- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 59 หัวใจข้าเจ็บราวมีดกรีด
บทที่ 59 หัวใจข้าเจ็บราวมีดกรีด
บทที่ 59 หัวใจข้าเจ็บราวมีดกรีด
บทที่ 59 หัวใจข้าเจ็บราวมีดกรีด
“วางใจได้เลย คุณชายผู้นั้นใจป้ำถึงเพียงนี้ถึงขนาดเลี้ยงสุนัขธรรมดาให้พูดได้เกรงว่าอาจจะเป็นศิษย์ของสำนักใหญ่อย่างแท้จริงก็ได้” เด็กใช้เดินเข้าครัวพลางพูดคุยกับพ่อครัวอย่างคุ้นเคย เรื่องที่ว่าเสี่ยวไป๋เป็นศิษย์สำนักใหญ่ก็เป็นแค่คำพูดเล่นของเขาเพราะความสัมพันธ์ระหว่างสำนักใหญ่กับบรรดาอาณาจักรรอบป่าลึกห้วงเหวช่างซับซ้อนและหากไม่มีเหตุใหญ่เกิดขึ้นก็ไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็นนัก
เด็กใช้ออกเข้าในครัวนับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้รู้สึกเวียนหัวราวกับลอยไปลอยมา
‘เวรเถอะ...คุณชายสองคนกับสุนัขแสนสุภาพนี่กระเพาะพวกเขาเป็นโพรงไร้ก้นหรืออย่างไร?’
“อิ่ม~” เอ๋อร์โก่วอิ่มจัดจนต้องเรอออกมาจากนั้นก็คว้าไม้จิ้มฟันมาเขี่ยฟันอย่างสบายอารมณ์ จะใช้ขาหนีบไม้จิ้มฟันได้อย่างไรไม่มีใครเข้าใจ บางทีนี่อาจเป็นพลังของเทพกระมัง
“สุขใจยิ่งนัก” เอ๋อร์โก่วนั่งเอกเขนกยิ้มละไม ชีวิตเช่นนี้ช่างราวสรวงสวรรค์ ไม่ต้องสู้ ไม่ต้องเหนื่อย กินแล้วหลับ หลับแล้วกิน สุขสบายดุจเซียน
“เด็กใช้ เก็บเงิน” เสี่ยวไป๋ลูบหน้าท้องอย่างเคยชินก่อนจะร้องเรียก เสี่ยวไป๋นั้นเป็นคนจ่ายเสมอส่วนหนานกงอวิ๋นม่อ แม้จะมีเงินเก็บเป็นของตน แต่ก็เป็นเงินส่วนตัวไว้แต่งเมียในอนาคต ไหนเลยอาจารย์จะให้ศิษย์ควักจ่ายได้ ถึงธรรมเนียมในแผ่นดินตะวันออกหลี่จะถือเรื่องศิษย์เลี้ยงดูอาจารย์เป็นเรื่องปกติ แต่เสี่ยวไป๋หาใช่คนท้องถิ่นไม่
ส่วนเอ๋อร์โก่วนั้นอย่าไปพูดถึงมันเลย ร่างทั้งร่างนอกจากขนแล้วก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว ค้นยังไงก็ไม่เจอแม้แต่เศษหยกวิญญาณชั้นต่ำสักก้อน เสี่ยวไป๋กล้ายืนยันเต็มปาก
“คุณชาย ข้ามิได้ดูแคลนท่าน แต่วันนี้...ท่านคงต้องเสียทรัพย์หนักสักหน่อย” เด็กใช้เดินมาข้างตัวเสี่ยวไป๋ มองกองจานสูงเสียดฟ้าแล้วพูดด้วยสีหน้าลำบากใจ นี่มันไม่ใช่แค่เสียทรัพย์หนักแล้ว ถ้าครอบครัวธรรมดามาเจอเข้าถึงขั้นทรุดโทรมกันทั้งบ้าน
