- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 71 มีมือสังหาร
บทที่ 71 มีมือสังหาร
บทที่ 71 มีมือสังหาร
บทที่ 71 มีมือสังหาร
“ค่ายกล”
เมื่อเสียงกล่าวของเอ๋อร์โก่วดังขึ้นเพียงพริบตาเดียวบริเวณใต้เท้าของเจ้านครเสวี่ยกับเสวี่ยซื่อซื่อก็ปรากฏค่ายกลที่ส่องแสงสีเขียวแผ่วพลิ้ว อักขระโบราณจารึกอยู่รายล้อม ต่างจากครั้งก่อนที่เสี่ยวไป๋เคยเห็นอย่างมาก ค่ายกลครานี้ขนาดเล็กกว่า ไม่ส่งแรงสั่นสะเทือนของมิติเท่าเดิมและอักขระซับซ้อนก็ลดลงไปมาก
“มิใช่สถานการณ์ร้ายแรงเหมือนคราวก่อน การใช้ค่ายกลเช่นนี้ในระยะทางสั้นแค่นี้ ข้าว่าช่างสิ้นเปลืองเสียจริง” เอ๋อร์โก่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงพึงพอใจยิ่งต่อผลงานของตนเพราะวงเวทนี้มิใช่ผู้ใดจะเรียนรู้หรือวางมันได้ง่าย ๆ
“โอ้โห สุดยอดไปเลย 666~” เสี่ยวไป๋ตบมือให้เอ๋อร์โก่วอย่างขอไปที
“เจ้าหมอนี่…” เอ๋อร์โก่วแทบอยากระเบิดอารมณ์ใส่เสี่ยวไป๋ แต่น่าเสียดายว่าสู้เขามิได้เลย
“ท่านอาจารย์ พวกเราต้องตามไปด้วยหรือไม่?” หนานกงอวิ๋นม่อเดินเข้ามาใกล้ เอ่ยถาม
เสี่ยวไป๋ขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ข้ากับเอ๋อร์โก่วจะไม่ไป เจ้าคนเดียวก็พอ หากมีปัญหาอะไรค่อยเรียกพวกข้า”
หากเอ๋อร์โก่วส่งเจ้านครเสวี่ยกับเสวี่ยซื่อซื่อไปยังตระกูลหนานกงโดยตรงเกรงว่าอาจทำให้ผู้คนในตระกูลตกใจแทบสิ้นสติได้ กลางดึกเช่นนี้อยู่ดี ๆ มีคนแปลกหน้าสองคนโผล่มาตรงหน้า ไหนเลยจะเชื่อคำอธิบายเพียงปากเปล่า สู้ส่งไปคนเดียวให้แน่ใจก่อนจะดีกว่า
ส่วนตัวเลือกว่าจะให้ใครไปนั้นเอ๋อร์โก่วโดนตัดทิ้งทันที แค่เห็นหน้าก็รู้แล้วว่าเป็นหมาไม่น่าไว้ใจและไม่มีใครรู้จักเขาเลย
เสี่ยวไป๋เองก็มิอาจไปได้เพราะติดภารกิจของระบบ ไม่สามารถใช้เคลื่อนย้ายแบบฉับพลันได้จึงเหลือเพียงหนานกงอวิ๋นม่อเท่านั้น
“ขอรับอาจารย์ ข้าจะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน” หนานกงอวิ๋นม่อรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะนี่คือภารกิจแรกที่เขาทำตามลำพัง
“อวิ๋นม่อ หากต้องการกลับมาเพียงภาวนาในใจเรียกชื่อข้าสิบครั้ง เจ้าก็จะกลับมาหาข้ากับเสี่ยวไป๋ได้ทันที” เอ๋อร์โก่วสั่งกำชับเพื่อไม่ให้หนานกงอวิ๋นม่อต้องวิ่งกลับมาเอง
“รับทราบ ขอบคุณท่านอาเอ๋อร์โก่ว” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวลาเสี่ยวไป๋กับเอ๋อร์โก่ว แล้วร่างของเขาก็หายวับไปทันใด
“หมอนั่นจากไปแล้ว ข้ารู้สึกเหงาขึ้นมานิด ๆ แฮะ” เอ๋อร์โก่วพูดพลางทอดถอนใจคงเพราะเคยชินกับชีวิตแบบนี้ไปเสียแล้ว
“ถ้าข้าจากไปบ้างเล่า เจ้าจะเป็นเช่นไร?” เสี่ยวไป๋รู้สึกว่าตนคงสำคัญในใจเอ๋อร์โก่วไม่น้อย
“ข้าคงหัวเราะออกมาแม้ในยามฝัน” เอ๋อร์โก่วตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“…” เสี่ยวไป๋รู้สึกว่าศักดิ์ศรีตนถูกย่ำยีอย่างรุนแรง
