เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 96 สุนัขตัวไหนมันด่าข้า?

บทที่ 96 สุนัขตัวไหนมันด่าข้า?

บทที่ 96 สุนัขตัวไหนมันด่าข้า?


บทที่ 96 สุนัขตัวไหนมันด่าข้า?

จู่ ๆ เฒ่าเว่ยก็เปล่งเสียงอย่างฮึกเหิม

“ในยามที่ทุกคนคิดว่าตระกูลหลิวถึงกาลอวสาน เจ้าตระกูลคนปัจจุบันก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างองอาจ เขาสำเร็จการปิดด่านทะลวงสู่ขอบเขตจักรพรรดิเทพและกลายเป็นจักรพรรดิเทพที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ทันทีที่ปรากฏตัวก็เปิดศึกกับเจ้าตระกูลจางและสุดท้ายก็สังหารเจ้าตระกูลจางลงด้วยมือตัวเองแถมร่างกายยังไม่ระคายแม้แต่น้อย” เฒ่าเว่ยพูดถึงตรงนี้ ดวงตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจก่อนกล่าวต่อ “จากนั้น เจ้าตระกูลก็กวาดล้างศัตรูทั้งหมด ไม่ว่าสังกัดอำนาจใดล้วนถูกสังหารจนสิ้น”

“แน่นอนว่าผลลัพธ์ก็คือ ตระกูลหลิวของเรากับตระกูลอื่น ๆ กลายเป็นศัตรูกัน ต่อให้ผิวเผินจะทำเหมือนเป็นสหายแท้ แต่ในใจย่อมอยากล้างผลาญกันทั้งนั้น”

“อืม...สมควรได้รับความนับถือ” เสี่ยวไป๋พยักหน้าเห็นด้วย เป็นบุรุษห้าวหาญโดยแท้ เพิ่งทะลวงสู่จักรพรรดิเทพก็กล้าท้าทายห้าตระกูลใหญ่ ความกล้านี้คู่ควรแก่การสดุดี

เอ๋อร์โก่วก็พยักหน้าเช่นกัน “เยี่ยมมาก เยี่ยมมาก” ผู้ใดที่มีคุณธรรมและความกตัญญูจะได้รับคะแนนความนับถือสูงสุดจากเขา

หนานกงอวิ๋นม่อก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวอันใด ในเมื่อพูดถึงพ่อตาแห่งอนาคต ยังไงก็คะแนนเต็มอยู่แล้ว

“ราวกับมีเค้าเงาของอาจารย์ข้าในวันวานเลย...” อู๋ม่อหย่งระลึกถึงอาจารย์ของตนเอง ผู้ที่เคยช่วยเขาออกจากขุมนรกบนดิน ทว่ายามอาจารย์ถูกใส่ร้าย ตนกลับไม่อาจช่วยสิ่งใดได้เลย

“ข้า...เป็นได้เพียงคนไร้ค่าใช่หรือไม่?” เขานึกถึงคำดูแคลนในอดีตก่อนพบอาจารย์

“ศิษย์พี่...” ชายชุดดำผู้เป็นศิษย์น้องรู้ดีว่าศิษย์พี่ตนเคยผ่านอะไรมาบ้าง เวลานี้ก็ได้แต่ปลอบใจอยู่ข้าง ๆ

“ข้าเองก็มิใช่คนกล้าอะไรนัก” ชายชุดดำหัวเราะเยาะตนเองในใจ ถ้าหากมิใช่เพราะจิตใจขลาดเขลาจะคลุมผ้าคลุมดำปิดบังหน้าตาอยู่ทุกวันเช่นนี้ได้อย่างไร?

