- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 124 เจ้าจงใจใช่หรือไม่?
บทที่ 124 เจ้าจงใจใช่หรือไม่?
บทที่ 124 เจ้าจงใจใช่หรือไม่?
บทที่ 124 เจ้าจงใจใช่หรือไม่?
“แน่นอนว่าพวกเจ้าตีน่ะสิ ยังมีหน้ามาถามข้าว่าเกิดอะไรขึ้นอีกเรอะ?” ถึงแม้ผู้อาวุโสซ่าจะพูดด้วยเสียงอ่อนแรง แต่โทสะในน้ำเสียงกลับปิดไม่มิด
“พวกเราตี?” เหล่าผู้อาวุโสมึนงงขึ้นมาทันที พวกเราก็มัวแต่แย่งไม้จับฉลากอยู่ทั้งนั้น ใครจะมีเวลาว่างไปตีเจ้าล่ะ?
เพราะพวกเขาอินกับการแย่งไม้ฉลากมากเกินไปทั้งอารมณ์และความโกลาหลทำให้ลืมไปหมดว่าเมื่อครู่พวกเขาตะลุมบอนผู้อาวุโสซ่ากันอย่างเมามัน
“ถ้าไม่ใช่พวกเจ้า แล้วจะเป็นใคร? ณ ที่แห่งนี้มีใครอยู่อีกล่ะ?” ผู้อาวุโสซ่าพยายามจะยันตัวลุกขึ้นแต่กลับร้องด้วยความเจ็บปวด ล้มลงไปอีกครั้งเพราะอาการบาดเจ็บสาหัสเกินเยียวยา
“ผู้อาวุโสใหญ่ อย่ามาใส่ร้ายกันสิ” ผู้อาวุโสบางคนเริ่มรู้สึกไม่พอใจ เราก็บอกแล้วว่าไม่ได้ทำ แล้วเจ้ายังจะกล่าวหาว่าเป็นพวกเราอีก แบบนี้มันเท่ากับตบหน้ากันชัด ๆ
“ข้าใส่ร้าย...ใส่ร้ายเรอะ” ผู้อาวุโสซ่าเดือดปุดจนกระเด้งตัวลุกขึ้น ท่าทางดูเท่ แต่ผลลัพธ์กลับโคตรน่าสงสาร
“โอ๊ยยยย” เขาร้องลั่นล้มกลิ้งลงไปนอนกับพื้นอีกครั้ง
“ผู้อาวุโสใหญ่ วิธีจับฉลากของเจ้ามันไม่ยุติธรรม พวกเราขอเรียกร้องให้จับใหม่” มีผู้อาวุโสรีบเปลี่ยนเรื่องเพราะใจร้อนอยากออกไปข้างนอกเต็มที
ส่วนสภาพของผู้อาวุโสซ่าจะอย่างไรก็ช่างเถอะ ยังไงก็ตายไม่ลงแล้วนิ นั่งฟังไปก็แล้วกัน จะนั่งหรือนอนก็เหมือนกันนั่นแหละ
“ไม่ยุติธรรม?” ผู้อาวุโสซ่าเอียงคออย่างไม่เข้าใจ ข้าได้ไม้ฉลากแล้วนี่ มันจะไม่ยุติธรรมยังไง? ส่วนพวกเจ้าจะได้หรือไม่ ข้าไม่สน
“ยุติธรรมสิ ข้าว่ามันยุติธรรมที่สุดแล้ว ไม่มีวิธีไหนจะเท่านี้อีกแล้ว” ยังไม่ทันให้คนอื่นตอบ ผู้อาวุโสสองคนที่ได้ไม้ฉลากก็รีบออกมาสนับสนุนทันที
ล้อเล่นรึ? พวกข้าเป็นคนจับได้ แล้วจะออกมาบอกว่าไม่ยุติธรรมให้โง่รึไง? คนที่พูดว่ามันไม่ยุติธรรมก็เพราะพวกเขาแพ้เองต่างหาก อย่ามาหาข้ออ้างกลบเกลื่อนเลย
“ใช่ ๆ ข้าว่าก็ยุติธรรมนี่นา” ผู้อาวุโสซ่าพยักหน้าเห็นด้วย เขาอยู่ฝ่ายเดียวกันจะค้านได้ยังไง?
