- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 62 ข้าไม่ได้ดูแคลนเจ้า
บทที่ 62 ข้าไม่ได้ดูแคลนเจ้า
บทที่ 62 ข้าไม่ได้ดูแคลนเจ้า
บทที่ 62 ข้าไม่ได้ดูแคลนเจ้า
“พูดแบบนี้ก็ง่ายสิ ยังไงคนที่ตายก็ไม่ใช่ผู้อาวุโสในตระกูลเจ้า เจ้าก็เลยทำหน้าเฉยเมยได้...ไม่งั้นเอาอย่างนี้ดีไหม เดี๋ยวข้าฆ่าผู้อาวุโสในตระกูลเจ้าให้หมดบ้างจะได้เข้าใจกันมากขึ้น”
เจ้ามารเฒ่าหวูเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุเดือดต่างจากตอนพูดกับหัวหน้าตระกูลมู่ลิบลับกับคนนั้นพูดดีมีหางเสียง แต่กับคนอื่นนี่แค่ลมปะทะก็เหมือนจะซัดคนปลิวแล้ว
“เจ้า” หัวหน้าตระกูลผู้นั้นหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธถึงกับพูดไม่ออก
“เจ้าอะไร? ไปไกล ๆ เลย ข้ากำลังมีเรื่องสำคัญจะจัดการ ไม่มีเวลามาเล่นกับเจ้า”
คำพูดของเจ้ามารเฒ่าหวูแทบไม่มีเยื่อใย ไม่คิดเหลือหน้าให้ใครเลยแม้แต่น้อย
“วันนี้ข้าจะสู้กับเจ้าถึงตาย”
ชายคนนั้นเดือดถึงขีดสุด พลังวิญญาณภายในพลันพลุ่งพล่านปะทุออกมาทันใด ระดับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดระเบิดออกมาโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย หากมีผู้มีพลังต่ำกว่าอยู่ใกล้ ๆ คงได้ตายตกไปเพียงแค่โดนแรงกด
“พอเถอะ ๆ พื้นฐานเจ้ายังไม่แน่นแม้แต่หกคนแบบเจ้า ข้าก็ยังจับโยนได้เหมือนลูกตุ้ม”
เจ้ามารเฒ่าหวูมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเหยียดหยันเต็มเปี่ยม สำหรับเขาแล้วพลังของชายผู้นั้นล้วนแต่ยัดด้วยโอสถทั้งสิ้น ดูดีแต่เปลือก ไม่มีอันตรายอะไรสักนิด
“เจ้า...” หัวหน้าตระกูลผู้นั้นถึงกับแน่นหน้าอกด้วยความโกรธ รู้สึกอยากกระอักเลือดออกมา
“อย่ามาเจ้าเลย ข้าไม่ได้ดูแคลนเจ้านะ ข้าขอยกตัวอย่างง่าย ๆ ดูข้างหลังเจ้าสิ พวกนั้นแต่ละคนอย่างน้อยก็อัดเจ้าได้สองคน เจอกับเจ้าครั้งแรก ข้านึกว่าเจ้าทำแกล้งเล่น หวังล่อข้าให้ประมาท ที่ไหนได้ สรุปเจ้ากระจอกจริง ๆ”
เจ้ามารเฒ่าหวูนึกย้อนถึงตอนที่เพิ่งประมือกับชายผู้นั้นขณะที่คนอื่นต่อสู้ได้นับสิบกระบวนท่า แต่เจ้าคนนี้แค่หมัดเดียวก็ล้มทั้งยืน
ตอนนั้นเขาตกใจมาก คิดว่าอีกฝ่ายกำลังซ่อนฝีมือเลยยิ่งคึก พอคิดว่าตนถูกดูแคลนก็ลุกขึ้นสู้สุดตัว กวาดใส่ด้วยชุดท่ารัวไม่ยั้งแทบไม่เปิดช่องให้ตั้งรับ สุดท้ายอีกฝ่ายเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคยังดีที่หัวหน้าตระกูลมู่มาขวางไว้ทัน ไม่งั้นคงตายไปแล้ว
แต่ก็ไม่รู้ว่าหัวหน้าตระกูลมู่คุยอะไรกับเขาบ้าง เจ้าตัวกลับมาพร้อมบาดแผลส่วนเจ้ามารเฒ่าหวูก็ไม่กลับมาอีกเลย
“แค่ก” คราวนี้ชายผู้นั้นถึงกับกระอักเลือดจริง ๆ ไม่ใช่เพราะบาดเจ็บ แต่เพราะความโกรธล้วน ๆ ถูกเอาไปวัดเป็นหน่วยวัดพลังใครจะไม่โมโห
“หัวหน้าตระกูลมู่ว่ากันตามเรื่อง ข้าอยากขอพบธิดาของเจ้า”
ทันทีที่หันกลับมาพูดกับหัวหน้าตระกูลมู่ เจ้ามารเฒ่าหวูก็กลับมาใช้เสียงอ่อนโยนอีกครั้ง น้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลจนน่าประหลาด
ในสถานการณ์วุ่นวายเช่นนี้มีเพียงหัวหน้าตระกูลมู่เท่านั้นที่พอจะสู้กับเจ้ามารเฒ่าหวูได้แบบไม่เสียเปรียบส่วนคนอื่นไม่ไหวแน่จะให้ต้านก็ได้แค่ประวิงเวลาเท่านั้น พวกเขาจึงคิดว่าเจ้ามารเฒ่าหวูให้เกียรติเขาเพราะเคารพในพลัง
“ไม่ต้องพบแล้ว เรื่องนั้นข้ารู้ดี”
หัวหน้าตระกูลมู่ย่อมเป็นคนที่รู้อะไรเกี่ยวกับธิดาของตนมากที่สุด มู่ลี่เสวียนกลับมาถึงก็เล่าให้เขาฟังก่อนใคร
“โอ้ เช่นนั้นข้ารบกวนให้เจ้าบอกข้อมูลเกี่ยวกับผู้อาวุโสของสามอสูรให้ข้าทราบด้วย ข้าจะได้กลับไปสืบสวนต่อ”
เจ้ามารเฒ่าหวูถอนใจโล่งอก คุยวกไปวนมาในที่สุดก็เข้าเรื่องเสียที
“เดี๋ยวก่อน ข้าขอถามเจ้าก่อนคำหนึ่ง เรื่องนี้ข้าเก็บไว้ในใจมานาน อยากถามมานานแล้ว...”
