- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 47 อย่าทำตัวเหมือนหมูตาย
บทที่ 47 อย่าทำตัวเหมือนหมูตาย
บทที่ 47 อย่าทำตัวเหมือนหมูตาย
บทที่ 47 อย่าทำตัวเหมือนหมูตาย
หลังการต่อสู้อันดุเดือด เสี่ยวไป๋ก็ยอมปล่อยเอ๋อร์โก่วออกมาเสียทีถึงแม้ว่าจะเป็นการต่อสู้แบบอีกฝ่ายยอมแพ้ฝ่ายเดียวก็ตาม แต่มันก็ยังถือว่าเป็นการต่อสู้
“มีคนมา” เอ๋อร์โก่วพอได้ตั้งสติกลับคืนก็พลันรู้สึกได้ว่ามีคนเดินตรงมาทางพวกเขา แม้ฝีเท้าจะเบานัก ดูเหมือนจงใจหลบซ่อนตัว หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพลังต่ำกว่าย่อมตรวจไม่พบ แต่เอ๋อร์โก่วนั้นคือเทพจะให้คนจากมิติต่ำมาหลอกได้อย่างไร?
เสี่ยวไป๋กลับไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย จะเป็นใครมาจากไหนก็ช่างหากไม่ก่อปัญหาให้เขาก็ถือว่าไม่เกี่ยวข้องสำหรับเสี่ยวไป๋ ณ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือของกิน เรื่องอื่นจะให้ฟ้าถล่มก็ไม่สน
หนานกงอวิ๋นม่อก็ทำตามอาจารย์เหมือนเงาตามตัว ไม่แสดงความสนใจแต่อย่างใดเพราะตราบใดที่มีเสี่ยวไป๋อยู่ ยังมีเรื่องใดต้องหวั่นเกรง? อยู่กับเสี่ยวไป๋นานเข้า หนานกงอวิ๋นม่อก็เริ่มมีท่าทีเฉยเมยอย่างไม่รู้ตัว
พลบค่ำมาถึงพวกเขายังคงท้องว่าง ในช่วงเวลานั้นเสี่ยวไป๋ก็ไม่พลาดที่จะทรมานเอ๋อร์โก่วอย่างสม่ำเสมอจนเจ้าหมาคิดว่าตัวเองลงมาจุติในโลกมนุษย์เพื่อฝ่าด่านเคราะห์
ครั้นตกกลางคืน ป่าที่เดิมไร้เสียงกลับคึกคักขึ้นมาอย่างน่าประหลาด สัตว์อสูรนานาชนิดโผล่ออกมาจากเงามืด ป่าทั้งผืนกลายเป็นเวทีแห่งการล่า
เสี่ยวไป๋เมื่อเห็นว่าป่าเริ่มคึกคัก ใจเขาก็พลันเต้นแรงขึ้น “เวรเอ๊ย ในที่สุด...ก็ได้กินเสียที”
“โฮก” พร้อมกับเสียงคำรามคล้ายหมูป่าดังลั่น ร่างอสูรรูปร่างคล้ายหมูตัวหนึ่งก็ทรุดลง เสียงร่างกระแทกพื้นสะเทือนทั้งผืนดิน
เสี่ยวไป๋และหนานกงอวิ๋นม่อรีบหยิบอุปกรณ์ออกมา ผ่าอสูรเตรียมมื้อค่ำส่วนเอ๋อร์โก่วก็นอนเอกเขนกอยู่บนพื้นชมสองอาจารย์ศิษย์ทำงานอย่างสุขใจ
จนกระทั่งเสี่ยวไป๋ส่งสายตาอำมหิตว่า “เจ้าขี้เกียจอีกข้าจะหั่นเจ้าเป็นชิ้น” เอ๋อร์โก่วจึงจำต้องเด้งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว วิ่งวุ่นไปเก็บฟืน
ในที่สุดหลังจากที่เสี่ยวไป๋กับหนานกงอวิ๋นม่อเหนื่อยแทบขาดใจและเอ๋อร์โก่วพอมีส่วนช่วยแบบงู ๆ ปลา ๆ มื้อเย็นสุดหรูก็พร้อมเสิร์ฟ
มีทั้งขาหมูพะโล้ ตีนหมูตุ๋น ซี่โครงหมูเคี่ยว หมูย่างเสียบไม้รวมถึงกับข้าวอื่น ๆ มากมาย กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วป่าเกรงว่าแม้แต่ข้างนอกป่ายังอาจได้กลิ่น