“เฮ้ พวกเจ้าสองหน่อ ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามีความแค้นอยู่ในใจ ข้าเองก็ไม่คิดจะบังคับให้ปล่อยวาง แต่ด้วยสภาพเช่นนี้ พวกเจ้าจะไม่มีวันทะลวงผ่านปมในใจได้เลย หากปมยังคงอยู่ พลังยุทธ์ของพวกเจ้าก็จะหยุดชะงัก” เอ๋อร์โก่วกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น แปลกประหลาดนักที่ตนจะพูดจาปลอบใจคนเช่นนี้

“ท่านหมา...พูดน่ะมันง่าย แต่ทำจริง ๆ มันยากเยี่ยงไร ท่านก็รู้” อู๋ม่อหย่งเข้าใจหลักการพวกนี้ดีอยู่แล้ว ทุกคนก็รู้ แต่พอถึงเวลาทำจริง ๆ น่ะหรือ? ยากนัก

ก็เหมือนนักศึกษาที่ตั้งปณิธานช่วงเปิดเทอมว่าจะตื่นเช้า ออกกำลังกาย ไม่ขาดเรียน ไม่แตะมือถือ อ่านหนังสือให้มากขึ้น ฟิตหุ่นให้เฟิร์ม แล้วก็เลิกเล่นเกม พูดง่ายเหมือนลมพัด แต่จะมีสักกี่คนทำได้จริง?

“พวกเจ้าอยากล้างแค้นหรือไม่? ข้าสาบานว่าในสิบปีจะให้เจ้าทะลวงถึงขอบเขตจักรพรรดิเทพ” เอ๋อร์โก่วประกาศกึกก้อง เหตุที่เขายอมช่วยพวกนี้ก็เพราะนึกถึงสหายคนหนึ่งในแดนเทพที่มีชะตาคล้ายกัน เขาจึงอยากเป็นเทพผู้โปรดสัตว์สักครั้ง ช่วยเหลือพวกเขาสักหน

“เฮ้อ...หลังจากข้าถูกพวกสารเลวนั่นผนึกไปคงทำให้เขาลำบากไม่น้อย” เอ๋อร์โก่วนึกถึงสหายผู้จากกัน เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องคลุ้มคลั่งแน่นอนอาจถึงขั้นฝ่าฝืนกฎแห่งแดนเทพ แม้จะไม่ถึงตาย แต่ชีวิตอิสระคงสลายหายสิ้น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะตนเมื่อครั้นเย่อหยิ่งนัก

ณ ท่ามกลางหมู่ดาวนับแสนล้านดวงมีมิติลับหนึ่งซ่อนอยู่ ในมิตินั้นมีเพียงกระท่อมเล็กหนึ่งหลัง ภายในมีชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งกำลังพลิกดูตำราสีเหลืองซีดเก่า

ทันใดนั้น

“ฮัดชิ่ว” ชายหนุ่มจามแรงแล้วลูบจมูก

“บัดซบ สุนัขตัวไหนมันด่าข้า?”

หลังตะโกนออกมา เขาก็พลันตกอยู่ในห้วงความคิดเพียงเพราะคำว่าสุนัขทำให้เขานึกถึงวันวาน

“ไม่รู้ว่าเจ้านั่นตายไปแล้วหรือยัง...” เขากล่าวพร้อมแววตาเจ็บปวด แม้ปากจะพูดโกรธ แต่ใจกลับเจ็บลึก “หลายพันปีแล้ว...เจ้าหายตัวไปหลายพันปีแล้ว เจ้าหายไปไหนกันแน่? เหล่าผู้พิทักษ์แห่งแดนเทพกักข้าไว้ในที่แห่งนี้ ให้ข้าปกครองพื้นที่นี้ แต่เจ้าน่ะ...เจ้าไม่อยู่”

ทันใดนั้น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเข้มข้น

“งั้นข้าจะปกครองบิดาเจ้าเถอะ พี่น้องเอ๋ย...ไม่สิ ไอ้สุนัขเวรเอ๋ย รอข้าก่อน ข้าจะทะลวงถึงระดับนั้น แล้วจะฝ่ามิตินี้ออกไปตามหาเจ้าให้จงได้ อย่าได้ห่วง อีกไม่นาน...อีกไม่นานเราจะได้พบกันอีกครั้ง แล้วข้าจะทวงหนี้ที่เจ้ายังค้างอยู่ด้วย”

...

