เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 115 ขี้ขลาดก็คือขี้ขลาด

บทที่ 115 ขี้ขลาดก็คือขี้ขลาด

บทที่ 115 ขี้ขลาดก็คือขี้ขลาด


บทที่ 115 ขี้ขลาดก็คือขี้ขลาด

“โอ้? ท่านผู้อาวุโสซ่ามีความเห็นอันใดอันสูงส่งหรือ?” เมื่อเขาเอ่ยขึ้นมาสายตาของผู้อาวุโสทั้งหลายก็เบนไปยังเขาทันที ทุกผู้คนล้วนตั้งใจฟัง แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่ก็พลันเตรียมตัวรับฟัง

แม้แต่สตรีศักดิ์สิทธิ์กับว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็มองมาด้วยความสนใจเพราะโดยปกติแล้วผู้อาวุโสซ่าคนนี้ไม่ค่อยจะพูดอะไรมากนัก แต่วันนี้กลับเป็นฝ่ายเอ่ยก่อนเสียเอง

ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้อง ผู้อาวุโสซ่าก็เผยสีหน้าโอหัง เจ้าดูสิ สถานการณ์แบบนี้มันมีแต่ตัวเอกเท่านั้นที่ได้เจอ ข้าขอประกาศไว้ตรงนี้เลยว่า ตอนนี้ข้านี่แหละคือตัวเอกของบทนี้

“ทุกท่านมิรู้สึกแปลกใจหรือว่าเหตุใดในพื้นที่นั้นจึงมีผู้แข็งแกร่งระดับนั้นอยู่ได้? อีกทั้งเขายังกล้าลบหลู่ขุมอำนาจของเราอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย นี่แหละคือประเด็นที่เราควรให้ความสนใจ”

เขากล่าวอย่างภาคภูมิ ภายในใจยิ่งเบ่งบาน ‘หึหึ วันนี้ข้าเฉียบจริง เห็นหรือไม่ล่ะไหวพริบข้าเข้าขั้นอัจฉริยะแล้วใช่หรือไม่? ทีนี้จะไม่มีใครว่าข้าโง่อีกแล้ว’

แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่เขาคาด

ไม่มีเสียงชื่นชม ไม่มีเสียงตบมือ สิ่งที่เขาได้รับมีเพียงสายตาเบิกกว้างของผู้อาวุโสทั้งหลายที่จ้องมาที่เขาอย่างไร้คำพูด สายตานั้นทำเอาเขารู้สึกหนาวหลังวาบ

‘ยังดีที่เขาเป็นแค่คนโง่’ ว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ถอนหายใจโล่งอก นางเผลอคิดไปว่าอีกฝ่ายจะตาสว่างขึ้นมาเสียแล้ว ที่แท้ก็ยังโง่เหมือนเดิม

“พอเถอะ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้านั่งลงก่อนเถิด” ผู้อาวุโสใหญ่โบกมืออย่างหมดแรงเพราะเขารู้สึกว่าหากไม่หยุดพักตนคงได้บ้าก่อนแน่

เหล่าผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน นี่มันตัวถ่วงชัด ๆ ปัญหาที่เจ้าพูดน่ะเด็กสามขวบก็รู้ หากเรื่องนี้มันไม่พิลึกเราจะมานั่งประชุมทำไมกัน? ส่งคนไปฆ่าทิ้งก็จบแล้ว แต่ปัญหาคือคนผู้นั้นไม่เกรงกลัวเราแถมพลังยังลึกลับเกินจะประเมินได้นี่ต่างหาก

สมกับเป็นผู้อาวุโส ‘ซ่า(ซื่อ)’ พูดไม่กี่คำก็ทำให้การประชุมระดับสูงปั่นป่วนถึงเพียงนี้ ไร้เทียมทานจริง ๆ

ผู้อาวุโสซ่าผู้เพิ่งถูกตบเบา ๆ ด้วยคำว่า ‘นั่งลงไปเถอะ’ ก็รู้สึกคับข้องใจยิ่งนัก ‘ข้าพูดอะไรผิดหรือ? ข้าว่าข้าพูดดีแล้วนะ ข้าฉลาดแล้วนะ พวกเขาเหล่านั้นน่ะอิจฉาข้าแน่นอน อิจฉาสติปัญญา ความสามารถ เสน่ห์ รูปลักษณ์และฝีมืออันโดดเด่นของข้า’

นี่คือข้อสรุปที่ผู้อาวุโสซ่าตัดสินใจเอาเอง

“พวกเราน่ะอิจฉาน้องสาวเจ้าเสียมากกว่าว่าเหตุใดเจ้าคนโง่นี่ถึงยังมีชีวิตอยู่ได้ถึงวันนี้” นี่คือความในใจของผู้อาวุโสทั้งหลาย

“โดยสรุปตอนนี้เจ้าผู้อวดดีผู้นั้นคือศัตรูของพวกเราโดยสมบูรณ์ สิ่งแรกที่ต้องทำคือปิดข่าวเรื่องการถูกสังหาร จากนั้นส่งคนไปกำจัดเขาให้สิ้น” ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวเสียงเข้ม แต่นั่นไม่ใช่จุดสำคัญที่สำคัญกว่านั้นคือใครจะเป็นคนไป

“ข้าเห็นด้วย” เหล่าผู้อาวุโสเอ่ยเสียงพร้อมเพรียง ผู้ที่ไม่พูดก็พยักหน้าแรง ๆ

“ดีมาก ดีมาก ทุกคนตอบรับอย่างว่องไว ข้าพอใจยิ่งนัก” ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้าชมเชย แล้วกล่าวต่อทันทีด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เช่นนั้นใครในพวกเจ้าจะอาสาออกไปจัดการเรื่องนี้?”