แต่ในขณะที่เสี่ยวไป๋ ระบบ หนานกงอวิ๋นม่อและเอ๋อร์โก่วเตรียมจะลิ้มรสสวรรค์ตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม จู่ ๆ เสียง “โครม” ดังลั่น ร่างสีเทาหนึ่งพุ่งเข้ามา กระแทกโต๊ะจนอาหารครึ่งหนึ่งปลิวว่อน เคราะห์ดีที่โต๊ะมีพลังวิญญาณประคองอยู่ไม่เช่นนั้นมื้อหรูคงหายไปทั้งหมด
ชั่วพริบตา นอกจากเสียงไอจากร่างสีเทาก็เหลือเพียงเสียงเสื้อผ้ากระทบใบไม้แล้วความเงียบงันก็เข้าครอบงำ
ทั้งสี่ยังคงนั่งแข็งคาที่เดิม ท่าเตรียมรับประทานไม่เปลี่ยนราวกับโดนฝ่ามือจุดชีพจรในนิยายกำลังภายในอย่างไรอย่างนั้น
“ใครกล้ารบกวนข้ากินข้าว?” เสี่ยวไป๋ฟื้นสติขึ้นมาเป็นคนแรก พุ่งตัวขึ้นพร้อมคำรามลั่น ใครหน้าไหนกล้าทำแบบนี้ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ
หนานกงอวิ๋นม่อก็ลุกขึ้นทันทีเตรียมพร้อมสู้ แม้รู้ว่าตนเองอ่อนแอแต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องมีคือไม่หวั่น
เอ๋อร์โก่วก็เปลี่ยนจากท่านอนเกียจคร้านเป็นท่านั่งสง่า สีหน้าจริงจังเพราะนี่อาจเป็นการต่อสู้ครั้งแรกหลังออกจากผนึก เขาคิดว่าคงได้โชว์เหนือเสียที
“ท่านฟู่ ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม” หญิงสาวคนหนึ่งพุ่งเข้าไปหาคนที่พุ่งเข้ามากระแทกโต๊ะอาหารด้วยความร้อนใจ
ตามมาด้วยชายวัยกลางคนอีกสองคนและผู้อาวุโสอีกสอง ท่าทางร้อนรนไม่แพ้กัน สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าฟู่ป้อเต็มไปด้วยความกังวล
หน้าตาหญิงสาวนั้นเสี่ยวไป๋ไม่แม้แต่จะเหลือบมองเพราะต่อให้สวยงามเพียงใดก็กินไม่ได้ ที่สำคัญกลุ่มคนนี้ทำอาหารของเขาหก เรื่องนี้ไม่ใช่เล็กน้อย หากไม่ให้คำอธิบายที่น่าพอใจคืนนี้อาจไม่มีใครได้กลับไป
“ราชาวิญญาณ” หนานกงอวิ๋นม่อตกตะลึง สีหน้าราวกับเห็นสวรรค์ถล่มไม่อยากเชื่อเลยว่าหญิงสาวผู้ดูอ่อนเยาว์จะมีพลังสูงถึงขั้นนั้น
“หืม? ราชาวิญญาณ? พอมีอะไรน่าสนใจบ้าง” เสี่ยวไป๋เริ่มมีความสนใจขึ้นมาเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นผู้มีพลังระดับนี้ในมิตินี้
“ท่านอาจารย์ ข้าว่าพวกเราควรจะ” หนานกงอวิ๋นม่อเพิ่งเริ่มพูดก็กลืนคำลงไปเพราะเขารู้จักนิสัยของอาจารย์ดีนัก ถึงแม้จะใจดีโดยทั่วไป แต่ถ้าใครกล้ารบกวนขณะกินล่ะก็ผลลัพธ์จะไม่สวยแน่
เสี่ยวไป๋คิดว่าสมควรตรวจสอบข้อมูลของกลุ่มคนนี้เสียก่อนจึงให้ระบบช่วยสแกนไม่อยากเสียเวลาร่ายเนตรเทวะให้ยุ่งยาก
ระบบจึงรายงานมา:
ชื่อ: มู่ลี่เสวียน
เพศ: หญิง