“จริงหรือขอรับ ท่านหมา? เพียงสิบปีเท่านั้นหรือ?” อู๋ม่อหย่งกับชายชุดดำตื่นเต้นสุดขีด เดิมทีด้วยความเร็วในการบ่มเพาะของพวกเขา การทะลวงถึงจักรพรรดิเทพคือความฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่คำพูดของท่านหมาในตอนนี้กลับจุดไฟขึ้นในใจพวกเขาเพราะใจพวกเขาแทบถูกเผาผลาญด้วยเพลิงแค้นไปแล้ว

“หึ โอหังนัก” หนึ่งในผู้อาวุโสที่เคยโดนซ้อมกระแทกเสียงขึ้น เขามิใช่ไม่ยอมรับฝีมือของเอ๋อร์โก่ว แต่ในสายตาเขา คำพูดเหล่านี้ไร้สาระโดยแท้เพราะพวกเขาล้วนคิดว่าเอ๋อร์โก่วกล้าทำเช่นนี้ได้ก็เพราะมีเสี่ยวไป๋หนุนหลังอยู่

ทะลวงจากจอมวิญญาณขั้นหนึ่งสู่จักรพรรดิเทพในสิบปี ใครจะไปเชื่อ? เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นเทพหรืออย่างไร?

แต่เสี่ยวไป๋เพียงสะบัดมือผู้อาวุโสผู้นั้นก็สลายสิ้น ไม่มีแม้คำสั่งลา

“พูดมากไป มันไม่ดีหรอกนะ” เขาหันไปมองบรรดาผู้ที่เคยถูกซ้อมมาก่อนด้วยสายตาเย็นชา เหล่านี้ล้วนเป็นพวกไม่จดจำบทเรียน ฟังคนอื่นพูดดี ๆ ก็ไม่ได้ ต้องรนหาที่ตายเสียจริง

“เจ้าหนู ข้าลงมือกะทันหันเช่นนี้ ต้องขออภัยเจ้าด้วย” เสี่ยวไป๋หันไปมองหลิวจื่อซีด้วยแววตาละอาย ต่อหน้านายของคนแล้วลงมือฆ่าคน มันดูไม่เหมาะ แม้ว่าคนพวกนั้นจะไม่ใช่คนดีอะไรและนายผู้นั้นก็คือสะใภ้ในอนาคตก็ตาม

“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะท่านผู้อาวุโส พวกเขายังไงก็อยู่ไม่นานอยู่แล้ว” หลิวจื่อซีไม่ใส่ใจนักเพราะยังไงในวันหน้า นางก็ต้องเรียกเสี่ยวไป๋ว่า ‘อาจารย์’ อยู่ดีและพวกผู้อาวุโสสารเลวพวกนั้น ไม่ตายตอนนี้ก็ต้องตายในภายภาคหน้า

เอ๋อร์โก่วมองเสี่ยวไป๋ด้วยแววตาซาบซึ้ง “ดีมาก สหายเช่นนี้แหละ ของจริง” ไม่ต้องใช้คำพูด ไม่ต้องส่งสัญญาณ แค่มองตาก็รู้ใจแถมยังไม่ชักช้า จัดการทันที

“จริง ๆ แล้ว มีวิธีเร็วกว่านี้มากมาย เพียงแต่ในระดับโลกนี้ พลังวิญญาณแห่งฟ้าดินต่ำต้อยเกินไป หากฝืนใช้วิธีเหล่านั้นจะยังไม่ทันได้เพิ่มพลังก็โดนดูดจนตายเสียก่อนเพราะฉะนั้นใช้ไม่ได้เลย หากเป็นในโลกขั้นสูงล่ะก็ สิบปีอาจยังนานเกินไป” เอ๋อร์โก่วกล่าว ความเป็นเทพในตัวเขา แม้จะเคยรุ่งเรืองก็รู้ดีว่าพื้นฐานเทพย่อมเหนือคนธรรมดาหลายพันเท่า

“โปรดเมตตาเราสองพี่น้องด้วยเถิดขอรับท่านหมา หากเราได้ล้างแค้นสมใจต่อให้ต้องเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่านตลอดชีวิต เราก็ยินดี” อู๋ม่อหย่งกับชายชุดดำคุกเข่าลงต่อหน้าเอ๋อร์โก่ว พวกเขาไม่เคยคุกเข่าต่อผู้ใดนอกจากอาจารย์ วันนี้พวกเขาทำเช่นนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาอันแรงกล้าในการล้างแค้น

จบบทที่ บทที่ 96 สุนัขตัวไหนมันด่าข้า?

คัดลอกลิงก์แล้ว