- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 119 โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง
บทที่ 119 โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง
บทที่ 119 โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง
บทที่ 119 โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง
“ว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ เจ้าช่างเยาว์วัยนัก ยังมิอาจเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าศรัทธาได้หรอก ศรัทธานั้นฝังลึกอยู่ในกระดูก หาใช่สิ่งที่จะละทิ้งได้ง่ายดายเยี่ยงนี้”
“ขุมอำนาจของเราจำต้องผงาดขึ้นอีกครั้ง มิอาจก้มหัวต่อชาวโลกได้อีก ขุมอำนาจของเราขาดสายเลือดใหม่มิอาจพึ่งพาแต่รุ่นเก่าอย่างพวกเราได้อีกต่อไป จำต้องเปิดรับผู้มีพรสวรรค์จากภายนอกเสริมสร้างกำลังให้มั่นคงยิ่งขึ้น
เรื่องคราวนี้ แม้จะตายไปเพียงบ่าวรับใช้ไม่กี่คน ดูเผิน ๆ เหมือนไม่สลักสำคัญอันใดหากแต่แท้จริงแล้วกลับร้ายแรงยิ่งนัก ข้ารับใช้น่ะจะตายกี่รอบก็หาได้เป็นปัญหา มีอีกนับไม่ถ้วนให้ใช้งาน แต่หากเสียศักดิ์ศรีของขุมอำนาจเราไปต่อให้สังเวยชีวิตก็เรียกกลับคืนไม่ได้
เพราะฉะนั้น แม้ต้องเสี่ยงตายหากแลกกลับคืนมาซึ่งศักดิ์ศรีของขุมอำนาจเราแล้วไซร้ก็คุ้มแล้วใช่หรือไม่?”
ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวอย่างองอาจพลางมองกวาดผู้อาวุโสทั้งหลายด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว
“เอ่อ…” ความจริงแล้ว นับแต่ได้ฟังวาจาของว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ เหล่าผู้อาวุโสก็มิอาจนิ่งเฉย หัวใจกำลังจะเอนเอียง
“ผู้อาวุโสใหญ่ ข้าคิดว่า...เรื่องนี้ปล่อยผ่านไปจะดีกว่า พวกเราน่าจะให้โอกาสเขาสักครั้ง การบำเพ็ญเพียรมิใช่เรื่องง่ายเลยนะ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งตัดสินใจพูดขึ้นก่อน ถึงจะเสี่ยงที่ผู้อาวุโสใหญ่โกรธ แต่ก็ดีกว่าตายเปล่า ยังไงคำโบราณก็ว่าไว้ว่า ‘ตายดีสู้ไม่ตายดีกว่า’
“ข้าเองก็คิดเช่นกัน เรื่องนี้ไม่คุ้มค่าเลยที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยงเพียงเพราะฆ่าคนผู้เดียว” เหล่าผู้อาวุโสเริ่มทยอยกันออกมาคัดค้านแผนกำจัดเสี่ยวไป๋ ล้อเล่นเรอะ แค่จะฆ่าคนคนเดียวจำเป็นต้องให้พวกเราทั้งขุมอำนาจเอาชีวิตไปเดิมพันด้วยหรือ? เจ้าจะบ้าบิ่น แต่พวกข้ายังไม่ถึงขั้นนั้น ในเมื่อต่างคนต่างหนีไม่พ้นเงื้อมมือของท่านผู้นั้นแล้วก็ขอแค่มีชีวิตอยู่อีกวันก็ยังดี
“ผู้อาวุโสใหญ่ ข้าคิดว่าเราควรมีเมตตาในใจบ้าง แม้พวกเราจะมิใช่คนดีอันใด แต่เมตตาเล็กน้อยก็น่าจะพอมีอยู่บ้าง ปล่อยเขาไปเถิด คนผู้หนึ่งจะเติบโตมาได้ก็ใช่เรื่องง่ายเลย”
จำนวนผู้อาวุโสที่ออกมาคัดค้านเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ วาจาของว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์นั้นราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางใจผู้หลับใหล
ศรัทธางั้นหรือ? ตอนนี้ขอแค่มีชีวิตรอดได้นั่นแหละคือศรัทธา ศรัทธาที่ต้องแลกด้วยชีวิตไม่มีค่าแม้สักนิด
“พวกเจ้าคิดจะเป็นเต่าหดหัวไปตลอดชีวิตงั้นรึ?” ผู้อาวุโสใหญ่แทบคลั่ง พวกเจ้าหายไปไหนหมดแล้ว? ไฟในใจที่ใช้ต่อต้านผู้อาวุโสซ่าเมื่อครู่ล่ะ? เหตุใดถึงหายวับไปราวสายลมเช่นนี้?