“ยุติธรรมบิดาเจ้าสิ” เหล่าผู้อาวุโสสบถในใจ พวกเจ้าสามคนรวมหัวกันนี่หว่าจะให้พูดว่ายังไงอีก?
“ยังตกลงกันไม่ได้อีกหรือ?” เสียงเย็นชาของสตรีศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้นขัดจังหวะ ขณะเดินเข้ามาในวิหารซึ่งแทบจะไม่มีประตูเหลืออยู่แล้วเพราะเพิ่งโดนพังยับ
“ตกลงแล้วสตรีศักดิ์สิทธิ์ ข้าเอ่อ...เราจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลยหรือ?” ผู้อาวุโสซ่าพยายามจะลุกไปยืนข้างนาง แต่ไม่ไหวจริง ๆ ลุกไม่ขึ้น
โชคดีที่เพื่อนร่วมทีมทั้งสองคนของเขามีน้ำใจช่วยกันหิ้วเขาไปวางไว้ต่อหน้าสตรีศักดิ์สิทธิ์
“เป็นพวกเจ้าสามคนหรือ?” นางมองดูภาพตรงหน้าอย่างมึนงง สองคนปางตาย หิ้วอีกคนที่นอนหายใจรวยริน แบบนี้จะออกไปทำภารกิจกันยังไง?
“ใช่ ๆ สตรีศักดิ์สิทธิ์ พวกเราได้ไม้ฉลากจากการจับสลากเมื่อครู่นี้แหละ” ผู้อาวุโสซ่าตอบอย่างดีใจ ในที่สุดก็จะได้ออกไปแล้ว แต่ข้าขยับไม่ได้เลย แล้วจะออกไปยังไงล่ะเนี่ย?
“ก็ได้ ไปกันเถอะ” สตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่ถามอะไรต่อ หันหลังเดินออกไปทันทีเพราะหน้าที่ของนางคือคุมงานไม่ใช่ลงแรง
“เดี๋ยวก่อนสตรีศักดิ์สิทธิ์ ด้วยสภาพของข้าในตอนนี้เกรงว่าจะไม่สามารถเดินทางไปกับพวกท่านได้แล้ว...” ผู้อาวุโสซ่ารีบเอ่ย เขารู้สภาพตนเองดี ไม่พักเป็นเดือนก็ลุกไม่ขึ้น
เพราะพื้นที่แห่งนี้คือมิติที่จักรพรรดิเทพสร้างขึ้น เต็มไปด้วยพลังแห่งมิติทั่วบริเวณ จะเข้าออกแต่ละครั้งต้องฝ่าความกดดันจากมิติก่อน ความกดดันยิ่งแรงเมื่อพลังฝีมือยิ่งสูง
พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ว่าจะอ่อนแอหรือแข็งแกร่งแค่ไหนก็เข้ามาได้ แต่ถ้าร่างกายใกล้ตายแบบเขาบอกเลยว่าออกไม่รอดแน่นอน
“ตกลง” คำตอบแรกจากสตรีศักดิ์สิทธิ์ทำเอาเขาโล่งอก โอ้พระเจ้า นางยอมง่ายผิดปกติ เกิดอะไรขึ้นกับนิสัยเย็นชาคนนั้น?
