- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 126 หุบยิ้มเสียที
บทที่ 126 หุบยิ้มเสียที
บทที่ 126 หุบยิ้มเสียที
บทที่ 126 หุบยิ้มเสียที
“ภารกิจครานี้ก็ให้ผู้อาวุโสสองคนนี้ออกไป” สตรีศักดิ์สิทธิ์ชี้ไปยังผู้อาวุโสสองคนที่ถือไม้จับสลากในมือ เอ่ยเสียงเรียบ
“หา?” ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ถึงกับตะลึงงัน
“สะ สตรีศักดิ์สิทธิ์ พวกเราไม่จับสลากแล้วหรือ?” เหล่าผู้อาวุโสพากันงุนงงกับการตัดสินใจนี้ แล้วเมื่อครู่พวกข้าตะลุมบอนกันให้วุ่นก็สูญเปล่าสินะ?
“ไม่จับแล้ว ไปได้” สตรีศักดิ์สิทธิ์พูดจบก็หันหลังเดินจากไป ผู้อาวุโสสองคนที่ได้สลากรีบวิ่งตามไปอย่างกระตือรือร้น ท่าทางมีชีวิตชีวาราวกับเด็กได้เที่ยว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาดีใจยิ่งนัก
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ มองตามอย่างอาฆาตตาร้อน ทำไมต้องเป็นพวกเจ้า ข้าเองก็อยากออกไปเหมือนกัน
แต่แม้ไม่ได้ไปก็ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าเพราะผู้อาวุโสใหญ่ก็ยังอยู่ที่นี่ ได้รับชะตาเดียวกันก็พอให้สบายใจ อย่างน้อยก็สะใจที่ได้เย้ยหยันเขาไปชุดใหญ่ก่อนหน้านี้
“เฮ้อ อดออกไปอีกแล้ว กลับเถอะ ๆ” พอสตรีศักดิ์สิทธิ์และอีกสองคนออกไป เหล่าผู้อาวุโสก็เตรียมแยกย้ายกัน
“แยกย้ายได้แล้ว” ต่างคนก็กลับไปทำหน้าที่ของตน
“เดี๋ยว แล้วศพของอดีตผู้อาวุโสใหญ่กับอีกคนหนึ่งล่ะ จะเอาอย่างไร?” จู่ ๆ ก็มีผู้อาวุโสคนหนึ่งร้องถามออกมาเพราะในวิหารยังมีศพสองร่างวางอยู่ เป็นภาพที่ชวนขนลุกอยู่ไม่น้อย ต้องรีบจัดการให้เรียบร้อย
“หาคนรับใช้มาสักคน ลากไปฝังเสียก็สิ้นเรื่องจะจุกจิกอะไรกันนัก” ผู้อาวุโสซ่าที่กำลังคลานไปตามพื้นพูดขึ้น ขณะกำลังหาที่นอนพักให้สบายหน่อย เขายังไม่วายหันศีรษะไปพูดทั้งที่ไม่ได้มองทางข้างหน้าเลย
“อ๊า” จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องดังลั่นขึ้นมาจากด้านหลัง
“นั่นเสียงของผู้อาวุโสใหญ่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ทุกคนหันขวับไปตามเสียงเพื่อหาตัวเขา แต่มองหาเท่าไรก็ไม่พบแม้แต่เงา
“อยู่ไหน? อยู่ไหนกัน?” พวกเขารีบกรูกันไปยังตำแหน่งเดิมที่เขาเคยนอนอยู่
“อย่าบอกนะว่าผู้อาวุโสใหญ่ถูกลอบสังหารแล้ว?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งอุทานขึ้นเสียงดัง
“อะไรนะ? ผู้อาวุโสใหญ่ตายแล้วงั้นหรือ?” ผู้อาวุโสบางคนพยายามฝืนทำท่าเสียใจ แต่น้ำตากลับไม่มีสักหยดแถมในใจยังเก็บซ่อนความยินดีเอาไว้ไม่อยู่
“ผู้อาวุโสใหญ่ ตายอย่างน่าสลดเหลือเกิน ฮือ ๆ ~” บางคนถึงกับอินจัดเข้าฉากร้องไห้ แต่น้ำเสียงกลับฟังยังไงก็เหมือนหัวเราะเสียมากกว่า การแสดงช่างห่วยแตกยิ่งนัก
