- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 61 หลักการยึดสันติเป็นที่ตั้ง
บทที่ 61 หลักการยึดสันติเป็นที่ตั้ง
บทที่ 61 หลักการยึดสันติเป็นที่ตั้ง
บทที่ 61 หลักการยึดสันติเป็นที่ตั้ง
“จัดการเรียบร้อยแล้วหรือไม่?” ภายในพระราชวังโอ่อ่าหรูหราราวทองคำสุกปลั่ง บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเอนกายนอนอย่างสำราญบนเตียง เอื้อนเอ่ยถามออกมาพลางหาวด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ
“ขอทูลฝ่าบาท องค์ชายรัชทายาท ข้าน้อยแจ้งเรื่องนี้ต่อสองขุนนางแล้ว พวกเขาก็ยินยอมเรียบร้อยดีพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์เงาจิงคุกเข่าลงหนึ่งข้าง กล่าวตอบอย่างนอบน้อม
“ดี มีรางวัลให้ บันทึกความดีความชอบไว้ หากเรื่องนี้ลุล่วง เจ้าจะขอสิ่งใดก็ว่ามาตราบเท่าที่ข้าทำได้ย่อมให้เจ้าแน่นอน” องค์ชายรัชทายาทเอ่ยชมอย่างพึงพอใจพร้อมกับสั่งการข้าราชการข้างกายให้บันทึกความดีความชอบทันที เขารู้ดีว่าสองขุนนางผู้นั้นดุร้ายปานใด เป็นพวกที่พอไม่สบอารมณ์ก็ลงไม้ลงมือทันที ขนาดพูดคุยธรรมดายังเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางสู่ปรโลก หากองครักษ์เงาจิงสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างราบรื่น แน่นอนว่าต้องชม
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” องครักษ์เงาจิงยังคงเยือกเย็นเช่นเคย
“ฮ่า ๆ ๆ พรุ่งนี้ก็ได้ประมือกับยอดอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานหนานกงอวิ๋นม่อเสียที คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะเก็บงำได้ถึงเพียงนี้ เพิ่งจะเผยพลังหลังทะลวงระดับนักรบ ช่างเป็นบุคคลที่ต้องกำจัดเสียตั้งแต่เนิ่น” แววตาองค์ชายรัชทายาทฉายแววโหดเหี้ยม กำหมัดแน่น นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าชื่อเสียงของตนในฐานะผู้มีพรสวรรค์อาจถูกสั่นคลอน แม้แต่เฉินกวงอวี่แห่งแคว้นหิมะอวิ๋นยังต้องยอมศิโรราบต่อหน้าเขา
ส่วนคำกล่าวขานภายนอกว่าหนานกงอวิ๋นม่อหลังจากพรสวรรค์ฟื้นคืนกลับทะลวงจากชั้นชำระกายหลอมปราณถึงระดับนักรบภายในหกเดือน องค์ชายรัชทายาทหาได้ใส่ใจไม่ หกเดือนจากชำระกายหลอมปราณทะลวงถึงนักรบ? หลอกผีเถอะ เป็นไปได้ก็แต่ต้องมีพรสวรรค์ชั้นเทพเท่านั้น
เพียงแค่ทะลวงจากชำระกายหลอมปราณถึงศิษย์ยุทธ์ยังยากลำบากยิ่ง ผู้คนมากมายตลอดชีวิตยังติดอยู่ที่ปลายขอบเขตนั้น
เนื่องจากขั้นสุดท้ายของชำระกายหลอมปราณจำต้องผ่านด่านจิตมารกัดกิน ด่านนี้ยากยิ่งกว่าหายนะจิตมารเสียอีกและหนึ่งชีวิตของผู้บำเพ็ญเพียรจะมีด่านนี้เพียงสองครั้งเท่านั้น หนึ่งคือจากชำระกายหลอมปราณสู่ศิษย์ยุทธ์ อีกหนึ่งคือจากราชาศักดิ์สิทธิ์สู่ราชาเทพ
ด่านแรกนี่แหละที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องติดค้างอยู่ตลอดกาล แม้จะไม่ถึงตาย แต่สภาพหลังจากผ่านด่านมาได้นั้นเรียกได้ว่าเกือบตายเช่นกัน หากไม่ใช่เพราะการใช้โอสถล้ำค่า บางคนต้องนอนซมอยู่หลายปี
