- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 125 ฮ่าฮ่าฮ่า สำเร็จแล้ว
บทที่ 125 ฮ่าฮ่าฮ่า สำเร็จแล้ว
บทที่ 125 ฮ่าฮ่าฮ่า สำเร็จแล้ว
บทที่ 125 ฮ่าฮ่าฮ่า สำเร็จแล้ว
ผู้อาวุโสสูงวัยรายหนึ่งยกมือขึ้นแตะกับฝ่ามืออีกข้างของผู้อาวุโสซ่า ครู่หนึ่งให้หลังก็ค่อย ๆ ขมวดคิ้ว สีหน้าราวกับฉากในละครไม่มีผิดเพี้ยน
“ผู้อาวุโสใหญ่ อาการนี้เห็นทีจะไม่สู้ดีนัก” ผู้อาวุโสผู้ตรวจชีพจรกล่าวพลางทอดถอนใจ
“พี่ใหญ่ พูดเท็จทั้งทีพอจะพูดให้ฟังน่าเชื่อขึ้นหน่อยได้หรือไม่? ใครจะไปเชื่อถ้อยคำพรรค์นั้นกัน?” ผู้อาวุโสซ่าครานี้เข้าใจแจ่มชัดแล้วว่าพวกเขาต่างร่วมมือกันเล่นงานตน
“หา?” ผู้อาวุโสคนนั้นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่อยากเชื่อว่าผู้อาวุโสซ่าจะจับได้หากเป็นผู้อาวุโสคนอื่นยังพอว่า แต่นี่ดันเป็นผู้อาวุโสซ่าเสียเอง แบบนี้มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
“พี่ใหญ่ ข้าไม่เคยเห็นใครจับชีพจรจากกลางฝ่ามือมาก่อนเลย” ผู้อาวุโสซ่าพูดอย่างอับจนปัญญา ข้ายอมรับว่าข้าอาจจะโง่ไปบ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะโง่ถึงขั้นที่เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง
เหล่าผู้อาวุโสที่สนับสนุนการตรวจชีพจรพากันออกอาการกระอักกระอ่วน แม้ท่วงท่านั้นจะโง่เขลาเพียงใด แต่คนลงมือก็เป็นพรรคพวกเดียวกัน พวกเขาจึงมิอาจเอ่ยสิ่งใดออกมาได้
“ผู้อาวุโสใหญ่เข้าใจผิดแล้ว สำหรับผู้ที่แข็งแกร่งถึงขีดสุดเช่นเรา การตรวจชีพจรแบบธรรมดาย่อมไม่อาจล่วงรู้โรคภัยใด ๆ ได้ จำต้องตรวจจากฝ่ามือถึงจะเห็นได้ชัด ที่ใช้กับเหล่าผู้ฝึกยุทธชั้นต่ำจึงไม่มีประโยชน์กับท่านอีกต่อไป” ผู้อาวุโสนั้นยังถือว่าสติไหวพริบดีนักพลันแปรเปลี่ยนท่าทีทันทีพลางกล่าวหลอกล่อด้วยสีหน้ามั่นใจ
“โอ้” ผู้อาวุโสซ่าทำหน้าเหมือนเพิ่งรู้แจ้ง “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ข้าคงเข้าใจผิดไปเสียแล้ว”
“ขออภัยสหาย ข้าร้อนรนเกินไป คิดว่าเจ้าจงใจหลอกลวง เจ้ายังตรวจต่อเถิด ตรวจต่อเลย”
ขณะนั้น สีหน้าของผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็พิลึกพิกลอย่างถึงที่สุด เรื่องโกหกแบบนี้ยังมีคนเชื่อได้อีก นับว่าเป็นผู้อาวุโสซ่าจริง ๆ สมแล้วที่มิอาจวัดกับผู้อื่นด้วยตรรกะธรรมดา
“ผู้อาวุโสใหญ่ บาดแผลของเจ้าดูแล้วเกรงว่าจะไม่อาจหายได้ง่าย ๆ ในระยะสั้น แม้แต่ระยะยาวก็ยังยากยิ่ง” ผู้อาวุโสผู้ตรวจชีพจรเริ่มหวั่นใจ ผู้อาวุโสซ่าดันไปเชื่อคำพูดตนเข้าเสียแล้ว แต่เมื่อตัดสินใจจะหลอกก็ต้องเล่นให้สุดทาง
“เจ้าคือเทพโอสถในคราบมนุษย์” ผู้อาวุโสซ่าตื้นตันใจอย่างถึงที่สุด คว้ามืออีกฝ่ายไว้แน่น “แค่แตะเพียงครั้งก็สามารถรู้ได้ว่าข้าบาดเจ็บหนักเพียงใด สมแล้วที่เป็นเทพโอสถกลับชาติมาเกิด”
“???” ทุกคนรอบด้านต่างเต็มไปด้วยคำถาม สีหน้าบอกไม่ถูก นี่มันแผลสาหัสเห็นกันเต็มสองตา ไม่ต้องตรวจอะไรก็รู้ได้อยู่แล้ว เจ้าแค่พูดความจริงเท่านั้นเอง แต่เขากลับซาบซึ้งเสียจนถึงกับอุทานว่าเทพกลับชาติมาเกิด เจ้าช่างโง่จริงหรือ?
