- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 114 เจ้าเดาถูกแล้ว
บทที่ 114 เจ้าเดาถูกแล้ว
บทที่ 114 เจ้าเดาถูกแล้ว
บทที่ 114 เจ้าเดาถูกแล้ว
“บางทีก็อาจจะอีกไม่นาน บางทีก็อาจจะไม่มีวันได้ออกไปอีกเลย” หญิงสาวกล่าวตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางอยู่ ณ ที่แห่งนี้มานานพอจะเข้าใจผู้คนและเรื่องราวของที่นี่ได้อย่างลึกซึ้ง
ยังไม่ทันที่สหายสาวขี้เล่นจะเอ่ยคำใด นางก็กล่าวต่อทันทีว่า “ไปกันเถอะ ผู้อาวุโสใหญ่บอกว่ามีเรื่องสำคัญให้พวกเราไปพบ เรารีบไปดูสิว่าเจ้าแก่นั่นมันจะทำอะไรอีก”
กล่าวจบ นางก็ลุกขึ้นเดินออกไปโดยไม่รีรอ
สหายขี้เล่นของนางก็รีบเร่งฝีเท้าตามหลังไปติด ๆ
ณ วิหารด้านข้างของมหาวิหารเป็นสถานที่ซึ่งเหล่าผู้อาวุโสชั้นสูงแห่งวิหารอสูรมักใช้ประชุมหารือกันและเวลานี้สถานที่แห่งนั้นก็แน่นขนัดไปด้วยยอดฝีมือ ทั้งหมดล้วนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในพื้นที่แห่งนี้หากอยู่ในโลกภายนอกแต่ละคนล้วนจัดอยู่ในระดับยอดยุทธ์
“ผู้อาวุโสใหญ่ สตรีศักดิ์สิทธิ์และว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์มาถึงแล้วขอรับ” ชายชุดดำผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากนอกวิหาร รายงานเสียงเรียบ
ผู้อาวุโสชราซึ่งนั่งอยู่ ณ ที่นั่งประธานของโต๊ะประชุมส่งเสียง ‘อืม’ แผ่วเบา “ให้พวกนางเข้ามาเถอะ”
จากนั้น หญิงสาวทั้งสองก็ย่างก้าวเข้าสู่วิหารที่ใช้ประชุมหารือ
แต่เมื่อเข้ามาแล้วกลับไม่มีใครเอ่ยวาจาใด ทั้งสองเพียงเดินตรงเข้ามาอย่างเงียบงัน
หญิงสาวผู้มีอารมณ์เย็นชาไม่อยากสนใจพวกผู้อาวุโสแม้แต่น้อยเพราะเพียงแค่เห็นหน้าพวกเขาก็รู้สึกคลื่นไส้ดังนั้นจึงไม่เอ่ยอะไรให้เปลืองคำส่วนหญิงสาวขี้เล่นเมื่อเห็นว่าศิษย์พี่ของตนไม่พูดอะไร นางก็ไม่กล้าพูดเช่นกันจึงได้แต่เดินตามอย่างสงบ
และด้วยเหตุนี้ภาพที่เกิดขึ้นก็คือสตรีศักดิ์สิทธิ์และว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์เดินผ่านหน้าผู้อาวุโสทั้งหลายโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
“สตรีศักดิ์สิทธิ์ ว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ พวกเจ้าคิดว่าตัวเองสูงส่งถึงเพียงไหนกัน? เข้ามาแล้วยังไม่คิดจะเอ่ยทักทาย หรือว่าพวกเจ้าดูแคลนข้า?” เสียงของผู้อาวุโสใหญ่ดังก้อง แววตาเริ่มเย็นยะเยือก ข้าคือผู้อาวุโสใหญ่ของวิหารอสูรแท้ ๆ พวกเจ้ากล้าทำเยี่ยงนี้ต่อหน้าข้าหรือ?