“ขออภัยผู้อาวุโสใหญ่ ข้าตัดสินใจจะเป็นเต่าหดหัวตลอดชีวิตละ ข้าเป็นคนขี้ขลาดอยู่แล้ว”
ผู้อาวุโสซ่าซึ่งเป็นคู่กัดอันดับหนึ่งรีบคว้าโอกาสโหมกระแสก่อนใคร แล้วก็มีผู้อาวุโสอื่นทยอยตามหลังทันที
ผู้อาวุโสใหญ่แค่นเสียงเหยียดหยาม
“เจ้าหรือขี้ขลาด? อย่ามาตลกน่า ตอนแข่งในเวทีประลอง ข้ายังไม่เคยเห็นเจ้ากลัวเลยสักครั้ง เวลาต่อยกันเจ้าทำราวกับจะฆ่าล้างตระกูลกันอย่างไรอย่างนั้น ไม่เคยมีคำว่ากลัวตายอยู่ในพจนานุกรมของเจ้าเลย”
“ผู้อาวุโสใหญ่ ข้าเห็นว่าการเป็นเต่าหดหัวก็ไม่เลวนะ อย่างน้อยมันก็มีเปลือกให้ซ่อนตัว แต่พวกเราน่ะไม่มี” ผู้อาวุโสอีกคนตามมาสนับสนุนทันที
ผู้อาวุโสซ่าในใจแทบจะร้องเพลงฉลอง
“ยอดเยี่ยม ข้านี่แหละผู้นำโดยแท้ ดูสิแค่ข้าเริ่มก็พาทุกคนหมุนตามได้ ข้านี่มันอัจฉริยะโดยแท้”
“ชีวิตของเต่าหดหัวก็ดีนะ อย่างน้อยมันก็มีบ้านที่ปลอดภัยให้หลบภัย แต่พวกเราไม่มีเลยแม้แต่น้อย”
อีกเสียงที่ทำเอาผู้อาวุโสใหญ่แทบเป็นลม ข่มอารมณ์จนตาลาย เป็นการดื้อดึงครั้งสุดท้ายที่ไม่ยอมสลบตรงนี้
“พวกเจ้านี่มันขี้ขลาดยิ่งกว่าหมาซะอีก” ผู้อาวุโสใหญ่สบทเสียงอย่างสิ้นหวัง รู้สึกราวกับราชาผู้แบกทีมแต่ถูกพวกบรอนซ์ลากตกเหว น่าเจ็บใจนัก
เสียงเอ๋อร์โก่วดังขึ้นจากมุมหนึ่ง
“หา? เฮ้ย ๆ เจ้าด่าหมารึไง ข้าไม่ขี้ขลาดนะ ข้าน่ะกล้าสู้กับเสี่ยวไป๋เลยด้วยซ้ำ”
“โฮ่ง โฮ่ง”
เสียงเห่าหอนดังขึ้นจากแถวที่นั่งผู้อาวุโส ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดเลียนเสียงหมา
ทุกคน “หืม? เจ้าทิ้งศักดิ์ศรีตัวเองเร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
เหล่าผู้อาวุโสต่างเหลียวซ้ายแลขวา พยายามสืบหาเจ้าของเสียงเลียนแบบนั้น
อับอายยิ่งนัก
ในฐานะผู้อาวุโสระดับสูง แท้จริงแล้วกลับเห่าเลียนเสียงสุนัขต่อหน้าสตรีศักดิ์สิทธิ์และว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์ศรีทั้งหลายพังทลายสิ้น
แต่แม้จะค้นหากันอยู่นานกลับไม่มีใครพบว่าใครเป็นต้นเสียง
“ผู้อาวุโสใหญ่ พวกเรามิใช่ขี้ขลาด หากแต่เพียงแค่มิอาจเห็นความจำเป็นต้องเสี่ยงถึงเพียงนี้”
ผู้อาวุโสผู้หนึ่งกล่าวอย่างกล้ำกลืน พูดก็พูดเถอะ หากเราทุ่มหมดหน้าตักลงไป เราจะได้อะไรกลับคืนมาหรือ?