ด้านหนานกงอวิ๋นม่อ พอปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูตระกูลหนานกง ท่ามกลางยามกับศิษย์เวรยามที่กำลังลาดตระเวนอยู่ ร่างของเขาก็ปรากฏขึ้นห่างจากพวกนั้นเพียงหมัดเดียว
“เหวออออ” ศิษย์กับยามเหล่านั้นตกใจกลัวจนก้นกระแทกพื้น ใจแทบวาย หากเป็นคนที่โรคหัวใจคงตายไปแล้ว
“มีมือสังหาร เร็ว เข้ามาเร็ว” ยามคนหนึ่งตั้งสติได้ก่อน ร้องตะโกนเสียงดังพร้อมปล่อยพลังวิญญาณขยายเสียงออกไปไกล
เมื่อผู้คนได้ยินเสียงร้องก็พากันตื่นตกใจ รีบวิ่งออกมาดู บางคนเพิ่งตื่นจากฝันก็รีบแต่งตัวมาสมทบ
แม้แต่เหล่าผู้อาวุโส หนานกงเสวียนและหนานกงหลิวอวิ๋นเองก็ยังมาด้วย
“มือสังหารอะไรเล่า? ข้าเอง” หนานกงอวิ๋นม่อรีบเดินออกจากเงามืด
“อ้าว หนานกงน้อย เจ้ามาเอาตอนนี้หรือ?” ยามเห็นว่าเป็นคนกันเองก็ถอนหายใจโล่งอก
“ใครมันกล้าเข้ามากลางดึกแบบนี้ อยากตายหรือไง?” เสียงของหนานกงหลิวอวิ๋นดังมาแต่ไกล
“ท่านพ่อ ท่านลุงหลิวอวิ๋น ข้าเองอวิ๋นม่อ” หนานกงอวิ๋นม่อรีบโบกมือทัก
หนานกงเสวียนและหนานกงหลิวอวิ๋นชะงักเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้ามาใกล้
“เจ้ากลับมาไวกว่าที่คิดนะ แล้วท่านผู้อาวุโสเล่า?” หนานกงหลิวอวิ๋นตบบ่าเขาอย่างแรง
“เกิดเรื่องบางอย่างระหว่างทาง” หนานกงอวิ๋นม่อพูดพลางลูบบ่าที่โดนตบ แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง” หนานกงเสวียนกับหลิวอวิ๋นก็เข้าใจในทันที
“ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเจ้ากลับมากะทันหันแบบนี้” น้ำเสียงยังคงเหลือร่องรอยของความตกใจอยู่
“ท่านผู้อาวุโสเสวี่ย ขอต้อนรับท่านในฐานะแขกรับเชิญแห่งตระกูลหนานกง” สีหน้าหนานกงเสวียนดูทั้งตื่นเต้นและอึดอัด
แม่ทัพวิญญาณมาเป็นแขกรับเชิญ นี่มันเรื่องที่ฝันก็ยังไม่กล้าฝัน แต่ให้เลี้ยงดูระดับนั้นตลอดก็กลัวจะไม่ไหวเหมือนกัน
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ข้าแค่ต้องการที่พำนัก ไม่ต้องมีค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น” เจ้านครเสวี่ยรู้ความลำบากใจของอีกฝ่ายจึงตอบอย่างใจกว้าง
“จะ จะดีหรือ?” หนานกงเสวียนรู้สึกกระดากใจ
“มิเป็นไร ท่านผู้อาวุโสมีบุญคุณกับข้า นี่นับเป็นการตอบแทนเล็กน้อย” เจ้านครเสวี่ยไม่ได้ใส่ใจ เขาเพียงแค่ต้องการหาที่ปลอดภัยให้กับลูกสาวของตนเท่านั้น
“ถ้าเช่นนั้นก็ได้ คนมา จัดเลี้ยงต้อนรับท่านเสวี่ยและคุณหนูเสวี่ยด้วย” หนานกงเสวียนโล่งใจพลางสั่งให้จัดงานเลี้ยงทันที
“ท่านพ่อ ท่านลุงหลิวอวิ๋น ข้าขอลากลับไปหาอาจารย์ก่อน” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวลาทั้งสอง
“เข้าใจแล้ว ไปเถิด” แม้จะรู้สึกเสียดาย แต่ทั้งหนานกงเสวียนและหนานกงหลิวอวิ๋นก็รู้ว่าศิษย์อย่างเขาต้องมุ่งหน้าฝึกฝน