เพียงสิ้นประโยคนั้น เสียงทั้งหมดในวิหารเงียบสงัดประหนึ่งกาลเวลาได้หยุดนิ่งลง ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ

ผู้อาวุโสใหญ่กวาดสายตามองรอบห้องอย่างผิดหวัง

“ความฮึกเหิมเมื่อครู่หายไปไหน? วาจาอันกร้าวแกร่งที่เอ่ยเมื่อครู่เล่า? คนที่ด่ารุนแรงที่สุดเมื่อครู่ล่ะ? ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้”

สตรีศักดิ์สิทธิ์มองภาพทั้งหมดเบื้องหน้าอย่างเย็นชา เรื่องนี้นางเดาไว้ล่วงหน้าแล้วครึ่งหนึ่งและตอนนี้กำลังเข้าสู่ครึ่งหลัง

ส่วนว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์กลับกระพริบตาปริบ ๆ อย่างฉงนเพราะนางยังไม่รู้ความลับอะไรของสถานที่แห่งนี้มากนัก

“ผู้อาวุโสหลี่ เจ้าล่ะ?” สุดท้าย ผู้อาวุโสใหญ่ชี้ไปยังคนผู้หนึ่ง

“หา? ขะ ข้าไม่ไหวดอก ข้าเพิ่งกินอาหารไม่ดีเข้าไป ท้องไส้ปั่นป่วน ไม่เหมาะจะออกรบจริง ๆ” ผู้อาวุโสหลี่ตอบตะกุกตะกักแถมสีหน้าไม่ปกติแม้แต่น้อย ใครเห็นก็รู้ทันทีว่าไม่อยากไป

“บ้าบอ เจ้าเป็นถึงราชาเทพต่อให้ไม่กินอาหารไปชั่วชีวิตก็ไม่รู้สึกหิว จะไปกินอะไรเข้าท้องจนป่วย? เจ้าไปกินโอสถเทพเข้าไปหรือไร? หรือว่ากินพิษเทพจนฤทธิ์แรงเกินรับไหว? ขี้ขลาดก็คือขี้ขลาดจะกลัวก็พูดมาตรง ๆ จะเล่นละครทำไม? ที่สำคัญแสดงโครตห่วย” เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างพากันสบถในใจด้วยความสมเพช

“เอาเถอะ เจ้านั่งลง ข้าจะหาทางใหม่” ผู้อาวุโสใหญ่ถอนหายใจเพราะความจริงแล้วมิใช่ใครคนใดไม่กล้า แต่เป็นไม่สามารถไปได้

พวกเขาแม้จะเป็นผู้อาวุโสระดับแนวหน้าของวิหารอสูร แต่ชะตาชีวิตกลับถูกผู้มีอำนาจเหนือกว่ากำหนดไว้แล้ว

หากต้องออกไปจากที่นี่จะต้องยื่นรายงานคำร้องอย่างละเอียดให้ท่านผู้นั้นพิจารณา ซึ่งรายงานดังกล่าวยุ่งยากจนแทบปวดหัว

จะออกไปต้องแจงว่า ไปที่ใด ออกไปนานเท่าไร ในนามของใคร ซึ่งถ้าหากจะใช้นามของวิหารอสูรก็ต้องได้รับอนุญาตโดยตรง

และแน่นอนท่านผู้นั้นไม่อนุญาต

ดังนั้น หากจะฝ่าระเบียบก็ต้องใช้วิธีตีเนียน เช่น รายงานว่าออกไปเก็บวัตถุดิบโดยใช้นามของท่านผู้นั้น แล้วพอพ้นจากสายตาก็แอบใช้นามของวิหารอสูรจัดการเรื่องแทน

วิธีนี้หากไม่โดนจับได้ก็ถือว่าโชคดีระดับฟ้าประทานควรกลับมาไหว้บรรพบุรุษทุกวัน

แต่หากโชคร้ายโดนจับได้ลงโทษหนักยิ่งกว่าโดนฟ้าผ่า

พลังถูกผนึกหนึ่งปีต้องไปทำงานกรรมกรร่วมกับนักโทษและผู้ทรยศ

สำหรับผู้แข็งแกร่งระดับราชาเทพนั่นคือการย่ำยีศักดิ์ศรีอย่างถึงที่สุด

แต่ยังนับว่าเบาเพราะโอกาสรอดจากการจับได้นั้นสูงถึง 0.00001%

หากออกไปโดยไม่รายงานและถูกจับได้เมื่อใดก็ถูกลบจากโลกทันที ไม่ให้แม้แต่โอกาสเอ่ยคำวิงวอน

เพราะฉะนั้นจะว่าพวกเขาขี้ขลาดก็ไม่ถูกนัก ที่ถูกต้องก็คือจะไม่ขลาดก็ไม่ได้

ระเบียบเข้มงวดเกินไปไม่มีช่องให้เล็ดลอดได้แม้แต่น้อยและบทลงโทษก็หนักเกินรับไหว

เพราะเหตุนี้เองพวกเขาจึงใช้พวกสุนัขรับใช้เป็นเบี้ยล่าง ถ้าไม่ติดข้อจำกัดเหล่านี้ ใครบ้างอยากให้พวกอ่อนหัดไปรับมือเรื่องใหญ่?

จบบทที่ บทที่ 115 ขี้ขลาดก็คือขี้ขลาด

คัดลอกลิงก์แล้ว