- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 96 สุนัขตัวไหนมันด่าข้า?
บทที่ 96 สุนัขตัวไหนมันด่าข้า?
บทที่ 96 สุนัขตัวไหนมันด่าข้า?
บทที่ 96 สุนัขตัวไหนมันด่าข้า?
จู่ ๆ เฒ่าเว่ยก็เปล่งเสียงอย่างฮึกเหิม
“ในยามที่ทุกคนคิดว่าตระกูลหลิวถึงกาลอวสาน เจ้าตระกูลคนปัจจุบันก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างองอาจ เขาสำเร็จการปิดด่านทะลวงสู่ขอบเขตจักรพรรดิเทพและกลายเป็นจักรพรรดิเทพที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ทันทีที่ปรากฏตัวก็เปิดศึกกับเจ้าตระกูลจางและสุดท้ายก็สังหารเจ้าตระกูลจางลงด้วยมือตัวเองแถมร่างกายยังไม่ระคายแม้แต่น้อย” เฒ่าเว่ยพูดถึงตรงนี้ ดวงตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจก่อนกล่าวต่อ “จากนั้น เจ้าตระกูลก็กวาดล้างศัตรูทั้งหมด ไม่ว่าสังกัดอำนาจใดล้วนถูกสังหารจนสิ้น”
“แน่นอนว่าผลลัพธ์ก็คือ ตระกูลหลิวของเรากับตระกูลอื่น ๆ กลายเป็นศัตรูกัน ต่อให้ผิวเผินจะทำเหมือนเป็นสหายแท้ แต่ในใจย่อมอยากล้างผลาญกันทั้งนั้น”
“อืม...สมควรได้รับความนับถือ” เสี่ยวไป๋พยักหน้าเห็นด้วย เป็นบุรุษห้าวหาญโดยแท้ เพิ่งทะลวงสู่จักรพรรดิเทพก็กล้าท้าทายห้าตระกูลใหญ่ ความกล้านี้คู่ควรแก่การสดุดี
เอ๋อร์โก่วก็พยักหน้าเช่นกัน “เยี่ยมมาก เยี่ยมมาก” ผู้ใดที่มีคุณธรรมและความกตัญญูจะได้รับคะแนนความนับถือสูงสุดจากเขา
หนานกงอวิ๋นม่อก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวอันใด ในเมื่อพูดถึงพ่อตาแห่งอนาคต ยังไงก็คะแนนเต็มอยู่แล้ว
“ราวกับมีเค้าเงาของอาจารย์ข้าในวันวานเลย...” อู๋ม่อหย่งระลึกถึงอาจารย์ของตนเอง ผู้ที่เคยช่วยเขาออกจากขุมนรกบนดิน ทว่ายามอาจารย์ถูกใส่ร้าย ตนกลับไม่อาจช่วยสิ่งใดได้เลย
“ข้า...เป็นได้เพียงคนไร้ค่าใช่หรือไม่?” เขานึกถึงคำดูแคลนในอดีตก่อนพบอาจารย์
“ศิษย์พี่...” ชายชุดดำผู้เป็นศิษย์น้องรู้ดีว่าศิษย์พี่ตนเคยผ่านอะไรมาบ้าง เวลานี้ก็ได้แต่ปลอบใจอยู่ข้าง ๆ
“ข้าเองก็มิใช่คนกล้าอะไรนัก” ชายชุดดำหัวเราะเยาะตนเองในใจ ถ้าหากมิใช่เพราะจิตใจขลาดเขลาจะคลุมผ้าคลุมดำปิดบังหน้าตาอยู่ทุกวันเช่นนี้ได้อย่างไร?