“เฮ้อ ไม่ต้องหลอกแล้วมั้ง ครั้งนี้ดูท่าเขาจะหลอกตัวเองไปแล้ว” ผู้อาวุโสที่ตั้งใจจะโกหกยังคงงุนงงอยู่ ข้าตั้งใจจะเริ่มหลอกเขา ตอนนี้ยังไม่ทันได้เริ่มพูดตามบทสักคำ เจ้าก็หลงกลไปเสียเองแล้วหรือ?
“เทพโอสถ เจ้าช่วยบอกข้าเถิด อาการบาดเจ็บของข้ายังพอมีหวังจะหายภายในระยะสั้นหรือไม่?” ผู้อาวุโสซ่ากุมมือของเทพโอสถในดวงใจแน่น ยามเอ่ยถามเต็มไปด้วยความกังวล เรื่องนี้สำหรับเขานับว่าสำคัญยิ่ง
โอกาสออกนอกสำนักในรอบหลายสิบปีอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่กลับไปไม่ได้ ความเจ็บใจนี้จะให้ทนไหวได้อย่างไร
หากบาดแผลหายไม่ทันวันนี้เกรงว่าเขาจะตายเพราะคับแค้นใจเสียก่อน
“ผู้อาวุโสใหญ่ แม้เจ้าจะใช้ตำราโอสถลับของข้าก็ยังต้องใช้เวลาสองถึงสามเดือนถึงจะฟื้นตัวเต็มที่ จะให้หายโดยพลันเป็นไปไม่ได้เลย” ผู้อาวุโสคนนั้นอยากจะชักมือกลับเต็มที แต่ก็ไร้ข้ออ้างจึงจำต้องปล่อยให้ถูกจับอยู่เช่นนั้น
“เทพสวรรค์เอ๋ย โปรดช่วยข้าด้วย เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ เหตุใดกันเล่า?” ผู้อาวุโสซ่าปล่อยมือแล้วทรุดตัวลงก้มหน้ากับพื้น แหงนหน้าตะโกนโวยวายไปยังฟ้าดินราวกับฉากสุดคลาสสิกในละครย้อนยุค
“ฮ่าฮ่าฮ่า สำเร็จแล้ว” เหล่าผู้อาวุโสคนอื่น ๆ หัวเราะลั่นทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เจ้าคิดจะเอาเปรียบพวกข้า วันนี้เจ้าก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน เช่นนั้นเราก็อยู่กันทั้งหมดนี่แหละ
แต่แม้ในใจจะสะใจเพียงใดภายนอกก็ยังต้องแสร้งแสดงออกบ้างพอเป็นพิธี
“ผู้อาวุโสใหญ่ โปรดสงบจิตเถิด บางทีนี่อาจเป็นลิขิตสวรรค์” เวทีแสดงละครฉากใหญ่ได้เริ่มขึ้นแล้ว
“ใช่แล้วผู้อาวุโสใหญ่ บางทีผู้อาวุโสที่ได้ออกไปอาจพบภัยอันตรายถึงตายก็เป็นได้” ผู้อาวุโสคนหนึ่งร่วมแสดงสีหน้าเวทนากล่าวปลอบใจ แต่คำพูดกลับทำให้สองผู้อาวุโสที่จับสลากได้ถึงกับหน้าดำหน้าแดง ‘เจ้าพูดแบบนี้มันใช่คำปลอบใจหรือสาปแช่งกันแน่?’