หญิงสาวขี้เล่นตกใจจนรีบหลบไปอยู่หลังศิษย์พี่ทันที
“เจ้าเดาถูกแล้ว ข้าดูแคลนเจ้าจริง ๆ” หญิงสาวเย็นชาตอบกลับเรียบ ๆ นางไม่ได้ตั้งใจจะตอบกลับด้วยซ้ำหากไม่เห็นว่าเจ้าชรานั่นกำลังจะเสียหน้าอย่างแท้จริง
พูดจบ นางก็เดินไปหาที่นั่งไกลจากพวกผู้อาวุโสอย่างจงใจเพราะหากใกล้เกินไป นางจะรู้สึกคลื่นไส้ยิ่งกว่าเดิมส่วนหญิงสาวขี้เล่นก็นั่งลงข้างศิษย์พี่ของตน
“เจ้า” ผู้อาวุโสใหญ่ตบโต๊ะเสียงดังสนั่น อำนาจปราณสะเทือนเลื่อนลั่นแต่โต๊ะกลับไม่แม้แต่จะสะเทือนแม้สักนิด เรียกได้ว่าคุณภาพโต๊ะในโลกเซียนนั้นแข็งแกร่งสมชื่อ
“แล้วเจ้าล่ะ ว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ เจ้ามาที่วิหารยังไม่ครบเดือนก็ทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้แล้วหรือ? เหล่าผู้อาวุโสอยู่กันพร้อมหน้า เจ้าในฐานะผู้น้อยกลับไม่คิดจะเคารพผู้ใหญ่สักคำ?” คราวนี้เขาหันเป้าหมายไปที่หญิงสาวขี้เล่น น้ำเสียงกร้าวกระด้างแถมน้ำลายยังปลิวว่อนไปทั่ว เป็นนิมิตชัดเจนว่าเขากำลังโกรธจัด
“พวกเจ้าชรานี่มากไปแล้ว หากต้องให้ข้าทักทายพวกเจ้าทุกวัน ข้าว่าคงเหนื่อยตายเสียก่อน” ไม่ทันให้หญิงสาวขี้เล่นเอ่ยตอบ สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็สวนกลับแทนเสียก่อน
หญิงสาวขี้เล่นรีบกระตุกแขนเสื้อศิษย์พี่อย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณท่านมากศิษย์พี่”
นางรักศิษย์พี่คนนี้จริง ๆ แม้จะเย็นชาราวก้อนน้ำแข็ง แต่ต่อหน้านางกลับอบอุ่นนัก
หากวันนี้ไม่มีศิษย์พี่คอยปกป้อง ตนคงโดนผู้อาวุโสใหญ่ตำหนิจนไม่เหลือชิ้นดีแน่
นางชื่นชมศิษย์พี่แต่กลับเกลียดพื้นที่แห่งนี้เข้าไส้
พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความมืด ความอึดอัดและกลิ่นอายปีศาจ นางรู้ดีว่าคนในที่นี้ล้วนเป็นมารร้ายในสายตาของโลกภายนอก
เลวร้ายที่สุดคือนางไม่สามารถออกจากที่นี่ได้ตามใจราวกับนกน้อยในกรงทอง เฝ้ามองฟ้าไกลแต่ไม่อาจโบยบิน
และสิ่งที่นางโหยหาที่สุดคือพี่ชายของนาง บุรุษที่เพียงแค่ได้เห็นหน้าก็รู้สึกปลอดภัย
ทุกครั้งที่คิดถึงเขาในใจของนางจะมีคำถามเพียงหนึ่งเดียว
‘ท่านพี่ ท่านสบายดีหรือไม่?’
“สตรีศักดิ์สิทธิ์ เจ้าพูดจาเกินไปแล้ว” การที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ตวาดใส่ทั้งหมดเมื่อครู่ทำให้ผู้อาวุโสทั้งหลายต่างโกรธเกรี้ยวเป็นทวี เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาเหยียดหยามพวกเราขนาดนี้?
“เจ้าอย่าลืมว่าตำแหน่งสตรีศักดิ์สิทธิ์ในวันนี้เจ้าได้มาเพราะผู้ใด” ผู้อาวุโสใหญ่ตวาดเสียงต่ำหากไม่ติดเหตุผลบางอย่าง เจ้าอย่าหวังได้เหยียบเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว
“พูดราวกับว่าข้าสนใจตำแหน่งนี้นัก หากเจ้ากล้าก็มาเอาคืนไปเสียสิ” สตรีศักดิ์สิทธิ์ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา นางรู้ดีว่าทำไมอีกฝ่ายไม่กล้าขยับและก็เพราะแบบนั้นนางจึงกล้าได้ถึงเพียงนี้
“เจ้า” ผู้อาวุโสใหญ่ถึงกับสะอึก เหลืออดแล้ว อีกไม่นานอีกไม่นานข้าจะให้เจ้ารู้รส
“เอ่อ ผู้อาวุโสใหญ่ มิใช่ว่ามีเรื่องสำคัญต้องแจ้งหรือ? ถ้าเช่นนั้นบอกพวกเรามาเถิด” ผู้อาวุโสคนหนึ่งรีบเปลี่ยนเรื่อง น้ำเสียงอ่อนโยนในใจก็ภาวนา “เจ้าแก่เอ๊ย เจ้าเถียงกับนางจะไปได้อะไร? ไม่ใช่ไม่รู้ว่านางจงใจยั่วให้เจ้าเดือดหรือ แล้วเจ้าก็เอาแต่นั่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ก็ทำอะไรนางไม่ได้อยู่ดี”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะพูดถึงเรื่องสำคัญในวันนี้” ผู้อาวุโสใหญ่สูดลมหายใจลึกก่อนจะกล่าวเสียงเย็น
“คนที่ถูกส่งไปรับตัวว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ตายหมดแล้ว”
เสียงของเขานิ่งราวน้ำแข็ง แต่แฝงไว้ด้วยเพลิงโทสะลุกโชน แม้ผู้ตายจะเป็นเพียงสุนัขรับใช้ของพวกเขา แต่เรื่องนี้มิใช่เรื่องของคนหากเป็นเรื่องของหน้าและศักดิ์ศรี
วิหารอสูรยังไม่ทันจะเคลื่อนไหวอะไรให้โลกภายนอกประจักษ์ก็ถูกกระแทกหน้าเสียแล้ว
นี่มันไม่ใช่แค่ล้มเหลวแต่มันคือการโดนประจาน
หากข่าวนี้แพร่ออกไปในหมู่พรรคพวกในวิหาร รับรองว่าความฮึกเหิมในหมู่ชนย่อมสั่นคลอน
ยิ่งไปกว่านั้นยังอาจมีบางคนเริ่มส่งเสียง “นี่ไม่ใช่ลางดี ครั้งแรกก็ล้มเหลวแล้ว นี่แสดงว่าสวรรค์ยังไม่อนุญาตให้เราปรากฏตัว เราควรรอเวลาอยู่ในเงามือต่อไปจะดีกว่า”
หากแนวคิดเช่นนี้แพร่ขยายออกไป แผนการใดก็มลายสิ้น
“ว่าอย่างไรนะ? ฝ่ายใดกันแน่กล้าบังอาจถึงเพียงนี้? กล้าสังหารคนของพวกเรา?”
เสียงคำรามของเหล่าผู้อาวุโสระเบิดขึ้นพร้อมกันภายในวิหาร
ว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ฟังแล้วก็ลอบถอนใจโล่งอก
โชคดีที่นางยังไม่ดึงพี่ชายเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เช่นนั้นไม่อาจจินตนาการถึงผลลัพธ์
ขอเพียงพี่ชายยังมีชีวิตปกติอย่าตามหานางก็พอ
หากนางมีพลังเพียงพอนางจะไม่ลังเลแม้แต่น้อยและจะฆ่าพวกผู้อาวุโสนี้ทิ้งให้สิ้น
“ทุกท่านโปรดสงบก่อน พวกเจ้าไม่รู้สึกหรือว่าเรื่องนี้มันแปลกหรือ?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งลุกขึ้นยืน สีหน้าหนักแน่น เอ่ยคำถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง