- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 63 ???
บทที่ 63 ???
บทที่ 63 ???
บทที่ 63 ???
“ลูกสาวข้าจะโกหกข้าได้หรือ? อีกอย่าง ตอนที่ผู้อาวุโสตระกูลข้ากลับมาก็อยู่ในสภาพบาดเจ็บกันหมด เจ้าลองคิดดูให้ดีนางไปฝึกตนที่ไหน? ดินแดนกันดารสุดขอบของซีโจว ที่นั่นขนาดราชาวิญญาณยังหายาก คนที่คุ้มกันนางล้วนมีพลังระดับจักรพรรดิวิญญาณ เจ้าเคยเห็นราชาวิญญาณไปทำร้ายจักรพรรดิวิญญาณได้หรือ? ต่อให้เป็นราชาศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่มีปัญญาทำให้จักรพรรดิวิญญาณบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้น”
หัวหน้าตระกูลมู่พูดแล้วก็โมโหขึ้นมาอีกครั้ง โถ่เอ๊ย บ้านเรานี่ซวยซ้ำซวยซ้อน เจอเจ้าในเมืองก็เจ็บ เจอนายพวกเจ้าข้างนอกก็ยังโดนตี เราไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้ในชาติก่อนกันแน่?
“ได้ ๆ ๆ เรื่องนี้ข้าจะให้คำตอบเจ้าก็แล้วกัน”
เจ้ามารเฒ่าหวูยิ่งได้ฟังก็ยิ่งควันขึ้นหัว ข้าเพิ่งออกจากการปิดด่านยังไม่ได้กินข้าวสักคำก็ถูกเรียกมาประชุม ครั้นพอออกมาก็ต้องเป็นคนวิ่งไปหาเรื่องราว เหอะ ทั้งหมดนี่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับข้าเลยสักนิด แล้วสุดท้ายข้ายังต้องเป็นคนมาขอโทษอีกเรอะ โลกใบนี้มันเอาเปรียบข้าเกินไปแล้ว
“งั้นก็ดี อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีความรับผิดชอบอยู่บ้าง”
หัวหน้าตระกูลมู่ลูบเครา พยักหน้าอย่างพอใจ สีหน้าเริ่มคลายความตึงเครียดลงบ้าง
เหล่าหัวหน้าตระกูลคนอื่นกลับกลายเป็น “???” เต็มหัวไปหมด
หา? เรื่องมันจบแบบนี้เลยเรอะ? ไหนว่ารักลูกสาวยิ่งชีวิต? ตอนนี้ไม่ใช่ว่าเจ้าควรจะกระโจนเข้าใส่มันแล้วหรือ? แค่พูดว่าจะให้คำตอบเจ้ายอมใจอ่อนซะแล้ว?
พวกเขาจึงรีบส่งสายตาสื่อความหมายให้หัวหน้าตระกูลมู่โดยพลัน บอกให้เขาอย่ายอมง่าย ๆ ต้องลงมือ
หัวหน้าตระกูลมู่รับรู้สายตาเหล่านั้น แล้วทันใดนั้นก็เกิดเป็นการต่อสู้เชิงสายตาแบบไม่รู้จบ การแปลสายตาของพวกเขาพอเรียบเรียงได้ดังนี้:
“ลุยมันสิฟะ”
“ลุยบ้าอะไร เจ้าลองไปสู้เองดูมั้ย?”
“เจ้าทำไมขี้ขลาดอย่างนี้?”
“เจ้าก็ขี้ขลาดเหมือนกันนั่นแหละ เปลี่ยนเจ้าสู้ดูมั้ยล่ะ?”
“คุยกันดี ๆ ไม่ได้หรือไง เลิกส่งสายตาซะที เจ้าไม่ปวดตาหรือ?”
“เจ้าไม่เห็นหรือว่าเราต้องปิดบังไม่ให้เจ้ามารเฒ่าหวูรู้หรือไง?”
“แน่ใจหรือว่าเขาไม่รู้?”
“……”
ขณะที่คนอื่นกำลังสื่อสารกันทางสายตาอย่างเข้มข้น เจ้ามารเฒ่าหวูกลับไม่เข้าใจอะไรเลย มองภาพตรงหน้าที่ทุกคนตาโตบ้าง ตากระพริบบ้าง แล้วได้แต่นึกว่า “พวกเจ้าพิกลกันไปหมดแล้วรึ?”
“พอ ๆ พอได้แล้ว พวกเจ้ามีปัญหาอะไรนักหนา? ป่วยก็ไปหาหมอเถอะ” เจ้ามารเฒ่าหวูตะโกนออกมาอย่างหงุดหงิด
หนึ่งคนบ้าก็ว่าแย่แล้ว แต่นี่คือบ้าทั้งกลุ่ม โลกใบนี้ยังพอคุยกันด้วยภาษามนุษย์ได้หรือไม่?
“หัวหน้าตระกูลมู่ เข้าประเด็นเถอะ เมื่อครู่เจ้าถามข้า ข้าก็ตอบให้แล้ว ทีนี้ถึงตาเจ้าตอบคำถามข้าแล้ว...ผู้อาวุโสของสามอสูรพวกข้า ตายยังไงกันแน่?”