“หยุดหัวเราะส้นตีนเจ้าเถอะ ตายบัดซบอะไร? นอกจากยอดฝีมือระดับจักรพรรดิเทพ ใครจะสามารถลอบฆ่าผู้อาวุโสใหญ่ได้? ต่อให้เป็นจักรพรรดิเทพจริง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องลอบฆ่า เขาแค่ชี้นิ้วก็ตายแล้ว” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเตะอีกคนที่หัวเราะเข้าให้พลางด่าว่า ในใจเขาเองก็อยากหัวเราะ แต่ยังไม่มั่นใจว่าผู้อาวุโสใหญ่ตายจริงหรือไม่เลยหัวเราะไม่ออก ถ้าตายชัวร์เมื่อไรค่อยว่ากัน
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรล่ะ? ถ้ารู้แต่แรกว่าเขาไม่ตาย ข้าก็ไม่หัวเราะแล้วสิ อย่างน้อยก็ต้องรอดูให้แน่ก่อนสิ” ผู้อาวุโสที่ถูกเตะรีบกลั้นเสียงหัวเราะไว้ทันที
“ชะ ช่วยด้วย” ทันใดนั้น เสียงขอความช่วยเหลือก็ดังมาจากใต้พื้นใกล้ ๆ
“ผู้อาวุโสใหญ่ อยู่ในหลุมได้อย่างไร?” เหล่าผู้อาวุโสรีบวิ่งไปที่ปากหลุม ผู้อาวุโสใหญ่ไปตกลงไปได้อย่างไรหรือว่าข้างล่างมีสมบัติลับงั้นหรือ?
สมบัติบ้านเจ้าสิ ข้าลุกยังลุกไม่ไหวจะกระโดดลงไปได้อย่างไร?
“ใครมันระเบิดหลุมนี้ขึ้นมา หา? ทำให้ข้าเดิน ๆ อยู่ก็ตกลงไป ข้าไปทำกรรมอะไรไว้กันวันนี้? ทำไมโชคร้ายไม่มีที่สิ้นสุด” เสียงของผู้อาวุโสใหญ่ตะโกนดังก้องขึ้นมาจากใต้หลุม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอาฆาต
ท้ายที่สุด ผู้อาวุโสซ่าก็ถูกรั้งขึ้นมาจากหลุมได้สำเร็จ
ทันทีที่ขึ้นมาได้ เขาก็ตั้งกฎเหล็กข้อหนึ่งทันที “ต่อไปนี้หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ห้ามตีกันโดยเด็ดขาด ใครฝ่าฝืน โดนลงโทษสถานเดียว เข้าใจหรือไม่?”
กฎนี้หากอยู่ในโลกที่พลังยุทธไม่สูงก็พอใช้ได้อยู่หรอก แต่ในโลกที่เหล่ายอดฝีมือสามารถต่อยจนภูเขาถล่มได้ด้วยหมัดเดียว การห้ามต่อสู้ถือว่าไม่สมเหตุสมผลเลยแม้แต่น้อย การประมือเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝนแท้ ๆ
แต่จะค้านอย่างไรก็ไร้ผลเพราะเบื้องหลังของผู้อาวุโสซ่านั้นยิ่งใหญ่เกินไป ทุกคนจึงได้แต่กลืนเลือดกลืนหนามยอมรับด้วยความไม่พอใจ ความอัดอั้นจึงยิ่งทวีคูณ
ระหว่างที่พวกเขากำลังบ่นกันอยู่นั้น สตรีศักดิ์สิทธิ์กับผู้อาวุโสอีกสองคนก็ได้ออกเดินทางไปยังโลกภายนอกเสียแล้ว
“ในที่สุดก็ได้ออกมาเสียที” ผู้อาวุโสทั้งสองโผเข้ากอดกันด้วยความตื้นตันจวนเจียนจะหลั่งน้ำตาเสียให้ได้ หลังติดแหง็กอยู่มานานนับสิบปี วันนี้จึงเหมือนได้กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้ง
“ต่อไปนี้พวกเจ้าทั้งสองคนไปทำภารกิจส่วนข้ามีธุระต้องไปจัดการ พวกเจ้าลงมือได้เลย” สตรีศักดิ์สิทธิ์กล่าวกับทั้งสอง น้ำเสียงของนางไร้ซึ่งอารมณ์ราวกับเห็นโลกภายนอกจะหรือไม่ก็หาได้สำคัญไม่
“เอ๋? สตรีศักดิ์สิทธิ์ แบบนี้ดูจะไม่เหมาะนักนะขอรับ” แม้จะยินดีในคำสั่งนี้ แต่ทั้งสองกลับรู้สึกกังวล พวกเขามิกล้าให้สตรีศักดิ์สิทธิ์เผชิญอันตรายแม้แต่น้อย หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา พวกเขาจะซวยแทนเอา
อีกทั้งผู้มีอำนาจท่านนั้นก็ได้กำชับไว้ชัดเจนว่าให้สตรีศักดิ์สิทธิ์ทำหน้าที่ควบคุมดูแล แล้วแบบนี้พวกเราจะรายงานอย่างไร?