แม้แต่องค์ชายรัชทายาทเอง ตอนทะลวงจากชำระกายหลอมปราณก็ใช้เวลาหลายปี ต้องสิ้นเปลืองสมบัติล้ำค่าฟ้าดินและโอสถนับไม่ถ้วน จึงเอาชีวิตรอดจากด่านจิตมารกัดกินมาได้อย่างฉิวเฉียด ยิ่งอยู่ในขั้นสุดท้ายนานเท่าใดความยากจะยิ่งทวีคูณ ในตอนนั้นเขาแทบไม่เหลือชีวิตอยู่แล้ว
แต่หนานกงอวิ๋นม่อกลับไม่เป็นเช่นนั้น ไม่เพียงพรสวรรค์สูงส่ง แม้แต่จิตใจก็ยังแน่วแน่ อีกทั้งเคล็ดวิชายังเป็นระดับสูงสุดผนวกกับโอสถที่เสี่ยวไป๋มอบให้ทำให้เขาใช้เวลาเพียงสองเดือนเศษก็ทะลวงสำเร็จ
แค่สองเดือนในขั้นสุดท้ายของชำระกายหลอมปราณยังสามารถผ่านด่านจิตมารกัดกินได้ ข่าวหากแพร่ออกไป โลกทั้งโลกคงบ้าคลั่งกันหมด นี่มันไม่ใช่วิถีแห่งผู้มีพรสวรรค์แล้ว แต่มันคือหาเรื่องฆ่าตัวตายเสียมากกว่า ต่อให้เป็นยอดอัจฉริยะพรสวรรค์ชั้นเทพยังไม่กล้าทำเช่นนี้
แต่ในตอนนั้น ตระกูลหนานกงก็แทบแตกตื่นเป็นบ้า เสี่ยวไป๋รีบออกมาปั้นเรื่องอธิบายทันที บอกว่าหนานกงอวิ๋นม่อเพียงแค่เป็นการฟื้นฟูพลังเดิม รากฐานเดิมยังคงอยู่ราวกับผู้ที่ฝึกฝนมาก่อนแล้ว ไม่ใช่ร่างใหม่ที่เริ่มต้นฝึกฝน ทั้งหมดนี้เทียบเท่ากับการฟื้นคืนพลังเดิม
หลังจากพูดน้ำลายฟุ้งอยู่นานในที่สุดก็สามารถกลบกระแสได้สำเร็จ
ทุกคนจึงเข้าใจว่าเขากำลังฟื้นฟูพลังช้า ๆ
แต่แท้จริงแล้วมีเพียงหนานกงอวิ๋นม่อ เสี่ยวไป๋และระบบเท่านั้นที่รู้ว่าตอนนั้นเขาไม่มีแม้แต่เศษรากฐานเหลืออยู่ ผู้วางยาครั้งนั้นมือโหดเกินไป ทั้งพลังและรากฐานถูกกัดกินจนหมดสิ้น
พูดง่าย ๆ คือหนานกงอวิ๋นม่อเปรียบเสมือนสร้างตัวละครใหม่ เริ่มต้นฝึกฝนใหม่ตั้งแต่ต้น
ในขณะที่เมืองหลวงกำลังคลาคล่ำไปด้วยสายธารแห่งอำนาจ ซีโจวยิ่งปั่นป่วนรุนแรงกว่านั้น
“เจ้ามารเฒ่าหวู เจ้าคิดจะเปิดศึกในวันนี้จริงหรือ?” บุรุษผู้หนึ่งซึ่งดูสง่างามและทรงอำนาจเหยียบอากาศเอ่ยขึ้น ท่ามกลางกลุ่มชายผู้มากด้วยบารมีที่ต่างก็ลอยตัวอยู่กลางฟ้า พลังวิญญาณอันกร้าวแกร่งแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ สั่นสะเทือนอากาศรอบตัวจนเกิดเป็นคลื่นไหววูบวาบ
“เหล่าหัวหน้าตระกูลทั้งหลาย เหตุใดพวกเจ้าจึงตื่นตกใจเช่นนั้น? ข้าเพียงแวะมาเยี่ยมเยียน มอบไออุ่นสักเล็กน้อย หาได้คิดเปิดศึกไม่ โดยตลอดข้ามีหลักการยึดมั่นในสันติเป็นที่ตั้ง” ชายชราผู้มีนามว่าเจ้ามารเฒ่าหวูกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา ท่าทางราวกับไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา มิหนำซ้ำยังหาวอีกคำรบหนึ่งโดยไม่ปล่อยพลังใด ๆ ออกมาแม้แต่น้อย
“เหอะ...เจ้ามารเฒ่าผู้ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา ยังกล้าพูดว่าตนเองยึดสันติเป็นหลัก แม้แต่คนโง่ก็ไม่อาจเชื่อคำเจ้าหรอก” บุรุษผู้หนึ่งแค่นเสียงเย็นชาในลำคอพลางสบถในใจ ถ้าเจ้ารักสันติจริง เราจะต้องระแวดระวังเจ้ากระนั้นหรือ เจ้าจะมีฉายาว่าเจ้ามารเฒ่าได้อย่างไร?