“เฮ้ พวกเจ้าสองหน่อ ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามีความแค้นอยู่ในใจ ข้าเองก็ไม่คิดจะบังคับให้ปล่อยวาง แต่ด้วยสภาพเช่นนี้ พวกเจ้าจะไม่มีวันทะลวงผ่านปมในใจได้เลย หากปมยังคงอยู่ พลังยุทธ์ของพวกเจ้าก็จะหยุดชะงัก” เอ๋อร์โก่วกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น แปลกประหลาดนักที่ตนจะพูดจาปลอบใจคนเช่นนี้
“ท่านหมา...พูดน่ะมันง่าย แต่ทำจริง ๆ มันยากเยี่ยงไร ท่านก็รู้” อู๋ม่อหย่งเข้าใจหลักการพวกนี้ดีอยู่แล้ว ทุกคนก็รู้ แต่พอถึงเวลาทำจริง ๆ น่ะหรือ? ยากนัก
ก็เหมือนนักศึกษาที่ตั้งปณิธานช่วงเปิดเทอมว่าจะตื่นเช้า ออกกำลังกาย ไม่ขาดเรียน ไม่แตะมือถือ อ่านหนังสือให้มากขึ้น ฟิตหุ่นให้เฟิร์ม แล้วก็เลิกเล่นเกม พูดง่ายเหมือนลมพัด แต่จะมีสักกี่คนทำได้จริง?
“พวกเจ้าอยากล้างแค้นหรือไม่? ข้าสาบานว่าในสิบปีจะให้เจ้าทะลวงถึงขอบเขตจักรพรรดิเทพ” เอ๋อร์โก่วประกาศกึกก้อง เหตุที่เขายอมช่วยพวกนี้ก็เพราะนึกถึงสหายคนหนึ่งในแดนเทพที่มีชะตาคล้ายกัน เขาจึงอยากเป็นเทพผู้โปรดสัตว์สักครั้ง ช่วยเหลือพวกเขาสักหน
“เฮ้อ...หลังจากข้าถูกพวกสารเลวนั่นผนึกไปคงทำให้เขาลำบากไม่น้อย” เอ๋อร์โก่วนึกถึงสหายผู้จากกัน เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องคลุ้มคลั่งแน่นอนอาจถึงขั้นฝ่าฝืนกฎแห่งแดนเทพ แม้จะไม่ถึงตาย แต่ชีวิตอิสระคงสลายหายสิ้น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะตนเมื่อครั้นเย่อหยิ่งนัก
ณ ท่ามกลางหมู่ดาวนับแสนล้านดวงมีมิติลับหนึ่งซ่อนอยู่ ในมิตินั้นมีเพียงกระท่อมเล็กหนึ่งหลัง ภายในมีชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งกำลังพลิกดูตำราสีเหลืองซีดเก่า
ทันใดนั้น
“ฮัดชิ่ว” ชายหนุ่มจามแรงแล้วลูบจมูก
“บัดซบ สุนัขตัวไหนมันด่าข้า?”
หลังตะโกนออกมา เขาก็พลันตกอยู่ในห้วงความคิดเพียงเพราะคำว่าสุนัขทำให้เขานึกถึงวันวาน
“ไม่รู้ว่าเจ้านั่นตายไปแล้วหรือยัง...” เขากล่าวพร้อมแววตาเจ็บปวด แม้ปากจะพูดโกรธ แต่ใจกลับเจ็บลึก “หลายพันปีแล้ว...เจ้าหายตัวไปหลายพันปีแล้ว เจ้าหายไปไหนกันแน่? เหล่าผู้พิทักษ์แห่งแดนเทพกักข้าไว้ในที่แห่งนี้ ให้ข้าปกครองพื้นที่นี้ แต่เจ้าน่ะ...เจ้าไม่อยู่”
ทันใดนั้น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเข้มข้น
“งั้นข้าจะปกครองบิดาเจ้าเถอะ พี่น้องเอ๋ย...ไม่สิ ไอ้สุนัขเวรเอ๋ย รอข้าก่อน ข้าจะทะลวงถึงระดับนั้น แล้วจะฝ่ามิตินี้ออกไปตามหาเจ้าให้จงได้ อย่าได้ห่วง อีกไม่นาน...อีกไม่นานเราจะได้พบกันอีกครั้ง แล้วข้าจะทวงหนี้ที่เจ้ายังค้างอยู่ด้วย”
...