“สตรีศักดิ์สิทธิ์ ข้าสองคนจำต้องคุ้มครองท่านขอรับ” ผู้อาวุโสทั้งสองกล่าวออกมาอย่างแน่วแน่
“ไม่ต้อง ทำตามที่ข้าบอก ข้ามีศาสตราประจำใจ หากเกิดสถานการณ์คับขัน ข้าจะสามารถย้อนกลับสู่มิติเดิมได้ในทันที” สตรีศักดิ์สิทธิ์เข้าใจดีว่าทั้งสองหมายถึงอะไร เมื่อตอบจบก็โบยบินจากไปในทันที
“เอ่อ แบบนี้จะเอาอย่างไรดีล่ะ?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งยืนเหม่อ พูดตะกุกตะกัก ยังไม่ทันได้เอ่ยข้อโต้แย้งอะไร นางก็จากไปเสียแล้ว
“จะเอาอย่างไรอีก? เจ้านี่ก็รู้จักนิสัยนางดีมิใช่หรือ? ยิ่งกว่านั้น นางไม่อยู่คอยควบคุมแบบนี้ก็ดีเลย เราจะได้ทำตามใจสักที อุตส่าห์ได้ออกมาครั้งหนึ่งต้องเที่ยวให้เต็มที่” อีกคนเสนอขึ้นทันควัน หลายสิบปีแล้วที่ไม่ได้กลับมาเยือนดินแดนนี้ ได้พักร้อนทั้งทีไม่เล่นก็บ้าแล้ว
“ดีเลย ดีเลย ไปกัน ๆ” อีกคนพอได้ยินคำว่า ‘เที่ยว’ ก็ลืมภารกิจทิ้งไปหมดสิ้นทันที
ณ ตอนนั้นเอง
เสี่ยวไป๋และคนอื่น ๆ ยังคงนั่งกินดื่มกันอย่างอิ่มหนำสำราญ
“อาจารย์ ท่านไม่ได้บอกก่อนหน้านี้หรือขอรับว่ามีเรื่องสำคัญเร่งด่วน?” จางชื่อเกอกำลังแทะขาขนาดยักษ์ของอสูรร้ายชนิดหนึ่ง เอ่ยถามขึ้น
“ศิษย์น้อง ข้าจะอธิบายให้ฟังเอง หากอาจารย์บอกว่ามีเรื่องเร่งด่วนแสดงว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ถ้าบอกว่าเรื่องเล็กน้อยก็แปลว่าไม่มีเรื่องใด ๆ สรุปก็คือ ต่อให้พูดแบบไหนหากมีอาจารย์อยู่ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา” หนานกงอวิ๋นม่อ ศิษย์คนแรกที่เข้าร่วมสำนัก รู้จักนิสัยของเสี่ยวไป๋ดีเยี่ยม พูดยังไม่ทันจบก็กระจ่างใจแทน
“เป็นเช่นนี้เองหรือ เหล่ายอดฝีมือเขาเป็นกันแบบนี้ทุกคนหรือไม่นะ” จางชื่อเกอกล่าวพลางกัดเข้าไปอีกคำใหญ่ ใจหนึ่งก็ครุ่นคิดถึงจิตวิทยาของผู้แข็งแกร่งอย่างจริงจัง