- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 70 สัตว์เลี้ยงของท่านผู้อาวุโส ย่อมต้องมีพลังไม่ธรรมดาแน่นอน
บทที่ 70 สัตว์เลี้ยงของท่านผู้อาวุโส ย่อมต้องมีพลังไม่ธรรมดาแน่นอน
บทที่ 70 สัตว์เลี้ยงของท่านผู้อาวุโส ย่อมต้องมีพลังไม่ธรรมดาแน่นอน
บทที่ 70 สัตว์เลี้ยงของท่านผู้อาวุโส ย่อมต้องมีพลังไม่ธรรมดาแน่นอน
“ติง ภารกิจเสริมถูกกระตุ้น
ชื่อภารกิจ: เสาะหาศิษย์สายตรงที่เหมาะสม
เงื่อนไขภารกิจ: ให้นำเคล็ดวิชาบรรจุไว้ในแหวนมิติ หลังจากนั้นสามลมหายใจเคล็ดวิชาจะเริ่มค้นหาผู้มีวาสนาโดยอัตโนมัติ
หากถึงคราวที่จำเป็นต้องปรากฏตัว ระบบจะออกแจ้งเตือนให้โฮสต์รับรู้
รางวัลความสำเร็จ: สติ๊กเกอร์ติดอัปเกรดกระปุกออมสิน
โทษจากความล้มเหลว: ยึดหินวิญญาณทั้งหมด”
“เวรเอ๊ย ทำไมโทษมันโหดถึงขนาดนี้ล่ะ นี่มันจะเอาชีวิตข้าเลยรึไง?” เสี่ยวไป๋สูดลมหายใจเย็นยะเยือก บัดซบเอ๊ย ทำไมรางวัลกับโทษถึงไม่สมดุลกันเลยสักครั้ง?
“ระบบ ข้าสามารถไม่รับภารกิจนี้ได้หรือไม่?” เสี่ยวไป๋คิดว่าปล่อยให้ตนเสาะหาผู้มีวาสนาเองยังจะดีกว่า ภารกิจนี่มันดูจะเอาเปรียบเขาเกินไปหน่อย
“ได้สิ” ระบบตอบเสียงราบเรียบ
“ข้าเลือก...” เสี่ยวไป๋ยังพูดไม่จบ ทันใดนั้นเคล็ดกลืนหลอมหกฝังที่อยู่ในแหวนมิติก็กลายเป็นแสงสายหนึ่งพุ่งหายไปทันที
“โอ๊ย ช้าไปก้าวเดียวเอง” ระบบพูดอย่างอ้อยอิ่งทำท่าคร่ำครวญช้า ๆ อย่างเจตนา
“เวรเอ๊ย...พอเหอะ ข้าไม่พูดแล้ว” เสี่ยวไป๋รู้สึกว่าหากพูดต่อ เขาจะระเบิดออกกลางอากาศด้วยความคับแค้นใจ
“เอาล่ะ เรื่องนี้ก็จัดการเรียบร้อยแล้ว เจ้าหนู ข้าขอถามอะไรหน่อย” เสี่ยวไป๋กลับเข้าสู่ความเป็นจริง ตบมือเบา ๆ พลางมองไปที่เจ้านครเสวี่ยกับเสวี่ยซื่อซื่อพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
“เชิญท่านผู้อาวุโสได้โปรดไต่ถาม” เสวี่ยซื่อซื่อตอบรับอย่างเคารพ แต่ในใจยังแอบสงสัยว่าเสี่ยวไป๋จะถามอะไรตน
“ข้าจำได้ว่าตอนจากลากันคราก่อน ข้าได้มอบตุ๊กตาป้องกันภัยไว้ให้เจ้าหนึ่งตัวมิใช่หรือ? ไยเมื่อตอนสถานการณ์คับขัน เจ้ากลับไม่ใช้งานมัน?” เสี่ยวไป๋สงสัยอย่างแท้จริง ช่วงเวลาอันตรายเช่นนั้น เจ้าหนูยังไม่เรียกข้าช่วย ช่างเหมือนว่าอยากตายเสียให้ได้ หากเขากับพวกมิแอบติดตามมา นางคงตายไปแล้วจริงๆ
“ท่านผู้อาวุโส เนื่องจากเจ้าหมานั่นมีพลังระดับปลายขั้นราชาวิญญาณ ข้าจึงไม่กล้าให้ท่านเสี่ยงภัยเพื่อข้าเจ้าค่ะ” เสวี่ยซื่อซื่อกล่าวออกมา แม้คำว่าเจ้าหมานั่นจะจงใจเปลี่ยนแทนคำว่าจักรพรรดิแต่ความเกลียดชังก็ชัดเจนเต็มเปี่ยม
