- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 46 เจ้ารู้ได้อย่างไรถึงพรสวรรค์ของข้า?
บทที่ 46 เจ้ารู้ได้อย่างไรถึงพรสวรรค์ของข้า?
บทที่ 46 เจ้ารู้ได้อย่างไรถึงพรสวรรค์ของข้า?
บทที่ 46 เจ้ารู้ได้อย่างไรถึงพรสวรรค์ของข้า?
“ไปได้แล้ว พาข้าไปกินอะไรเสียที ข้าจะหิวตายอยู่แล้ว” เสี่ยวไป๋เตะก้นเจ้าฮัสกี้เบา ๆ เป็นเชิงเร่งให้มันนำทาง
“ก่อนอื่นเราต้องออกจากมิตินี้ให้ได้เสียก่อน” คราวนี้เจ้าฮัสกี้มีสีหน้าจริงจังผิดปกติ ดูไม่เหมือนพูดเล่นเลยสักนิด
“แต่ที่นี่ก็ไม่เห็นจะหนาวตรงไหน?” เสี่ยวไป๋พูดด้วยความแปลกใจ ตามที่เขารู้มาพวกฮัสกี้จะเปิดใช้งานความฉลาดขั้นสูงเมื่ออยู่ในสภาพอากาศหนาวจัด ทว่าที่นี่กลับอบอุ่นสบาย ดินฟ้าอากาศสดชื่นราวกับสวรรค์บนดิน
“เจ้า...รู้ได้อย่างไรว่าเผ่าพันธุ์พวกเราจะเปิดใช้พรสวรรค์เมื่ออยู่ในความหนาวจัด?” ฮัสกี้ตาเบิกกว้าง ถามด้วยความตกตะลึง
“เดาเอาน่ะ” เสี่ยวไป๋มีสีหน้าอึ้งจนแทบกลายเป็นเครื่องหมายอัศเจรีย์ “‼(•‘╻’•)꒳ᵒ꒳ᵎᵎᵎ” คิดในใจว่า “เวรเอ๊ย เดาถูกจริงด้วย โลกนี้มันอะไรกันฟะเนี่ย?”
ฮัสกี้เห็นเสี่ยวไป๋ไม่อยากพูดอะไรมากก็ไม่ถามซ้ำให้เสียบรรยากาศ
“แล้วเราจะออกไปอย่างไรดี?” หนานกงอวิ๋นม่อถามขึ้นมาบ้าง
“คำถามนี้...ช่างยอดเยี่ยม” ฮัสกี้พยักหน้าอย่างซาบซึ้ง รู้สึกว่ายังมีคนปกติอยู่บ้าง ถึงจะไม่เต็มร้อยแต่ก็ดีกว่าเจ้าอีกคนมาก อย่างน้อยก็คุยกันรู้เรื่อง
“ข้าถูกผนึกอยู่ในมิตินี้ ซึ่งเข้าได้แต่ไม่อาจออก หากต้องการออกไปมีทางเดียวคือต้องใช้ค่ายกลที่ข้าค้นคว้ามานานถึงห้าพันปี เป็นค่ายกลระดับสูงที่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากที่นี่ได้ทันที ข้อเสียคือต้องใช้คนอย่างน้อยสามคนในการกระตุ้น ดังนั้นอีกเดี๋ยวพวกเจ้าสองคนไปยืนข้างซ้ายขวาของข้า ข้าจะเป็นคนเปิดใช้ค่ายกล แล้วพวกเราก็จะออกไปได้ เข้าใจไหม?” ฮัสกี้พูดถึงค่ายกลของตนเองด้วยน้ำเสียงภูมิใจยิ่ง
แต่ยังไม่ทันได้พูดคำว่า “พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่?” เสี่ยวไป๋ก็จับแขนมันแล้วดึงออกจากมิติผนึกทันที
เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ฮัสกี้ก็พบว่าตนเองกลับมาอยู่ในโลกจริงเสียแล้ว
“อะ...อะไรกันเนี่ย?” ฮัสกี้อ้าปากค้าง ชี้นิ้วไปข้างหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“แค่เคลื่อนย้ายแบบทันทีน่ะ จะใช้ค่ายกลให้ยุ่งยากทำไม?” เสี่ยวไป๋ตอบด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ
ฮัสกี้รู้สึกว่าตนเองได้รับความเสียหายทางจิตใจอย่างรุนแรง ค่ายกลที่เขาอุตส่าห์ศึกษาอยู่ตั้งห้าพันปีกลับโดนคนอื่นดูถูกว่าฟุ่มเฟือยไร้สาระแถมคนที่พูดยังมาจากมิติต่ำอีกด้วย นี่เขาถูกผนึกนานเกินไปจนโลกเปลี่ยนไปหมดแล้วหรืออย่างไร?