หัวหน้าตระกูลมู่กัดฟันจนได้ยินเสียงดังกรอด ๆ เห็นได้ชัดว่าเขากำลังข่มอารมณ์
“เชิญถามได้เลย”
เจ้ามารเฒ่าหวูไม่ได้สังเกตอารมณ์ของอีกฝ่ายเพราะตอนนี้สนใจแต่เรื่องของผู้อาวุโสในสำนัก
“ไม่ทราบว่าพวกเจ้าสามอสูรส่งคนไปจับตัวลูกสาวข้าทำไม?”
คำถามนี้พาให้ความโกรธพุ่งพล่าน สู้กันก็เรื่องหนึ่งแต่ไปจับลูกสาวชาวบ้านมันอีกเรื่อง
“จับลูกสาวเจ้า? ตอนไหนของเรื่องนี่?”
เจ้ามารเฒ่าหวูถึงกับมึนงงไปทันที ข้าไม่ได้ไปไหนเลยในระยะนี้จะไปสั่งใครจับได้อย่างไร?
“ผู้อาวุโสของเจ้าที่ตายไปนั่นแหละ เจอธิดาข้าระหว่างออกฝึกตน พวกเขาบอกว่ามารับตัวกลับตามคำสั่งของเจ้าพอดี”
หัวหน้าตระกูลมู่เองก็แปลกใจไม่น้อยเพราะดูจากสีหน้าของเจ้ามารเฒ่าหวูเหมือนจะไม่รู้เรื่องเลยจริง ๆ
“เจ้ามารเฒ่าหวู ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าชอบอ้างตัวเป็นสำนักคุณธรรม เป็นมารในร่างสุภาพบุรุษหรือ? แล้วทำไมทำเรื่องเลวแบบนี้ได้ลงคอ?”
เหล่าหัวหน้าตระกูลคนอื่นที่เพิ่งรู้ว่ามู่ลี่เสวียนเกือบถูกจับ ต่างก็ถอนหายใจโล่งอก ทำไมกันน่ะหรือ?
เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ามารเฒ่าหวูกับหัวหน้าตระกูลมู่มันน่าสงสัยเหลือเกิน ปกติเจ้ามารเฒ่าหวูจะด่าหรืออัดคนจนแทบตาย แต่พอเจอกับหัวหน้าตระกูลมู่กลับไม่ด่าดัง ๆ แถมเวลาตีกันก็เหมือนแกล้งเล่น ทั้งสองกลับบ้านด้วยแผลเล็ก ๆ ทุกที
ความสัมพันธ์แบบนี้มันชวนให้คิดไปไกล แต่พอเกิดเรื่องลักพาตัวขึ้น ไม่ว่าทั้งสองจะสนิทหรือไม่ก็ไม่รอดจากการแตกหักแน่นอน
ทุกคนรู้ดีว่าหัวหน้าตระกูลมู่รักลูกสาวจนแทบจะไม่กล้าแตะต้อง สปอยขั้นสุดแค่ใครไปแตะต้องลูกเขาก็คือเหยียบเส้นตายแล้ว
พอรู้ว่าสามอสูรทำเรื่องนี้ ทุกคนก็เบาใจลงเพราะศัตรูที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่คนตรงหน้าแต่คือศัตรูในทีมเดียวกัน
“ข้าสาบาน ข้าไม่ได้สั่งให้ใครไปจับลูกสาวเจ้า”
เจ้ามารเฒ่าหวูรู้สึกเหมือนโดนเอาหม้อมาครอบหัว เรื่องแบบนี้ไม่รู้ไม่เห็นมาก่อน แบบนี้คงต้องกลับไปกวาดล้างภายในสำนักเสียแล้ว
เพราะหากปล่อยให้มีคนกล้าทำอะไรลับหลังประมุข แบบนี้ยังนับถือข้าเป็นประมุขอยู่หรือ?