แต่เสี่ยวไป๋หาได้สนใจถ้อยคำเรียกขานเหล่านั้น
“อย่างนี้นี่เอง ความหมายก็คือเจ้าไม่เชื่อมั่นในพลังของข้าน่ะสิ?” เสี่ยวไป๋แค่นยิ้มน้อย ๆ พอเข้าใจว่าเพราะตอนนั้นเขาต้องเดินเท้าเพราะภารกิจ นางจึงเข้าใจว่าเขายังมิถึงขั้นราชาวิญญาณ หากใช้ตุ๊กตาเรียกเขาก็เท่ากับเรียกคนอ่อนแอไปตายเปล่า พอคิดแบบนี้ก็พอฟังขึ้น
“เจ้าเด็กนี่ยังนับว่ามีหัวใจงาม” เสี่ยวไป๋ชมออกมาจริง ๆ จนถึงตอนนี้ ผู้ที่เขาเคยกล่าวชมมีเพียงหนานกงอวิ๋นม่อเท่านั้น
ความประทับใจต่อเสวี่ยซื่อซื่อของเขายังดีเยี่ยม พบหน้าครั้งแรกก็มาช่วยเหลือเขาแถมยังรับผิดแทนเขาอีก ตอนจวนตายก็ยังคิดถึงเขา ช่างเป็นเด็กหญิงที่น่านับถือ
“ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสที่ชมเชยเจ้าค่ะ” เสวี่ยซื่อซื่อยิ้มหวานประหนึ่งแสงแดดยามเช้า เป็นรอยยิ้มบริสุทธิ์ที่แท้จริงจากใจของหญิงสาว
“เจ้านครเสวี่ย จากนี้พวกเจ้าคิดจะไปที่ใดกัน?” เสี่ยวไป๋หันไปถามอีกฝ่าย
“พวกเรานั้น…” คำถามนี้ทำเอาเจ้านครเสวี่ยลำบากใจนักพระราชวังพังยับ ราชวงศ์สูญสลาย เขาเองก็ไม่อาจเป็นเจ้านครได้อีกต่อไป ที่สำคัญกว่านั้นคือแม้จักรพรรดิจะตาย แต่ราชวงศ์ยังเหลือคนอีกมาก ทุกคนล้วนเป็นศัตรูเขา
เมื่อท่านผู้อาวุโสจากไปแล้ว เขาไม่กล้ารับประกันว่าพวกนั้นจะไม่มาแก้แค้น หากเป็นแค่ตัวเขาสู้ตายก็ไม่เป็นไร แต่เขายังมีบุตรสาวสุดที่รักอยู่จะพานางไปตายด้วยกันได้อย่างไร?
“อวิ๋นม่อ คราวก่อนเจ้าไม่ใช่บอกว่าตระกูลของเจ้ากำลังขาดแขกกิตติมศักดิ์อยู่หรือ?” เสี่ยวไป๋รู้อยู่แล้วว่าเจ้านครเสวี่ยกังวลอะไรจึงหันไปถามศิษย์ตนแทน
“ใช่แล้วขอรับอาจารย์ ท่านพ่อข้าก็พูดถึงเรื่องนี้บ่อยมาก พวกเขาลำบากใจกับปัญหานี้เหลือเกิน” หนานกงอวิ๋นม่อตอบทันที พอได้ยินคำถามของเสี่ยวไป๋ก็เข้าใจเจตนาในทันที ปัญหาแขกกิตติมศักดิ์ของตระกูลหนานกงนั้นนับว่ายุ่งยากเพราะต้องมีทั้งเบี้ยเลี้ยง โอสถที่แจกทุกวัน ที่พักเฉพาะและเคล็ดวิชาสำหรับฝึกฝนสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ง่ายเลย
“เจ้านครเสวี่ย เห็นทีพวกเจ้าควรไปอยู่ที่ตระกูลศิษย์ข้าเป็นแขกกิตติมศักดิ์น่าจะดีไม่น้อย” เสี่ยวไป๋เสนอ
“ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโส ขอขอบคุณจากใจที่ท่านผู้อาวุโสช่วยจัดการเรื่องยุ่งยากให้” เจ้านครเสวี่ยและบุตรีรีบขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น” เสี่ยวไป๋กล่าวเช่นนั้นด้วยใจจริงทั้งที่อีกฝ่ายใช้ชีวิตปกติสุขอยู่แท้ ๆ แต่พอเขาเข้ามาก็เหมือนพายุถาโถมใส่ชีวิตคนเขาจนป่นปี้
