เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 103 วันนี้คงคุยกันไม่ได้แล้ว

บทที่ 103 วันนี้คงคุยกันไม่ได้แล้ว

บทที่ 103 วันนี้คงคุยกันไม่ได้แล้ว


บทที่ 103 วันนี้คงคุยกันไม่ได้แล้ว

“ได้ขอรับ ท่านผู้อาวุโส” เสียงรับคำของเด็กรับใช้ร้านอาหารผู้หนึ่งที่เพิ่งอยู่ในหมู่ผู้มุงดูเมื่อครู่ ด้วยเขาเองก็เห็นกับตาว่าทั้งเอ๋อร์โก่วกับเสี่ยวไป๋นั้นมีพลังฝีมือสูงล้ำถึงเพียงไหน หากยังไม่ให้ความเคารพก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะปลอดภัยหรือไม่

ด้วยเหตุที่เสี่ยวไป๋และพวกเขามาที่นี่ทำให้กิจการของโรงเตี๊ยมในวันนี้พลันคึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนมากมายต่างแห่แหนกันมาชมบุรุษผู้หล่อเหลา แข็งแกร่งและอัธยาศัยดีผู้นี้เพราะไม่ว่าเขาจะไปที่ใดก็ล้วนดึงดูดสายตาเช่นเดียวกับแสงดาวท่ามกลางราตรี

ทว่าเสี่ยวไป๋กลับไม่ชอบบรรยากาศเช่นนี้เอาเสียเลย

ในโรงเตี๊ยม เหล่าผู้คนเกือบทั้งหมดต่างจ้องมองเขา บ้างก็มองตรง ๆ บ้างก็เหลือบสายตามองลอบ ๆ ด้วยความเขินอาย แต่สุดท้ายแล้วก็ยังคงมองอยู่ดี

“ให้ตายเถอะ เหตุใดเจ้าพวกนี้ถึงทำราวกับข้ามาเดินเล่นในสวนสัตว์ แล้วยังบังเอิญมีหมีแพนด้ามาโชว์ตัวอีก?” เสี่ยวไป๋หน้าดำคร่ำเคร่ง ‘ใครจะกินก็จงกิน ใครจะบำเพ็ญเพียรก็จงบำเพ็ญ ใครจะตายก็จงตายไปเถิด พวกเจ้าจ้องข้าทำไมกัน น่าขายหน้าจะตายไป’

[เจ้ายังรู้จักคำว่าขายหน้าด้วยหรือ?] ระบบเอ่ยประชดหากเสี่ยวไป๋รู้จักความอายมันก็คงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นเสี่ยวเฮยเสียแล้ว

“หึ พวกเขามองไม่เห็นเจ้า เจ้าก็พูดได้ง่าย หากแน่จริงก็จงแปลงร่างออกมาเดินให้คนจ้องดูบ้างสิ” เสี่ยวไป๋สบถในใจ เขารู้ดีว่าเจ้าระบบนี้มันไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของการถูกจ้องมองเหมือนสัตว์หายากมาก่อนเลย

“เสี่ยวเอ๋อร์ ห่อกลับ” เสี่ยวไป๋ตัดสินใจไม่กินที่นี่เสียแล้ว ทนสายตาเหล่านั้นไม่ไหวจริง ๆ ถอยดีกว่า

“ห่อกลับ? กลับไหน? ไยจึงต้องห่อกลับด้วย?” เอ๋อร์โก่วถามด้วยความฉงน ที่นี่ก็น่านั่งดี ทำไมต้องไปกินที่อื่นด้วย?

“เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าทุกคนกำลังจ้องมองพวกเรา?” เสี่ยวไป๋แทบไม่เชื่อว่าเอ๋อร์โก่วจะไม่รู้สถานการณ์

“เห็นสิ แล้วทำไมล่ะ?” เอ๋อร์โก่วยิ่งงงกว่าเดิม

“เจ้าไม่รู้สึกอึดอัดเวลาถูกจ้องมองตลอดเวลาหรือไง?” เสี่ยวไป๋แทบบ้า ทำไมไอ้เจ้าหมานี่ถึงเข้าใจอะไรยากขนาดนี้? แต่พอคิดว่าอีกฝ่ายเป็นฮัสกี้ เขาก็รู้สึกว่าอาการนี้ก็ปกติดีแล้ว อย่างน้อยก็ไม่โง่เกินไป

“ทำไมถึงต้องอึดอัดด้วยล่ะ?” เอ๋อร์โก่วถูกเสี่ยวไป๋พาเข้าดงหมอกแห่งความไม่เข้าใจอีกครั้ง

ในสายตาของเอ๋อร์โก่ว แค่ไม่กี่คนจ้องมองนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย เมื่อคราวอยู่ในแดนเทพ เหตุการณ์หนักหนากว่านี้เขายังผ่านมาแล้ว คนทั้งภพจ้องมองก็ยังไม่สะเทือน

“เวรเอ๊ย” เสี่ยวไป๋ถอนใจหนักหน่วง ‘ข้าคุยกับหมานี่ไม่รู้เรื่องแล้วจริง ๆ’

“เชอะ ๆ ๆ” เอ๋อร์โก่วทำเสียงกระลิกราวกับเด็กช่างแกล้ง “อย่าบอกนะว่าเจ้ากำลังเขินอยู่? ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนอย่างเจ้าจะรู้จักคำว่าอายได้ด้วย”

“ข้าไม่อายเสียหน่อย ข้าไม่กลัวฟ้าดินจะกลัวแค่สายตาแค่นี้ได้ยังไง?” เสี่ยวไป๋ฝืนยิ้ม ใจจริงอยากจะฟาดมันไปแล้วสักที เจ้านี่มันกวนตีนเกินไปจริง ๆ แล้วไอ้ที่เขาตบไปก่อนหน้านี้ยังถือว่าเบาเกินไปเสียอีก

“เชอะ เชอะ เชอะ ปากกล้าเข้าไว้เถอะ ข้าดูสิว่าเจ้า...เฮ้ย เก็บมีดก่อน” เอ๋อร์โก่วถึงกับร้องลั่นเมื่อเห็นเสี่ยวไป๋ควัก ‘ศาสตราประจำตัว’ ออกมาอีกครั้ง

ขณะที่มันพูด เสี่ยวไป๋ก็หยิบมีดเทพประจำใจออกมาแล้ว ทั้งยังใช้ด้านใบมีดส่องหน้าตัวเองเหมือนเป็นกระจก

เอ่อ ใช้มีดเป็นกระจกนี่ก็ค่อนข้างประหลาดอยู่เหมือนกัน

แต่ในสายตาเอ๋อร์โก่ว มันไม่ใช่แค่ประหลาดเพราะมันเคยบอกไปแล้วว่าสัญชาตญาณมันบอกว่าไอ้มีดนี่อันตรายมาก ร่างมันคงทนไม่ได้แน่ ๆ ต้องอยู่ให้ห่างไว้จะดีกว่า

“เสี่ยวไป๋ มีอะไรก็พูดกันดี ๆ วางมีดก่อนเถอะ” เอ๋อร์โก่วรีบออกตัวทันที นี่ไม่ใช่การกลัว แต่เป็นการถอยเชิงยุทธศาสตร์

“วางทำไมล่ะ?” เสี่ยวไป๋ถามด้วยน้ำเสียงเดียวกับที่เอ๋อร์โก่วพูดเมื่อครู่

“ก็เจ้าถือมีดเดินไปเดินมาแบบนี้มันดูไม่เหมาะสมน่ะสิ” เอ๋อร์โก่วชักเริ่มรู้สึกคุ้น ๆ กับคำพูดนี้

“ข้าไม่เห็นว่าจะมีอะไรไม่ดีเลย เจ้าไม่รู้สึกหรือ?”