“ไม่เป็นไร คิดมาเถิด” เสี่ยวไป๋โบกมือไม่ใส่ใจนักเพราะเขาชินแล้ว ทุกครั้งที่กินเข้าไป ค่าใช้จ่ายก็หลักหลายหมื่นหยกวิญญาณชั้นต่ำอยู่แล้ว แต่ก่อนยังรู้สึกเสียดาย ทว่าตอนนี้ชาเฉยไปเสียแล้ว
‘ต่อไปข้ายังต้องสร้างสำนักอีก เทียบกับตรงนั้นเงินแค่นี้มันอะไรเล่า’
“ขอรับคุณชาย” เด็กใช้เห็นท่าทีเสี่ยวไป๋มั่นคงเช่นนั้นก็โล่งอกในใจทันที ‘แค่มีเงินก็พอแล้ว! ว่าแล้วก็รีบจัดแจงคิดเงิน
หลังผ่านไปพักใหญ่ เด็กใช้ก็นำบัญชีออกมา วางลงเบื้องหน้าของเสี่ยวไป๋อย่างนอบน้อมซึ่งมันหนาเสียจนต้องพับเป็นชั้น ๆ
“คุณชาย ขออภัยที่ทำให้ท่านรอ คิดรวมค่าที่พักและค่าอาหารแล้วทั้งหมด...หนึ่งแสนหยกวิญญาณชั้นกลางขอรับ”
“เวรเอ๊ย” ไม่รู้เสียงสบถหลุดออกจากใครคนแรก
“เวรเอ๊ย เวรเอ๊ย เวรเอ๊ย” ทันใดนั้นก็มีเสียงสบถชุดใหญ่ตามมาอย่างต่อเนื่อง
แม้แต่เสี่ยวไป๋เองก็หลุดสบถออกมา ‘เวรเถอะ จะเยอะอะไรขนาดนี้ หรือที่นี่มันโรงเตี๊ยมโกงเงินกันแน่?’ แต่พอมองสีหน้าเด็กใช้ก็ไม่น่าจะใช่นี่นา?
“คุณชาย โรงเตี๊ยมของเราคืออันดับหนึ่งแห่งแคว้นจูหลิง รายการอาหารและราคาห้องพักเป็นที่รับรู้กันทั่วทั้งเมืองหลวง ท่านสามารถตรวจสอบในบัญชีได้ ข้าไม่มีเจตนาจะเอาเปรียบ” เด็กใช้รีบชี้แจงด้วยท่าทีสุภาพ
“ใช่แล้วคุณชาย พวกเรายืนยันได้ แม้แต่ทางการก็รู้เรื่องราคาของที่นี่” มีผู้หนึ่งในโรงเตี๊ยมเอ่ยขึ้นมาเป็นพยาน
เหล่าผู้ชมต่างพากันจ้องมอง บ้างแอบหวังให้เกิดเรื่องจะได้ดูสนุกไม่รู้เบื่อ
“นี่มันหนึ่งแสนหยกวิญญาณชั้นกลางนะ มันไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลย” ผู้คนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์
“เฮอะ ออกมาโอ้อวดสุดท้ายก็คงหน้าแตก” ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งพึมพำเย้ยหยันก็เพราะพวกเขาหมั่นไส้เสี่ยวไป๋ตั้งแต่แรกแล้ว
เหตุใดต้องหมั่นไส้? ก็ดูสิหล่อขนาดนั้นใต้หล้ายากจะหาใครเทียบ ใครจะไม่อิจฉา?