เจ้ามารเฒ่าหวูอยากจะจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด พอรู้สาเหตุแล้ว เขาก็จะกลับไปเล่าให้พวกผู้อาวุโสฟังจากนั้นจะตัดตัวเองออกจากทุกอย่างโดยสมบูรณ์
“เรื่องนั้น ลูกสาวข้าบอกว่า...ตอนที่ผู้อาวุโสตระกูลข้าถูกพวกเจ้าทำร้ายจนเจ็บหนัก มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งออกมือช่วยเหลือ แล้วตบพวกผู้อาวุโสสามอสูรตายหมดภายในฝ่ามือเดียว”
หัวหน้าตระกูลมู่เล่าอย่างจริงจัง
“อ๋อ ได้ละ รู้แล้ว ข้ากลับล่ะ บ๊ายบาย”
เจ้ามารเฒ่าหวูพอได้ข้อมูลก็หันหลังเตรียมกลับทันที กลับไปบอกข่าว กินข้าว อาบน้ำ แล้วก็นอน ชีวิตสมบูรณ์แบบ
“??? นี่เจ้าจะกลับจริง ๆ เรอะ?”
ทุกคนเต็มไปด้วยความงุนงง นี่มันยังไม่ได้ไขปริศนาอะไรเลย เจ้าทำเหมือนมาเที่ยวเล่นยังไงยังงั้น
โดยเฉพาะหัวหน้าตระกูลมู่ถึงกับอึ้ง นี่ข้าเพิ่งเริ่มเล่า เจ้าฟังจบแล้วจะไปเลยเนี่ยนะ ปกติมันต้องมีถามต่อไม่ใช่หรือ?
“มีอะไรอีก? ข้ากำลังรีบ”
เจ้ามารเฒ่าหวูหันกลับมาด้วยใบหน้าหงุดหงิดสุดขีด วันนี้เรื่องมันเยอะเกินไปแล้วจริง ๆ
“เจ้าไม่คิดถามบ้างหรือว่าทำไมแถบนั้นถึงมีผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อยู่? แล้วทำไมเขาถึงช่วยพวกเรา?”
หัวหน้าตระกูลมู่ถามกลับ
“ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับข้า ข้าแค่มาเอาข่าวเฉย ๆ จะโผล่มากี่คนก็เรื่องของเขา”
เจ้ามารเฒ่าหวูตอบกลับหน้าตาเฉย
คำพูดนี้เล่นเอาทุกคนเงียบกริบ มันก็ถูกอย่างไม่มีที่ติสมแล้วที่เป็นคนในวิถีมาร ผู้อาวุโสตัวเองตายยังไม่มีสีหน้าอะไรเลย
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอลา”
ไม่รอให้ใครพูดอะไรอีก เจ้าตัวเหาะจากไปทันที
“นิสัยของเจ้ามารเฒ่าหวูนี่ เข้าใจยากจริง ๆ”
หัวหน้าตระกูลผู้หนึ่งเอามือขยี้ขมับ ถอนหายใจ
“จริงด้วย”
อีกหลายคนก็พยักหน้าตาม คนของตัวเองตายแท้ ๆ กลับทำเหมือนไม่ใช่เรื่องอะไรเลยจนพูดไม่ออก
หัวหน้าตระกูลมู่เพียงแค่ถอนหายใจเงียบ ๆ แม้จะเต็มไปด้วยความเศร้าและปวดใจ แต่คนอื่นมัวแต่คุยเรื่องอื่นเลยไม่มีใครสังเกต
“หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน”
หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง เหล่าหัวหน้าตระกูลก็ขอลากลับไป
“เชิญเถิด ข้าขออวยพรให้ทุกท่านปลอดภัย”
หัวหน้าตระกูลมู่สะกดความรู้สึกลง กล่าวอำลา
ภายในสำนักสามอสูร
เจ้ามารเฒ่าหวูเหาะกลับด้วยความเร็วสูง พุ่งเข้าสู่สำนักในพริบตา เหล่าศิษย์เฝ้าประตูล้วนไม่ทันแม้แต่จะหันไปมอง
ทั้งที่กฎของสำนักระบุชัดว่า “ห้ามผู้ใดบินภายในเขตสำนัก ไม่เว้นแม้แต่เจ้าสำนัก” แต่เจ้ามารเฒ่าหวูไม่เคยทำตามกฎนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
เหล่าผู้อาวุโสไม่พอใจกันถ้วนหน้า แต่ไม่มีใครกล้าทำอะไร จะให้ห้ามก็ห้ามไม่ได้เพราะสู้เขาไม่ได้
ถ้าเป็นคนอื่นยังพอคุยได้ แต่กับเจ้ามารเฒ่าหวูไม่มีเหตุผล ไม่มีคำอธิบาย ใครพูดมากมีสิทธิ์โดนหมัดอัดหน้าโดยไม่สนว่าเป็นใคร
เหล่าผู้อาวุโสระดับสูงที่รออยู่ในห้องโถงของสำนัก รู้สึกได้ถึงพลังของเจ้ามารเฒ่าหวูทันทีที่เขาบินเข้ามา
“ไม่เกินไปหน่อยหรือไง?”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งเห็นโอกาสจึงพูดเหน็บแนมเรื่องที่เจ้ามารเฒ่าหวูฝ่าฝืนกฎของสำนักโดยไม่เกรงใจแม้แต่ท่านผู้อาวุโสใหญ่
“งั้นเจ้าลองไปเตือนเขาดูสิ?”
อีกคนกลอกตาใส่ พูดจริงรึเปล่าเนี่ยใครไม่รู้บ้างว่าเจ้ามารเฒ่าหวูโหดขนาดไหน? โมโหทีอัดได้แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่