“เชอะ ๆ ๆ อย่าบอกนะว่าเจ้ากลัวไปแล้ว?”

“เวรเอ๊ย” เอ๋อร์โก่วถึงกับด่าออกมา เขาเพิ่งนึกออกว่าเมื่อครู่ตนเองเป็นคนพูดประโยคพวกนี้กับเสี่ยวไป๋ ตอนนี้ถึงคิวเสี่ยวไป๋เอาคืนแล้วสินะ

“จางชื่อเกอ ใครชื่อจางชื่อเกอบ้าง?”

ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนก็ดังขึ้นจากหน้าประตูโรงเตี๊ยม มีชายชุดดำสองคนยืนอยู่ แต่งกายไม่ต่างจากพวกชุดดำที่เสี่ยวไป๋ฆ่าไปก่อนหน้านี้เลย

“เป็นพวกมันอีกแล้ว” จางชื่อเกอเงยหน้าขึ้นตามเสียงและเมื่อเห็นคนพูดก็เบิกตากว้างด้วยความโกรธแค้นจนมือกำแน่น เส้นเลือดบนกำปั้นปูดโปน เสียงข้อนิ้วดังกรอบแกรบ แสดงให้เห็นว่าความแค้นของเขานั้นฝังลึกเพียงใด

“เป็นกลิ่นอายเดิมเลย พวกมันมาจากคนของจักรพรรดิเทพ” เอ๋อร์โก่วสัมผัสได้ทันทีว่าเป็นคนกลุ่มเดิมกับคราวก่อน

“อีกแล้วรึ?” เสี่ยวไป๋เองก็อยากจะหาตัวเจ้าจักรพรรดิเทพนั่นให้เจอเสียที ถ้าหาเจอเขาคงจะต่อยไปสักหมัดแล้วจบเรื่องกันไปเลย แต่น่าเสียดายที่เขาจำกลิ่นอายของอีกฝ่ายไม่ได้จึงตามรอยไม่ได้ ต้องรอให้พวกมันปรากฏตัวอีกครั้งเท่านั้น

เขาหันไปมองจางชื่อเกอซึ่งยืนอยู่เบื้องหลัง ในแววตาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะ เมื่อนำมารวมกับสิ่งที่จางชื่อเกอเคยพูดไว้ตอนพบกันครั้งแรกและคำพูดจากผู้มุงดูรอบข้าง เสี่ยวไป๋ก็เข้าใจได้ทันทีว่าทั้งหมดมันเรื่องอะไร

แล้วไยไม่รวมข้อมูลจากเนตรเทวะ? เพราะข้อมูลที่มันให้ไม่ต่างอะไรกับไม่ให้เลยจึงไม่มีประโยชน์จะใส่ใจ

เสี่ยวไป๋ค่อย ๆ ก้าวเดินไปยังเบื้องหน้าชายชุดดำทั้งสอง เอ่ยขึ้นว่า “เจ้ามีธุระอันใด?”

แม้รู้ว่าคำตอบสุดท้ายของพวกมันคือความตาย แต่เสี่ยวไป๋ก็ยังคงต้องให้โอกาสมันพูดก่อน

“แค่เศษสวะ” หนึ่งในชายชุดดำหรี่ตามอง เมื่อเห็นว่าเสี่ยวไป๋ไม่มีพลังลมปราณแผ่ออกมาแม้แต่น้อยก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาจึงคิดว่าเป็นพวกที่หาเรื่องได้ง่ายนัก

ทันใดนั้น เขาก็สะบัดฝ่ามือเบา ๆ พลังกระบวนมือรวมพลันฟาดเข้าใส่เสี่ยวไป๋ คลื่นลมปราณพุ่งทะยานออกมา แรงกดดันมหาศาลทำให้ผู้คนโดยรอบถอยกรูดไปหลายก้าวในบัดดล

จบบทที่ บทที่ 103 วันนี้คงคุยกันไม่ได้แล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว