- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 58 ภรรยาเจ้าหนีไปกับคนอื่นแล้วรึ?
บทที่ 58 ภรรยาเจ้าหนีไปกับคนอื่นแล้วรึ?
บทที่ 58 ภรรยาเจ้าหนีไปกับคนอื่นแล้วรึ?
บทที่ 58 ภรรยาเจ้าหนีไปกับคนอื่นแล้วรึ?
เสียง [ติ๊ง ตรวจพบสิ่งมีชีวิตฝ่ายศัตรู โปรดเลือกแผนรับมือ] จากจอมเฝ้าระวัง ไม่สิ จากฝาโลงดังขึ้นมากะทันหันจนขัดจังหวะเอ๋อร์โก่วที่กำลังเตรียมจะเปิดศึกด่ากลับต่อ
“เสี่ยวไป๋ ข้าหยิบฝาโลงออกมาตอนนี้พวกมันจะมองเห็นหรือไม่?” เอ๋อร์โก่วเอ่ยถามด้วยแววตาวาววับ เสี่ยวไป๋กับหนานกงอวิ๋นม่อได้ยินเข้าก็ขนลุกซู่ สีหน้าของเสี่ยวไป๋เปลี่ยนไปทันที พอเห็นแววตาของเอ๋อร์โก่วก็เข้าใจทันทีว่ามันคิดจะทำอะไร ข้าได้แต่สงบนิ่งไว้อาลัยให้เหล่าชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายเงียบ ๆ ในใจสามนาที
เอ๋อร์โก่วกำลังจะเรียกฝาโลงของตนออกมา ทว่าก็กลัวว่าคนอื่นจะมองเห็นแล้วความลับจะแตกเสียก่อน
“ไม่หรอก วางใจเถิด บัพที่ข้าใส่ให้นั้นเป็นถาวร หากข้าไม่ถอน มันก็ไม่มีวันหมดอายุ” เสี่ยวไป๋มั่นใจยิ่งนักในพลังบัพของตน
“เช่นนั้นก็ดี” เอ๋อร์โก่วหัวเราะหึหึ แล้วควักฝาโลงของตนออกมาจากไม่รู้ที่ใด วางมันลงบนพื้นอย่างแผ่วเบา แววตานั้นเต็มเปี่ยมด้วยความรักทะนุถนอม
เสี่ยวไป๋กับหนานกงอวิ๋นม่อก็มองไปยังฝาโลงนั้น
บนหน้าจอของฝาโลงแสดงข้อความว่า
[โปรดเลือกแผนรับมือ]
ด้านล่างคือภาพของชายหนุ่มกลุ่มแรกที่เคยพูดจาดูถูกเอ๋อร์โก่ว เรียงเป็นระเบียบ
แผนรับมือ:
A: คืนนี้ทุกคนจะถูกฝูงยุงรุมกัด นอนไม่หลับ พลิกตัวไปมาทั้งคืน ปวดปัสสาวะแต่ปัสสาวะไม่ออก มีทุกข์ก็พูดไม่ได้
B: ลบล้างจากโลกนี้โดยตรง
เอ๋อร์โก่วไม่คิดให้เสียเวลาจิ้มตัวเลือก A ทันที แล้วก็หัวเราะหึหึออกมาเบา ๆ “คืนนี้พวกเจ้าจะสุขเสียจนลืมโลก” เอ๋อร์โก่วในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน เขาไม่ใช่เอ๋อร์โก่วคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
คนอื่น ๆ เห็นเอ๋อร์โก่วไม่พูดอะไรก็รู้สึกหมดสนุก พากันแยกย้ายกลับที่เดิม แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่จะรอพวกเขาในค่ำคืนนี้คือหายนะที่น่าหัวเราะที่สุดในชีวิต
“เอาล่ะ ๆ เสิร์ฟอาหารได้แล้ว” เสี่ยวไป๋รู้ดีว่าเหล่าคนพวกนั้นคืนนี้จบเห่แน่ แค่เอ๋อร์โก่วอารมณ์ไม่ดีนิดเดียวก็พอจะเล่นพวกเขาให้ตายทั้งเป็นได้แล้ว
“ได้เลยคุณชาย” เด็กใช้ตอบรับ แล้วรีบวิ่งไปแจ้งครัว
แต่ยังไม่ทันได้นั่งกินกันดี ๆ เสียงวุ่นวายจากถนนหน้าร้านก็ดังขึ้น
“เวรเอ๊ย เจ้าผู้หญิงชั่ว กล้าแอบไปมีชู้ลับหลังข้าเรอะ?” เสียงตะโกนโกรธเกรี้ยวดังสนั่น ตามด้วยเสียงฝูงชนมุงดูส่งเสียงวุ่นวาย
“ท่านหลิว ท่านหลิว ใจเย็นก่อน” ผู้ที่พยายามห้ามเขาไว้ก็คือหนึ่งในกลุ่มคนที่เพิ่งถูกเอ๋อร์โก่วเลือกเป็นเป้าหมายในฝาโลง
“ใจเย็นบิดาเจ้าสิ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับเจ้า เจ้าจะรู้สึกอะไรได้เล่า?” ชายที่ชื่อหลิวโกรธจนใบหน้ามืดคล้ำ เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน ราวกับพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ได้ยินเสียงเพื่อนมาห้ามก็ยิ่งเดือดดาลในใจ
“เฮ้ย นั่นไม่ใช่น้องหวังรึ? เจ้าไม่รู้เรื่องของบ้านเจ้าหรือไง?” คนดูมุงคนหนึ่งจำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นสหายของหลิวก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงดูสงบนิ่งได้ขนาดนี้
“ข้าก็คือหวัง แล้วบ้านข้ามีอะไร?” น้องหวังขมวดคิ้ว มองสีหน้าของอีกฝ่ายก็รู้แล้วว่าคงมีเรื่องไม่สู้ดีนักเกิดขึ้น
“ภรรยาเจ้าหนีไปกับชายอื่นแล้วน่ะสิ เจ้ารู้หรือเปล่า?” คนรู้จักของเขาทำหน้าตกใจที่เจ้าตัวยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ในใจได้แต่ร้อง ‘เฮ้อ ทีนี้รู้แล้วนะ’
“เวรเอ๊ย ผู้หญิงสารเลวทำไมเจ้าทรยศข้าได้ลงคอ” เดิมทีน้องหวังก็อารมณ์ดีอยู่ พอได้ยินเรื่องนี้เข้า ตาก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
“ไม่เป็นไร ๆ สหาย เรื่องแค่นี้เอง อย่าได้เครียดไปเลยนะ” ท่านหลิวที่ก่อนหน้านี้แทบคลั่งเพราะถูกสวมเขา แต่ตอนนี้พอเห็นเพื่อนรักของตนถูกภรรยาหักหลังเหมือนกันกลับรู้สึกดีขึ้นอย่างน่าประหลาดถึงกับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นฝ่ายปลอบแทน
ที่โต๊ะเสี่ยวไป๋ เอ๋อร์โก่วในตอนนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษรู้สึกเหมือนตนกำลังลอยอยู่กลางฟ้า “โอ๊ยยยย ฝาโลงเอ๋ย ข้ารักเจ้าจะตายแล้ว” ว่าแล้วก็โผเข้ากอดฝาโลงแล้วฟัดไม่ยั้ง
เสี่ยวไป๋ได้แต่นั่งอึ้งไปทั้งตัว ‘เวรเอ๊ย ละครน้ำเน่ายังไม่กล้าเขียนอะไรเว่อร์ขนาดนี้เลย’
“คุณชาย อาหารมาแล้ว ขอเชิญรับประทาน” เด็กใช้เดินนำขบวนผู้ช่วยหลายสิบคนเข้ามา แต่ละคนล้วนถือถาดอาหารใบใหญ่ในถาดเต็มไปด้วยอาหารนานาชนิด
เด็กใช้ยังอุตส่าห์เปลี่ยนโต๊ะให้เป็นโต๊ะขนาดยักษ์เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางวางอาหารพวกนี้ได้หมด พอจัดวางอาหารและเครื่องใช้เสร็จ เด็กใช้ก็ถอยออกไปอย่างเงียบ ๆ
ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง เอ๋อร์โก่วพุ่งเข้าคว้าขาไก่แล้วเริ่มฟัดทันที ท่าทางไร้พิธีรีตรองใด ๆ ทั้งสิ้น
ด้านหนานกงอวิ๋นม่อนั้นกลับสุภาพเรียบร้อย เขารอให้เสี่ยวไป๋และเอ๋อร์โก่วเริ่มก่อนจึงลงมือ เป็นภาพของศิษย์ตระกูลผู้สูงศักดิ์ที่งดงามนัก
แต่การกินของเสี่ยวไป๋พวกเขานั้นหากจะว่าเหมือนสงครามก็คงยังไม่พอ ความเร็วที่พวกเขาตักอาหารใส่ปากนั้นเร็วปานลมพายุจนอาหารบนโต๊ะแทบหายไปในพริบตา
อาหารที่เสี่ยวไป๋สั่งมาคืออาหารเลื่องชื่อทุกอย่างอย่างละห้าสิบจานรวมแล้วก็แค่ 300 จานเท่านั้น
แค่ 300 ?