“เอ๋อร์โก่ว ค่ายกลส่งตัวของเจ้าพอจะใช้งานได้หรือไม่?” เสี่ยวไป๋ถามขึ้นเพราะด้วยข้อจำกัดจากภารกิจ เขาไม่อาจใช้วิชาเคลื่อนย้ายตนเองได้จึงต้องพึ่งพาเอ๋อร์โก่ว
“แน่นอนสิ บอกมาเลยจะส่งไปไหน?” เอ๋อร์โก่วทันทีที่ได้ยินคำถามก็เหมือนถูกปลดปล่อย รีบดีดตัวตอบด้วยความตื่นเต้น เวรเอ๊ย ข้าอดกลั้นมานาน ไม่มีโอกาสได้โชว์เลยสักครั้ง ในที่สุดวันนี้ถึงตาข้าได้โชว์แล้ว
“ท่านพ่อ…สุนัขตัวนั้นพูดได้” เสวี่ยซื่อซื่อกระซิบถามบิดาด้วยความตกตะลึง
“ก็แน่อยู่แล้ว ในเมื่อเป็นสัตว์เลี้ยงของท่านผู้อาวุโส พลังของมันย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน” เจ้านครเสวี่ยเองก็แปลกใจยิ่งนัก ไม่เคยคิดว่าสุนัขธรรมดาจะพูดได้ นี่แหละพลังของยอดฝีมือแม้แต่สุนัขยังสุดยอด
สองพ่อลูกนึกว่ากำลังพูดคุยกันเงียบ ๆ โดยไม่มีใครได้ยิน หารู้ไม่ว่าเสี่ยวไป๋กับเอ๋อร์โก่วได้ยินทุกคำ ทั้งคู่แข็งแกร่งยิ่งนัก การได้ยินบทสนทนาแบบนี้ย่อมไม่ใช่ปัญหาส่วนหนานกงอวิ๋นม่อนั้นเคยยามกลางป่าบ่อยครั้ง หูไวตาไวตามธรรมชาติจึงได้ยินชัดถนัดถนี่เช่นกัน
เสี่ยวไป๋ตอนนี้เกือบจะขำจนล้มลงพื้น
เอ๋อร์โก่วนั้นใบหน้ามืดหม่นเต็มไปด้วยเส้นดำ บัดซบ ข้านี่มันดูเหมือนสัตว์เลี้ยงขนาดนั้นเลยหรือไง?
หนานกงอวิ๋นม่อรีบออกมาช่วยอธิบายให้
“ท่านผู้อาวุโสเสวี่ย ท่านเอ๋อร์โก่วหาใช่สัตว์เลี้ยงของอาจารย์ข้าไม่ หากว่ากันตามลำดับอาวุโส ท่านเอ๋อร์โก่วนั้นอยู่รุ่นเดียวกับอาจารย์ข้าเลยทีเดียว”
บัดซบ สองพ่อลูกหน้าเปลี่ยนสีในทันที ท่านเอ๋อร์โก่วอยู่รุ่นเดียวกับท่านผู้อาวุโสเสี่ยวไป๋งั้นหรือ? เช่นนั้นหมาตัวนี้ก็เป็นท่านผู้อาวุโสเหมือนกันน่ะสิ ที่พวกตนพูดไปเมื่อครู่ช่างเสียมารยาทยิ่งนัก
“ท่านผู้อาวุโสเอ๋อร์โก่ว ข้ากับบุตรีได้ล่วงเกินท่านไปเมื่อครู่ ขอได้โปรดให้อภัย” สองพ่อลูกรีบโค้งคำนับขออภัยด้วยความจริงใจ
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยพรรค์นั้นหรอก” เอ๋อร์โก่วเห็นว่าทั้งสองมิได้มีเจตนาจึงไม่ใส่ใจนัก
“ท่านเอ๋อร์โก่ว ข้าจะส่งพิกัดตำแหน่งตระกูลข้าให้ท่านทางลมหายใจวิญญาณนะขอรับ” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวขึ้น
“อืม ดี” เมื่อได้รับคำตอบ เขาก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งใช้สองนิ้วแตะที่หน้าผากของเอ๋อร์โก่ว แล้วส่งข้อมูลผ่านลมหายใจวิญญาณไปทันที