ทุกวันนี้พวกเราก็ไม่ต่างอะไรกับหุ่นเชิดของท่านผู้นั้น อย่าว่าแต่จะออกไปไหน แม้แต่จะพัฒนาอะไรก็ถูกจำกัดหมดแล้ว ขอแค่มีชีวิตอยู่ก็ดีเกินพอ
ต่อให้แผนนี้สำเร็จ คนภายนอกก็แค่รู้ว่าเรายังไม่ตาย แต่แล้วไงต่อ? จะออกมาโฉบเฉี่ยวแล้วหายตัวไปเลยอย่างนั้นหรือ? แบบนั้นมีประโยชน์อะไร?
แม้จะเตรียมเคลื่อนไหวต่อ เจ้าจะเดินเกมอย่างไร? ใช้แผนเดิมอีกหรือ? รอบนี้แค่ดวงดีบรรพชนคุ้มครอง แล้วครั้งหน้าล่ะ? ใครจะยอมเดิมพันชีวิตแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?
และหากเราลงมือจริงสิ่งที่รออยู่ไม่ใช่ความเคารพ หากแต่เป็นการบดขยี้จากทุกขุมอำนาจชั้นนำทั่วหล้า คำสาปแช่งและการเหยียดหยามจากผู้คนทั้งโลก
หากเหล่าขุมอำนาจระดับสูงพร้อมใจกันไล่ฆ่า ต่อให้ท่านผู้นั้นก็ปกป้องพวกเราไม่ไหวเพราะแม้แต่เขาก็ไม่อาจเป็นศัตรูกับทั้งโลกได้และอาจจบลงด้วยหายนะอย่างไม่ต้องสงสัย
จะให้ดี พวกเราควรอยู่ในมิตินี้อย่างเงียบ ๆ เสียดีกว่า
ทั้งหมดนี้เพราะเราไม่มีผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิเทพคอยหนุนหลัง หากมีละก็แม้จะถูกหมายหัวจากขุมอำนาจใดก็ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีเสียก่อนเพราะจักรพรรดิเทพในแผ่นดินตะวันออกหลี่มีไม่กี่คนเท่านั้น หากลุกขึ้นมาต่อสู้กันจริง ทวีปทั้งผืนอาจสลายสิ้น
แม้เป็นเพียงถ้ำเล็ก ๆ หากมีจักรพรรดิเทพประจำอยู่ก็จะกลายเป็นขุมอำนาจระดับสูงทันที เป็นสถานที่ที่ผู้คนทั่วหล้าต่างใฝ่ฝันใคร่บำเพ็ญเพียรในนั้น นี่แหละพลังของจักรพรรดิเทพ
“เฮ้อ เจ้าพวกนี้ช่างไร้ใจมุ่งมั่นเสียจริง” ผู้อาวุโสใหญ่ทอดถอนใจอย่างหมดหวัง ต่อให้คาดการณ์ไว้ร้อยทางก็ไม่คิดว่าสถานการณ์จะลงเอยเช่นนี้
“เอาเถิด ๆ ผู้อาวุโสใหญ่ เวลานี้การมีชีวิตอยู่ได้ก็คือความมุ่งมั่นอย่างที่สุดแล้วล่ะ”
ผู้อาวุโสซ่ากล่าวด้วยใบหน้าระรื่นในใจอยากตะโกนให้สุดเสียง
“ศึกนี้ ข้าผู้อาวุโสซ่าเป็นผู้ชนะ ข้านี่แหละยอดอัจฉริยะ”