“จริงหรือขอรับ ท่านหมา? เพียงสิบปีเท่านั้นหรือ?” อู๋ม่อหย่งกับชายชุดดำตื่นเต้นสุดขีด เดิมทีด้วยความเร็วในการบ่มเพาะของพวกเขา การทะลวงถึงจักรพรรดิเทพคือความฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่คำพูดของท่านหมาในตอนนี้กลับจุดไฟขึ้นในใจพวกเขาเพราะใจพวกเขาแทบถูกเผาผลาญด้วยเพลิงแค้นไปแล้ว
“หึ โอหังนัก” หนึ่งในผู้อาวุโสที่เคยโดนซ้อมกระแทกเสียงขึ้น เขามิใช่ไม่ยอมรับฝีมือของเอ๋อร์โก่ว แต่ในสายตาเขา คำพูดเหล่านี้ไร้สาระโดยแท้เพราะพวกเขาล้วนคิดว่าเอ๋อร์โก่วกล้าทำเช่นนี้ได้ก็เพราะมีเสี่ยวไป๋หนุนหลังอยู่
ทะลวงจากจอมวิญญาณขั้นหนึ่งสู่จักรพรรดิเทพในสิบปี ใครจะไปเชื่อ? เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นเทพหรืออย่างไร?
แต่เสี่ยวไป๋เพียงสะบัดมือผู้อาวุโสผู้นั้นก็สลายสิ้น ไม่มีแม้คำสั่งลา
“พูดมากไป มันไม่ดีหรอกนะ” เขาหันไปมองบรรดาผู้ที่เคยถูกซ้อมมาก่อนด้วยสายตาเย็นชา เหล่านี้ล้วนเป็นพวกไม่จดจำบทเรียน ฟังคนอื่นพูดดี ๆ ก็ไม่ได้ ต้องรนหาที่ตายเสียจริง
“เจ้าหนู ข้าลงมือกะทันหันเช่นนี้ ต้องขออภัยเจ้าด้วย” เสี่ยวไป๋หันไปมองหลิวจื่อซีด้วยแววตาละอาย ต่อหน้านายของคนแล้วลงมือฆ่าคน มันดูไม่เหมาะ แม้ว่าคนพวกนั้นจะไม่ใช่คนดีอะไรและนายผู้นั้นก็คือสะใภ้ในอนาคตก็ตาม
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะท่านผู้อาวุโส พวกเขายังไงก็อยู่ไม่นานอยู่แล้ว” หลิวจื่อซีไม่ใส่ใจนักเพราะยังไงในวันหน้า นางก็ต้องเรียกเสี่ยวไป๋ว่า ‘อาจารย์’ อยู่ดีและพวกผู้อาวุโสสารเลวพวกนั้น ไม่ตายตอนนี้ก็ต้องตายในภายภาคหน้า
เอ๋อร์โก่วมองเสี่ยวไป๋ด้วยแววตาซาบซึ้ง “ดีมาก สหายเช่นนี้แหละ ของจริง” ไม่ต้องใช้คำพูด ไม่ต้องส่งสัญญาณ แค่มองตาก็รู้ใจแถมยังไม่ชักช้า จัดการทันที
“จริง ๆ แล้ว มีวิธีเร็วกว่านี้มากมาย เพียงแต่ในระดับโลกนี้ พลังวิญญาณแห่งฟ้าดินต่ำต้อยเกินไป หากฝืนใช้วิธีเหล่านั้นจะยังไม่ทันได้เพิ่มพลังก็โดนดูดจนตายเสียก่อนเพราะฉะนั้นใช้ไม่ได้เลย หากเป็นในโลกขั้นสูงล่ะก็ สิบปีอาจยังนานเกินไป” เอ๋อร์โก่วกล่าว ความเป็นเทพในตัวเขา แม้จะเคยรุ่งเรืองก็รู้ดีว่าพื้นฐานเทพย่อมเหนือคนธรรมดาหลายพันเท่า
“โปรดเมตตาเราสองพี่น้องด้วยเถิดขอรับท่านหมา หากเราได้ล้างแค้นสมใจต่อให้ต้องเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่านตลอดชีวิต เราก็ยินดี” อู๋ม่อหย่งกับชายชุดดำคุกเข่าลงต่อหน้าเอ๋อร์โก่ว พวกเขาไม่เคยคุกเข่าต่อผู้ใดนอกจากอาจารย์ วันนี้พวกเขาทำเช่นนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาอันแรงกล้าในการล้างแค้น