“หัวหน้าตระกูลสวี่ ข้าไม่ได้มาเปิดศึกจริง ๆ เพียงแค่มาหาบุตรสาวของตระกูลมู่ มีเรื่องเล็กน้อยต้องคุยกัน” เจ้ามารเฒ่าหวูไม่สนใจคำเหยียดหยามพลางหันไปหาหัวหน้าตระกูลมู่ กล่าวออกมาอย่างเรียบเฉย
“ไม่ทราบว่าประมุขแห่งสำนักสามอสูร วันนี้มาหาบุตรสาวข้ามีเรื่องอันใด?” หัวหน้าตระกูลมู่ก้าวออกมา หนึ่งก้าวของเขาราวกับสยบพสุธา สายตาจ้องกลับอย่างเด็ดขาด
“เจ้าจะถามเช่นนั้นทำไม ในเมื่อเจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าข้ามาเพราะเรื่องใด” เจ้ามารเฒ่าหวูก็มิได้ลดราวาศอก ส่งสายตากลับตรง ๆ
การประลองด้วยสายตาระหว่างทั้งสองเริ่มต้นขึ้น วันนี้ใครจะฆ่าอีกฝ่ายด้วยสายตาได้ก่อนกัน? วลีหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘ทางแคบเจอศัตรู กล้าหาญเท่านั้นจึงรอด’ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอยแม้แต่หนึ่งก้าว
“หืม? ข้ากลับไม่รู้จริง ๆ ว่าเจ้าต้องการอะไรจากบุตรสาวข้า หากไม่มีเรื่องอะไรก็ขอผ่านหัวข้อนี้ไปเสีย” ดวงตาทั้งสองจ้องกันนานจนเริ่มแสบ หัวหน้าตระกูลมู่จึงขอถอยมาตั้งหลักก่อน
“อย่ามาแกล้งโง่หน่อยเลย ผู้อาวุโสของสำนักสามอสูรข้าตายไปหลายคน เจ้าคิดจะไม่พูดถึงเลยหรือ? แกล้งไม่รู้น่ะมันน่าเบื่อ” เจ้ามารเฒ่าหวูรู้สึกว่าสถานการณ์เช่นนี้ไร้รสชาติยิ่งนัก เหตุใดผู้คนถึงชอบโกหกกันนักหนา?
“ไร้รสชาติงั้นรึ?”
“มีรสชาติงั้นหรือ?”
“ไร้รสชาติงั้นรึ?”
“มีรสชาติงั้นหรือ?”
“……”
บทสนทนาของทั้งสองคนวนซ้ำราวกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงติดขัด ดำเนินไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“พอ พอได้แล้ว เจ้าสองคนจะหยุดได้หรือไม่?” ในที่สุดก็มีผู้ทนไม่ไหวตะโกนแทรกกลางขึ้นมา
บรรดาหัวหน้าตระกูลคนอื่นล้วนมีเส้นเลือดปูดบนหน้าผากกันถ้วนหน้า ทุกครั้งที่มีศึกใหญ่หากสองคนนี้พบหน้ากัน เรื่องจะไม่ใช่การต่อสู้อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสงครามน้ำลาย
“เจ้ามารเฒ่าหวู เจ้าบอกว่าผู้อาวุโสของเจ้าตายไปแล้วก็ตายไปสิ แล้วจะมาหาเรื่องบุตรสาวตระกูลมู่ทำไม?” หัวหน้าตระกูลผู้หนึ่งแสยะยิ้มเย็น เมื่อใดที่พวกมารต้องประสบเคราะห์เมื่อนั้นเขาจะรู้สึกยินดีเสมอ