“เจ้าไม่ใช่คนของมิตินี้ใช่หรือไม่? อย่าคิดโกหกล่ะ คนจากมิติต่ำไม่มีทางปลดผนึกของเทพได้ง่ายดายถึงเพียงนี้” ฮัสกี้มองเสี่ยวไป๋ด้วยสายตาจริงจังต้องการคำตอบแน่ชัดเพราะเขารู้ดีว่าผนึกนั้นร้ายแรงแค่ไหน
เสี่ยวไป๋สะอึกเล็กน้อยเพราะเขาไม่ใช่คนของมิตินี้จริง ๆ แต่จะให้บอกว่าตนเองแค่นอนแล้วตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นคนที่ไร้เทียมทานแบบนี้ มันจะดูทำร้ายจิตใจคนอื่นเกินไปจึงตัดสินใจแต่งเรื่องแทน
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตนหลับมานานเพียงใด...เมื่อลืมตาตื่นโลกก็เป็นแบบนี้ไปเสียแล้ว...” เสี่ยวไป๋เริ่มแสดงฝีมือระดับรางวัลแสดงนำชาย พูดพลางแสดงสีหน้าเหมือนนักพรตผู้ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน
ฮัสกี้มองดูการแสดงของเสี่ยวไป๋แล้ว สีหน้าเต็มไปด้วยคำว่า “ข้ารู้ทันเจ้าแล้ว” เพราะหากเสี่ยวไป๋เป็นเทพจริง เขาจะต้องรู้จัก ในเมื่ออยู่ในแดนเทพมา เขาได้บันทึกชื่อและรูปพรรณของเทพทุกองค์เอาไว้ในสมองแล้ว แต่เขากลับไม่รู้จักเสี่ยวไป๋แม้แต่น้อย อย่างไรก็ดี เขาก็เลือกที่จะไม่พูดออกมาเพราะรู้ดีว่าถามไปก็ไม่มีคำตอบอยู่ดีทำได้เพียงเก็บความสงสัยไว้ในใจเท่านั้น
ด้านหนึ่ง หนานกงอวิ๋นม่อที่ยืนฟังอยู่ก็ยิ่งงง เขารู้เพียงสองเรื่อง หนึ่งเจ้าหมานี่คือเทพจริง ๆ สองท่านอาจารย์ของเขานั้นเก่งโคตร ๆ
“เอาล่ะ ในเมื่อออกมาได้แล้ว เจ้าควรพาข้าไปกินอาหารได้แล้ว” เสี่ยวไป๋มองท้องฟ้ายามเย็นพลางคว้าคอเจ้าหมาไว้
“วางใจเถอะ เทพอย่างข้าพูดแล้วไม่คืนคำ” ฮัสกี้ดิ้นหลุดจากมือเสี่ยวไป๋ สะบัดขนแล้วเริ่มนำทาง เสี่ยวไป๋และหนานกงอวิ๋นม่อก็เดินตาม
“พวกเจ้าชื่ออะไรกันบ้าง?” ฮัสกี้หันหลังเดินไป ถามไป
“ข้าชื่อเสี่ยวไป๋” เสี่ยวไป๋ตอบ แล้วชี้ไปที่หนานกงอวิ๋นม่อ “นั่นศิษย์ข้า ชื่อหนานกงอวิ๋นม่อ แล้วเจ้าล่ะ?”
ฮัสกี้ยิ่งมั่นใจเสี่ยวไป๋ไม่ใช่เทพที่เขาเคยรู้จัก ความสงสัยยิ่งก่อตัวในใจ เขาเป็นใครกันแน่? ทำไมมีพลังของเทพ? มาทำอะไรที่นี่? เหตุใดจึงรับศิษย์จากมิติต่ำ?