หากเสี่ยวไป๋รู้ว่าคนพวกนี้อิจฉาเขาเพราะหน้าตา เขาคงยิ้มปลื้มพร้อมให้อภัยเพราะเขานั้นกินอยู่ด้วยใบหน้าโดยแท้จริง
“นี่คือหนึ่งแสนหยกวิญญาณชั้นกลาง เจ้าเชิญตรวจสอบเถิด” เสี่ยวไป๋สะบัดแขนอย่างสง่างาม หยิบแหวนมิติออกมาแล้วให้พลังวิญญาณผลักมันลอยไปตรงหน้าเด็กใช้
“อ้อ...อ้อ...ขอรับ” เด็กใช้พูดติดขัดเล็กน้อย ไม่คาดว่าคุณชายจะควักออกมาเร็วถึงเพียงนี้
“เวรเอ๊ย เอาจริงด้วยเรอะ” ผู้คนพากันตะลึงตาค้าง
‘พูดอะไรไร้สาระ? จะหนีหนี้รึไง?’ เสี่ยวไป๋ลอบตอบในใจ
“ดูสีหน้าสิ ตอนหยิบออกมายังไม่แม้แต่จะกระพริบตา สงสัยจะไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิด” ชายร่างใหญ่คนหนึ่งถึงกับสูดลมหายใจแรง นี่มันต้องมีทรัพย์สินมากขนาดไหนถึงใช้เงินเช่นนี้โดยไม่สะทกสะท้าน
‘ไม่รู้สึกเสียดายบ้านเจ้าสิ หัวใจข้ากำลังหลั่งเลือดอยู่แล้วเนี่ย’ เสี่ยวไป๋สบถในใจ นี่มันเจ็บยิ่งกว่าโดนแทงซะอีกภายนอกอาจดูสง่างาม แต่ภายในอยากขุดหลุมฝังตัวเสียตอนนี้เลย
“พวกเจ้ามองเห็นแต่ภาพลักษณ์อันรุ่งเรืองของคุณชาย แต่ไม่เคยคิดถึงเบื้องหลังของเขาเลย หากไม่มีความพยายามอย่างยิ่งยวดกว่าคนทั่วไป จะมีวันประสบความสำเร็จได้หรือ? พวกเจ้าควรเรียนรู้จิตวิญญาณของเขา ไม่ใช่นั่งสบถอยู่ทุกวัน” ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งลุกขึ้นเอ่ยเสียงดัง
‘เวรเอ๊ย ในที่สุดก็มีคนเข้าใจข้าแล้ว’ เสี่ยวไป๋ซาบซึ้งใจแทบร้องไห้ คนก่อนหน้านี้ล้วนแต่พูดจาแดกดันมีเพียงชายผู้นี้เท่านั้นที่เข้าใจหัวอกข้า
“เจ้าจงถามใจเจ้าดูดี ๆ ว่าเจ้าเคยพยายามสักครั้งหรือไม่?” เสียงของระบบดังแทรกขึ้นอย่างเงียบเชียบ
นี่คือความจริงตั้งแต่มายังโลกนี้ เสี่ยวไป๋ไม่เคยพยายามเลยแม้แต่น้อยหากจะสรุปให้ชัดก็คือ หิวก็กิน ง่วงก็นอน ไม่ต้องเก็บอะไรไว้ในใจชีวิตสบายยิ่งกว่าสวรรค์
“ข้าพยายามทุกวันเพียงแต่เจ้าไม่เคยมองเห็น” เสี่ยวไป๋ยังกล้าพูดด้วยหน้าตาเฉยแถมยังลูบอกตนเองแสดงความจริงใจ
“ไปไกล ๆ เลย ข้าอยู่ในใจเจ้าทั้งวัน ข้ายังไม่รู้หรือว่าเจ้าพยายามแค่ไหน?” ระบบอยากหยุดสนทนาเสียเดี๋ยวนั้น มันรู้สึกว่าคุยกับคนหน้าด้านนี่มันสิ้นหวังจริง ๆ
“คุณชาย จำนวนพอดีเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกินเลยขอรับ” เด็กใช้ใช้พลังจิตตรวจก็รู้ทันทีว่าจำนวนถูกต้อง ใจในตอนนี้เต็มไปด้วยความยินดี แม้ร้านจะไม่ใช่ของตน แต่วันนี้มีหวังได้โบนัสสูงแน่นอน แค่คิดก็รู้สึกฟินแล้ว
“อืม เช่นนั้นก็พาเราขึ้นห้องเถอะ” เสี่ยวไป๋ตอบอย่างนิ่งสงบ
ใช่แล้ว กินเสร็จก็นอน นอนเสร็จก็กิน นี่คือวิถีชีวิตของเสี่ยวไป๋และเอ๋อร์โก่วในตอนนี้
ส่วนหนานกงอวิ๋นม่อนั้น กินเสร็จก็บำเพ็ญ บำเพ็ญเสร็จก็กิน
เปรียบเทียบกันแล้วว่าใครคือหมูใครในใจก็รู้แก่ใจดี