่จะพูดให้ดูสนิทสนมหน่อย ข้ามิใช่พวกคลั่งฆ่าฟันเสียหน่อย ใครบ้าจะไปฆ่าคนเล่นทุกวันกัน?
“รับได้”
“ไม่กล้ารับ”
“รับได้”
“ไม่กล้ารับ”
“รับได้”
“ไม่กล้า”
“ข้าก็ว่า” เสี่ยวไป๋ยังไม่ทันจะต่อประโยค เอ๋อร์โก่วก็กระโดดตบหลังหัวเขาเต็มแรง “รับบ้าอะไรของเจ้า รีบซื้อของเถอะ อย่าเสียเวลาด้วยเรื่องไร้สาระเลย” เอ๋อร์โก่วฟังบทสนทนาของสองคนนี้จนจะหลับอยู่แล้ว วกไปวนมาอยู่แค่นี้หนวกหูจริง ๆ
“เจ้ามัน…” เสี่ยวไป๋กำลังจะโต้กลับ แต่ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เลยยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่เอ๋อร์โก่วแทน “เอ๋อร์โก่ว ข้าให้โอกาสเจ้า ตอนนี้ยังทันที่จะขอโทษ แต่หากเลยไปอีกครู่ ต่อให้เจ้าจะอยากขอโทษก็ไม่มีโอกาสแล้วล่ะ”
“เฮ้ย ข้าจะกลัวเจ้าเรอะ?” เอ๋อร์โก่วฮึกเหิมขึ้นทันที ข้าคือเทพสุนัขตะลุยแดนเทพมานับไม่ถ้วน ไม่เคยกลัวใคร ยังจะกลัวเจ้าอีก? เจ้าคิดจะท้าทายอำนาจของข้างั้นรึ
“หึ ๆ อีกไม่นานเจ้าก็จะเข้าใจ” เสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างชั่วร้ายราวกับสามารถมองเห็นอนาคตที่เอ๋อร์โก่วกำลังเผชิญได้แล้ว ทุกอย่างอยู่ในแผนที่เขาวางไว้หมด
เอ๋อร์โก่วรู้สึกได้ถึงภัยร้ายที่มองไม่เห็นกำลังใกล้เข้ามา ขนทั้งตัวตั้งชัน มันเป็นอารมณ์ประหลาดที่ทำให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างบอกไม่ถูก
“เจ้าอีกแล้ว คิดจะเล่นแผนอะไรอีก?” ระบบไม่รู้ว่าเสี่ยวไป๋กำลังคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ ๆ คือเขากำลังจะทำให้เอ๋อร์โก่วซวยแน่นอน ไม่มีทางเป็นเรื่องดีเด็ดขาด
ทางด้านจางชื่อเกอเหลือบกระซิบถามหนานกงอวิ๋นม่อเบา ๆ “ศิษย์พี่ ทำไมลุงเอ๋อร์โก่วกับท่านอาจารย์ยังไม่สู้กันอีกล่ะ?”
แม้ว่าเสี่ยวไป๋กับเอ๋อร์โก่วจะไม่ใส่ใจนักกับคำเรียก แต่จางชื่อเกอก็ยังรักษากริยา ไม่กล้าเอ่ยวิจารณ์ผู้ใหญ่เสียงดัง
หนานกงอวิ๋นม่อถึงกับอึ้งตอบไม่ออกเพราะเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ปกติแล้วสองคนนั้นจะทะเลาะกันทันทีที่สบตา ตอนนี้กลับยังไม่มีการเคลื่อนไหวช่างแปลกจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม ในฐานะศิษย์ เขาต้องแสดงความมั่นใจจึงกล่าวว่า “เพราะโลกเปลี่ยนไป ผู้คนก็เปลี่ยนแปลง ท่านอาจารย์กับลุงเอ๋อร์โก่วเองก็เติบโตขึ้น พวกเขาคงอยากเป็นแบบอย่างที่ดีแก่พวกเรา แทนที่จะทะเลาะกันเพราะเรื่องเล็กน้อย พวกเขาจึงเลือกแสดงให้เรารู้ว่าควรมีวิสัยทัศน์ มุ่งสู่อนาคต”
“อย่างนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้ว” จางชื่อเกอรู้สึกว่าได้รับบทเรียนชีวิตอีกข้อ เขาซาบซึ้งใจที่อาจารย์ ลุงเอ๋อร์โก่วและศิษย์พี่ช่วยชี้นำตนเองบนเส้นทางที่ถูกต้อง
“อืม” หนานกงอวิ๋นม่อมองจางชื่อเกอด้วยความภาคภูมิใจ ข้าร่ายยาวขนาดนี้อย่างน้อยเจ้าก็เชื่อแล้วนะ
แต่ในขณะเดียวกัน เสี่ยวไป๋กับเอ๋อร์โก่วที่ยังจ้องหน้ากันเขม็ง สายตานั้นมิใช่ของคนรัก แต่เป็นเหมือนศัตรูคู่อาฆาตแค้นลึกฝังใจ
“เว้ยเฮ้ย มาตบกันเลยดีกว่า” จังหวะเดียวกับที่หนานกงอวิ๋นม่อพยักหน้า เสี่ยวไป๋ก็พุ่งเข้าใส่เอ๋อร์โก่วทันที ทนไม่ไหวแล้ว ยิ่งข่มใจยิ่งโกรธ ยิ่งถอยก็ยิ่งรู้สึกเสียหน้ามีแต่ต้องเปิดศึก
“มาเลย ใครกลัวคนนั้นลูกเต่า” เอ๋อร์โก่วเองก็ไม่ยอมแพ้ต่อคำท้าของเสี่ยวไป๋ ข้าเอ๋อร์โก่วขอรับไว้