สมองเล็ก ๆ ของฮัสกี้เต็มไปด้วยคำถามใหญ่โต
“เทพไม่อาจเปิดเผยชื่อจริงได้ มีกฎของแดนเทพอยู่” ฮัสกี้พูดตามจริง ในแดนเทพหากไม่ใช่สหายสนิทก็ไม่มีใครเปิดเผยชื่อแท้ มักใช้เพียงนามเต๋าเท่านั้น
“กฎมากมายเสียจริง พวกเจ้าใช้ชีวิตกันไม่เหนื่อยหรือไง?” เสี่ยวไป๋รู้สึกว่ากฎของแดนเทพช่างยุ่งยากยิ่งนัก แค่เรื่องชื่อก็วุ่นวาย ถ้าตนต้องอยู่ที่นั่นคงได้บ้าตาย
“เทพก็มีกฎของเทพ มนุษย์ก็มีกฎของมนุษย์ จริง ๆ แล้วมันก็เหมือนกันนั่นแหละ” ฮัสกี้ตอบด้วยสีหน้าเลื่อนลอยเพราะคำพูดของเสี่ยวไป๋เมื่อครู่ ทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่าคนที่ร่างกฎในแดนเทพนั้นโง่สิ้นดี
“เอาเถอะ ในเมื่อเทพเปิดเผยชื่อไม่ได้ งั้นข้าตั้งให้เองแล้วกัน” เสี่ยวไป๋ลูบคางครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “เจ้าชื่อเอ๋อร์โก่วล่ะกัน”
“ไสหัวไป ชื่อบ้าอะไรกัน” ฮัสกี้รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าหนักหน่วงถึงตายก็ไม่ยอมรับชื่อนี้
“ก็ชื่อหมาน่ะสิ ฟังดูเข้าท่าดีออก เอ๋อร์โก่วก็เอ๋อร์โก่ว” เสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างภาคภูมิเพราะเขาตั้งชื่อหมาจริง ๆ และอีกฝ่ายก็ดันรู้ทันเสียด้วย
“ไปให้พ้น เรียกข้าว่าเทพก็พอแล้ว” เอ๋อร์โก่วในตอนนี้อยากจะซัดเสี่ยวไป๋ให้กระเด็น แต่เพราะซัดไม่ชนะก็ได้แต่ยอมรับชะตา
“ตกลง เอ๋อร์โก่ว” เสี่ยวไป๋ยกมือทำสัญลักษณ์ OK แล้วยิ้มกว้าง
เอ๋อร์โก่วไม่พูดมากแล้วกระโจนเข้าใส่เสี่ยวไป๋ทันที พุ่งกัดเรียกได้ว่าขึ้นไปก็ลุยเป็นวิชาที่เพิ่งเรียนรู้ใหม่
หลังการต่อสู้อันดุเดือด เอ๋อร์โก่วก็พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ
“เอ๋อร์โก่ว เมื่อไรจะถึงเสียที? ข้าจะอดตายอยู่แล้ว” พวกเขาเดินกันในป่าเรื่อยมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดจนตอนนี้พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว ยังไม่ถึงที่กินอาหารที่เจ้าหมาพูดไว้เลย
“ใกล้แล้ว ๆ รอให้ค่ำลงก่อน อสูรร้ายจะออกมา แล้วเราก็จะมีของกินแล้วไง” เอ๋อร์โก่วกระโดดโลดเต้นนำหน้าอย่างร่าเริง ไม่รู้ว่าเพราะเพิ่งหลุดผนึกมานานหรือว่าเป็นนิสัยส่วนตัวกันแน่
ตอนนี้ฟ้ายังไม่มืด แต่หน้าของเสี่ยวไป๋มืดสนิทแล้ว คิดในใจ “เจ้าหมานี่หลอกข้าอีกแล้วใช่ไหม?” ทันใดนั้นก็จัดการคว้าคอมันทันทีพร้อมกับชักมีดออกมา แล้วยังไม่พอ ขว้างหม้อใบยักษ์ออกมาจากแหวนมิติตามมาด้วย เตาย่าง หม้อซุป เครื่องปรุง จาน ชาม ตะเกียบ ส้อม เก้าอี้ โต๊ะ เขียง ครบครันดั่งยกครัวเรือนมา
“เฮ้ย มีอะไรค่อยพูดดี ๆ อย่าใช้กำลังสิ คนดีเขาพูดกันด้วยเหตุผล” เอ๋อร์โก่วดิ้นพล่านในมือเสี่ยวไป๋ ขาถีบไม่หยุดเร็วประหนึ่งรถสามล้อมีชีวิต
“เหตุผลบ้าอะไร วันนี้ข้าจะกินหม้อไฟเนื้อหมา ย่างอีกชุดและซุปกระดูกหนึ่งหม้อ” เสี่ยวไป๋ยกมีดขึ้นพร้อมเชือด