อายุ:24 ปี
ระดับพลัง: ราชาวิญญาณขั้นสูงสุด
สังกัด: ตระกูลมู่แห่งซีโจว
สถานะ: บุตรีสุดรักของผู้นำตระกูลมู่ ผู้เป็นอันดับหนึ่งแห่งรุ่นเยาว์และเป็นปราชญ์โอสถขั้นสี่
เคล็ดวิชา:《คัมภีร์ไท่เสวียนฉบับสูญหาย》
วิชายุทธ์:《มายาภาพ》《ฝ่ามือเวียนยอดผา》《กระบี่ไท่เสวียนฉบับสูญหาย》
อาวุธ: กระบี่หวงหมิงระดับกลางขั้นสูง
สถานะปัจจุบัน: บาดเจ็บเล็กน้อย
ระดับอันตราย: พลังต่ำเกินไป ไม่เป็นภัยคุกคามใด ๆ
ถัดมาคือชายวัยกลางคนสองคนและผู้อาวุโสอีกสอง
ชื่อ: มู่ชางจื้อ
อายุ: 4,081 ปี
พลัง: จักรพรรดิวิญญาณขั้นห้า
ตำแหน่ง: ผู้อาวุโสแห่งตระกูลมู่
ชื่อ: มู่เตอรุ่ย
อายุ: 4,500 ปี
พลัง: จักรพรรดิวิญญาณขั้นหก
ชื่อ: มู่เหยียนโหยว
อายุ: 2,200 ปี
พลัง: จักรพรรดิวิญญาณขั้นหนึ่ง
ตำแหน่ง: ผู้อาวุโสสำนักบัญญัติกฎหมายแห่งตระกูลมู่
ชื่อ: มู่เสวียนฉี
อายุ: 2,223 ปี
พลัง: จักรพรรดิวิญญาณขั้นสอง
ตอนนี้เสี่ยวไป๋หน้าเต็มยิ้มแต่ใจสบถไม่หยุด “บัดซบ...เจอแบบนี้อีกแล้ว”
ระบบปิดท้ายด้วยบ่น:
“ข้อมูลคนอื่น ๆ เยอะเกิน ข้าไม่อยากสแกนต่อ ถ้าเจ้าอยากรู้มากนักก็อย่าทำตัวเหมือนหมูตายนั่งโง่อยู่เฉย ๆ ไปเปิดดูเอาเองสิ รู้ไหมผู้ใดลงมือเอง...ย่อมได้กินอิ่ม”
เสี่ยวไป๋ในตอนนี้อยากจะลากระบบออกมาต่อยจนจำหน้าแม่ตัวเองไม่ได้
เขาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งจนพบปัญหาใหม่ ‘ซีโจว? ตงโจว? อะไรอีกล่ะนี่?’ เขาพบว่าตนเองไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้เลยแม้แต่น้อย ต้องหาหนังสือมาอ่านสักหน่อยแล้ว สรุปคือการเรียนสำคัญที่สุด
เพราะตนไม่รู้อะไรเลย เสี่ยวไป๋จึงหันไปพึ่งลูกศิษย์อันเป็นที่รัก
“อวิ๋นม่อ เจ้ารู้จักตระกูลมู่แห่งซีโจวไหม?” เสี่ยวไป๋เอียงศีรษะถาม
“ขอรับ อาจารย์ ข้ารู้” หนานกงอวิ๋นม่อตอบอย่างกระตือรือร้น แม้จะแปลกใจว่าทำไมอาจารย์ถึงรู้จักชื่อเหล่านี้ แต่ก็คิดว่า ‘อาจารย์เรารู้ทุกอย่างอยู่แล้วจะรู้นี่ก็ไม่แปลก’
“ในแผ่นดินตะวันออกหลี่นั้นการแบ่งระดับของอิทธิพลมีหลายขั้น เริ่มจาก สามัญ ชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง ชั้นยอด ลึกลับ ดิน ฟ้า ศักดิ์สิทธิ์ บรรพกาล ปัจฉิมบรรพและเทพเจ้า แต่ละระดับต้องได้รับการยอมรับจากหลายฝ่ายในการเลื่อนขั้น ตระกูลมู่แห่งซีโจวนั้น เป็นอิทธิพลระดับชั้นต่ำ มีผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ประจำการอยู่ ภายในสำนักเต็มไปด้วยยอดฝีมือมากมาย” หนานกงอวิ๋นม่ออธิบายอย่างละเอียดเพราะเขาเชื่อว่าอาจารย์กำลังทดสอบเขา