“ใช่แล้วผู้อาวุโสใหญ่ บางทีอาจจะมีโอกาสให้ออกไปอีกครั้งในเร็ววันก็ได้นะ เจ้าต้องมองโลกในแง่ดี คิดไปข้างหน้าเข้าไว้” เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างเริ่มโชว์ฝีมือด้านการแสดง ท่าทางดูเป็นห่วงผู้อาวุโสซ่าจริง ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ
“ตกลงใครจะไปกันแน่ รีบยืนยันรายชื่อเสียทีหากผู้อาวุโสใหญ่ไปไม่ได้ก็ให้คนอื่นแทนที่” สตรีศักดิ์สิทธิ์เอ่ยอย่างไร้อารมณ์ เห็นได้ชัดว่าเบื่อกับเรื่องไร้สาระพวกนี้แล้ว
“ข้าไป ข้าไปเอง สตรีศักดิ์สิทธิ์” ถ้อยคำนี้พอหลุดจากปากนาง บรรยากาศก็เปลี่ยนทันที เหล่าผู้อาวุโสที่เมื่อครู่ยังปลอบโยนพากันหายวับไปสิ้น หันมาแย่งกันเสนอตัวแทน
“ข้าไป”
“ข้าเอง”
“พอแล้ว ๆ ดูเจ้าเข้าสิ ผอมแห้งเป็นหนังหุ้มกระดูกอยู่แล้ว อยู่ที่นี่กินข้าวให้อ้วนขึ้นก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกทีเถอะ”
“โธ่ ข้าผอมแต่ข้าไม่ได้อ่อนแอสักหน่อย อย่างน้อยจะให้ข้าตีเจ้าก็ยังสบาย”
“อ้าว? ปากดีเสียจริง เจ้าคงอยากโดนตีเข้าให้แล้วใช่หรือไม่?”
“ใช่ ข้าก็อยากโดนสักยกหนึ่ง เอาเลยสิ”
“ตุบ ตุบ” ด้วยความหัวร้อนของทั้งสองคน บรรยากาศจึงกลับมาปั่นป่วนอีกครั้ง เหล่าผู้อาวุโสเปิดศึกวุ่นวายกันอีกรอบและต่างก็มีเหตุผลประหลาดมากมาย เช่น มีคนกินข้าวน้อยเกินไป มีคนนอนกรนเสียงดัง มีคนเดินไม่เหมือนกัน มีคนไว้ผมยาวเกินไปหรือแม้แต่ใส่เสื้อผ้าไม่ถูกใจ
“หยุด” สตรีศักดิ์สิทธิ์กล่าวคำเพียงคำเดียว แม้เสียงจะเบา แต่กลับดังก้องไปถึงหัวใจ ทันทีที่นางเอ่ย ทุกอย่างก็เงียบสนิทดั่งต้องมนตร์
ผู้อาวุโสซ่าที่นอนราบอยู่บนพื้น “???” ข้าคือผู้อาวุโสใหญ่นะ คนทั้งสำนักต้องเคารพนบนอบ แต่นี่ข้าพูดแล้วไม่มีใครฟังกลับกลายเป็นว่าเด็กสาวผู้นี้พูดคำเดียวก็ทำให้ทุกคนสงบ ข้า ข้าจะเอ่ยเป็นถ้อยคำใดดีเล่า? ทั้งโกรธ ทั้งอับอาย ทั้งเจ็บใจ ทั้งริษยา ปนกันไปหมด
เหล่าผู้อาวุโสต่างหันมาจับตาดูสตรีศักดิ์สิทธิ์อย่างเคร่งเครียด ต่างรอฟังว่านางจะใช้วิธีใดในการคัดเลือกผู้ที่จะออกปฏิบัติภารกิจในครานี้