ใช่แล้วเพราะนอกจากเสี่ยวไป๋ ระบบก็สามารถกินได้และหนานกงอวิ๋นม่อก็ไม่ใช่คนกินน้อย แล้วไหนจะเอ๋อร์โก่วอีกตัว ความน่าสะพรึงจึงเพิ่มขึ้นเท่าทวี
ลูกค้าคนอื่น ๆ ในร้านได้แต่มองตาค้าง
‘โธ่เว้ย คนที่ฝึกตนเก่งข้าเห็นมาเยอะแล้ว แต่คนที่กินเร็วขนาดนี้...วันนี้ข้าพบเป็นครั้งแรก’
‘ไม่ใช่สุนัขนั่นที่กินเก่งเรอะ? ทำไมสองคุณชายก็กินไม่แพ้กันโดยเฉพาะคนที่นั่งริมหน้าต่างนั่น...โอ้สวรรค์ เขากินเร็วถึงขั้นเกิดเงาเลือนแล้ว...ตาข้าแทบตามไม่ทัน’
เสี่ยวไป๋หากรู้ว่าคนอื่นพูดถึงเขาเช่นนี้คงร้องโอดครวญ ‘โธ่เว้ย ก็เพราะข้ามีระบบติดตัวไงเล่า จะให้โทษข้าได้อย่างไร?’
“เด็กใช้ เอาอาหารชุดเดิมมาอีกอย่างละร้อยจาน” เสี่ยวไป๋เห็นว่าของเดิมใกล้หมดแล้วก็รีบสั่งเพิ่มทันที
“ได้เลยคุณชาย” เด็กใช้ตอบรับอย่างไร้ชีวิตจิตใจ ตอนนี้สมองของเขาชาชินไปหมดแล้ว
‘เวรเถอะ พวกเขานี่มันกินกันเอาตายเลยเรอะ? กินขนาดนี้ยังไม่อ้วนอีกต่างหาก ยิ่งคิดยิ่งแค้น’ เด็กใช้พึมพำในใจพลางรีบเข้าไปแจ้งครัว
“อาหารชุดเดิมเพิ่มอีกหนึ่งร้อยจาน” เนื่องจากครัวเสียงดัง เด็กใช้จึงต้องตะโกนดังลั่น
“อะไรนะ? อีกหนึ่งร้อยจาน? พวกเราจะไม่ทำร้านแล้วเรอะ? นี่เจ้ารู้ไหมว่ามันแพงขนาดไหน?” เสียงตะโกนจากครัวดังขึ้นมาทันที
แม่ครัวทั้งหลายตกตะลึงรอบสอง
หนึ่งเพราะปริมาณที่สั่งมันบ้าคลั่งเกินไป
แค่ร้อยจานก่อนหน้านี้พวกเราก็เหนื่อยแทบตาย มือยังสั่นไม่หายเลย นี่จะให้เพิ่มอีกจะเอาชีวิตกันเลยหรืออย่างไร?
สองเพราะราคาอาหารพวกนี้มันโหดร้ายยิ่งกว่าอสูร
เพียงแค่ชุดแรกของห้าสิบจานราคาก็พอ ๆ กับบ้านหนึ่งหลังในเขตชานเมืองของเมืองหลวงเข้าไปแล้ว
ก็เพราะโรงเตี๊ยมแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ใกล้สนามประลองหลวง ลูกค้าที่มาเข้าพักล้วนเป็นคุณชายบุตรขุนนางหรือศิษย์ตระกูลใหญ่ มีหรือจะกลัวเรื่องเงิน ราคาจึงโดดทะลุฟ้าไปไกล
ด้วยสถานที่ เวลาและกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะเจาะทุกประการ ไม่แพงก็ให้มันรู้ไปเถอะ