“งั้นเปลี่ยนคนก็แล้วกัน” คำพูดต่อมาแทบทำให้ผู้อาวุโสซ่าช็อกตาย
“ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด จะเปลี่ยนกันง่าย ๆ แบบนี้ได้ยังไง? พวกเราจับฉลากกันอย่างยุติธรรมแล้ว แล้วอีกอย่างความจริงข้าก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากนักหรอก ที่ผ่านมาข้าแค่แกล้งทำเป็นเจ็บ จริง ๆ แล้วแข็งแรงดี” ผู้อาวุโสซ่าพยายามจะยืดตัวขึ้น แต่ร่างกายดื้อด้านไม่ยอมเชื่อฟัง
“สตรีศักดิ์สิทธิ์ ข้าเรียนแพทย์มา ข้าขอตรวจอาการของผู้อาวุโสใหญ่ให้เอง” อยู่ ๆ ก็มีผู้อาวุโสคนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่ม เขาสวมชุดขาว ผมขาวโพลน ดูไปแล้วคล้ายหมอจริง ๆ
เฮ้อ ถึงเวลาที่ข้าต้องออกโรงเสียที เขาพึมพำในใจ ผู้อาวุโสซ่าข้าไม่อยากเป็นศัตรูกับเจ้า แต่สิ่งที่เจ้าทำวันนี้มันเกินไปจริง ๆ ถึงเวลาที่ข้าจะเสียสละเพื่อน้องพี่ทั้งหลายแล้ว
สตรีศักดิ์สิทธิ์พยักหน้าเล็กน้อยไม่ใส่ใจมากเพราะไม่ว่าจะไปกับใครก็เหมือนกัน ยังไงงานก็ไม่ได้ตกที่นาง
เหล่าผู้อาวุโสที่เหลือล้วนมองเขาด้วยสายตาเคารพดุจวีรบุรุษ พี่ชายเอ๋ย ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว พวกเราจะจดจำเจ้าตลอดไป
ผู้อาวุโสแพทย์เดินไปใกล้ผู้อาวุโสซ่า ค่อย ๆ นั่งยองแล้วจับแขนเขาขึ้นเตรียมจะจับชีพจร
“อ๊ากกก เจ็บ” ผู้อาวุโสซ่าร้องลั่นทันทีพร้อมสะบัดแขนหนีเพราะแขนข้างนั้น หักอยู่
“ไม่เป็นไร ๆ เรื่องเล็กน้อย ทุกท่านอย่าได้ใส่ใจ” เขาหยิบแขนอีกข้างของผู้อาวุโสซ่าขึ้นแทน คราวนี้จับตรงข้อมือแทนกลัวว่าแขนข้างนี้จะหักเหมือนกัน
“อ๊ากกกก เจ็บอีกแล้ว” ผู้อาวุโสซ่าสะบัดมืออีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ได้หักแขน แต่ข้อมือหักแทน
“เจ้า...เจ้าจงใจใช่ไหม?” ผู้อาวุโสซ่าตาเหลือกถามออกไปตรง ๆ จับชีพจรสองทีโดนจุดเจ็บทั้งสองทีเป๊ะ ๆ แบบนี้ เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้เทคนิคเจ้าเลยนะ
“เจ้าพูดบ้าอะไร? ถึงเจ้าจะเป็นผู้อาวุโสใหญ่ก็ไม่ควรกล่าวหากันมั่ว ๆ แพทย์ย่อมมีใจเมตตาดั่งพ่อแม่ ตอนที่ข้ารักษาเจ้า ข้าอ่อนโยนดั่งดูแลลูกแท้ ๆ ของตน แล้วเจ้ากลับมาใส่ร้ายข้า เจ้าช่างอกตัญญูยิ่งนัก” ผู้อาวุโสหมอตอบอย่างสะเทือนใจ น้ำเสียงชวนเชื่อให้ทุกคนประทับใจ
เพียงแต่ว่ามีบางประโยคฟังดูแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้
“ขะ...ขอโทษ ข้าผิดไปแล้ว...” ผู้อาวุโสซ่าก้มหน้ากล่าวอย่างจริงใจโดยไม่รู้สึกเลยว่าประโยคเมื่อครู่นั้นโครตแปลก