- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 48 ข้าถอยมาเอง
บทที่ 48 ข้าถอยมาเอง
บทที่ 48 ข้าถอยมาเอง
บทที่ 48 ข้าถอยมาเอง
เมื่อเสี่ยวไป๋ฟังหนานกงอวิ๋นม่ออธิบายเรื่องระดับอิทธิพลต่าง ๆ ก็พอเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้าง
เขากำลังจะเอ่ยปากถามพวกมู่ลี่เสวียนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทว่าก็มีแขกไม่ได้รับเชิญโผล่มาอีกแล้ว
เพียงแต่วิธีการปรากฏตัวของคนกลุ่มนี้ต่างจากเดิม คนก่อนยังอุตส่าห์บินมาแล้วพูดจาเปิดตัวก่อน แต่พวกนี้ขว้างลูกพลังวิญญาณสีเหลืองลูกหนึ่งมาใส่โดยไม่พูดไม่จาคล้ายลูกกลม ๆ เล็ก ๆ ทว่าแรงทะลวงไม่เล็กเลย มันพุ่งตรงใส่อาหารมื้อค่ำที่เหลือของเสี่ยวไป๋เต็ม ๆ
โต๊ะที่เหลือเพียงขาเดียวรับน้ำหนักอยู่พังทลายทันที อาหารที่เหลือหายวับไปหมด แม้แต่เศษไม้ของโต๊ะยังไม่เหลือ
ถึงแม้ไม่มีใครบาดเจ็บ แต่หนานกงอวิ๋นม่อกลับถอยหลังออกมาโดยสัญชาตญาณ ยังไม่ลืมดึงเอ๋อร์โก่วข้างตัวถอยตามไปด้วย
“เจ้าทำไมต้องถอยล่ะ? คนพวกนั้นพลังไม่เท่าไรเลยนะ” เอ๋อร์โก่วงงไปหมด อาจารย์ของเจ้าก็อยู่ตรงนี้นะ แค่พวกกระจอกพวกนี้ ไม่ใช่โอกาสให้เจ้าขึ้นไปโชว์หน่อยหรือไง?
“ข้าว่าเจ้าควรถอยห่างไว้ดีกว่า เดี๋ยวจะเกิดเรื่องน่ากลัว” หนานกงอวิ๋นม่ออดเตือนไม่ได้ เวลาที่เขาอยู่กับเสี่ยวไป๋มานานขนาดนี้ก็เริ่มจับทางได้แล้ว ตอนนี้อาจารย์ของเขากำลังอยู่ในโหมดเดือดและถ้าเสี่ยวไป๋โกรธเมื่อไรมันไม่ใช่แค่น่ากลัวแต่มันโคตรน่ากลัว
“แหวะ” เอ๋อร์โก่วเบ้ปากไม่สนใจ ข้าอยู่แดนเทพมายังเจอเรื่องโหดกว่านี้นัก พวกกิ๊กก๊อกนี่จะทำอะไรได้?
“คุณหนูมู่ โปรดอย่าหนีเลย ข้าน้อยเพียงมารับท่านไปเป็นแขกของเจ้านายเท่านั้น” ฝ่ายที่ขว้างลูกพลังออกมาพลันปรากฏตัวขึ้นพร้อมท่าทีหยิ่งยโสอย่างยิ่ง
“ข้าตายก็ไม่ไป บอกเจ้านายของพวกเจ้าเลิกเพ้อฝันเสียเถอะ” มู่ลี่เสวียนกัดฟันแน่นตอบกลับด้วยเสียงแข็งกร้าว
“เรื่องของพวกเจ้าข้าไม่สน” เสี่ยวไป๋อดพูดแทรกไม่ได้ แล้วหันไปทางพวกที่เพิ่งขว้างพลังมา “แต่ที่แน่ ๆ พวกเจ้าทำข้าอดกินข้าว เจ้าต้องให้คำอธิบายกับข้า ไม่อย่างนั้น...อย่าหวังมีใครได้กลับไป”
เมื่อหนานกงอวิ๋นม่อได้ยินคำนี้ก็ถอยหลังอีกครั้งโดยอัตโนมัติ
เอ๋อร์โก่วเริ่มงงอีกแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมเจ้าหนูนี่กลัวขนาดนี้?
“ไอ้เด็กเวร เจ้าอยาก...”
“กลิ้งมา” ยังไม่ทันอีกฝ่ายพูดจบ เสี่ยวไป๋ก็ใช้อำนาจพลังวิญญาณกดดันเต็มพิกัดลากตัวชายคนนั้นมาให้คุกเข่าอยู่ตรงหน้าทันที แรงกดมหาศาลจนเข่าทั้งสองข้างฝังลงไปในดินจนเกิดหลุม
พอคนอื่นเห็นสหายโดนลากมาคุกเข่าต่อหน้าต่อตาก็ไม่คิดอะไรแล้ว “หนีสิฟะ” คิดจบก็หันหลังเผ่นกันเป็นแถว การเคลื่อนไหวรวดเร็วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้ามีคนอื่นมองอยู่คงนึกว่าซ้อมมาอย่างดี
“พวกเจ้าก็กลิ้งมาด้วย” เสี่ยวไป๋เรียกกลับมาทีเดียวหมด ใช้พลังเดียวกันกดให้พวกมันคุกเข่าราบกับดินอย่างสมบูรณ์แบบ ให้ตายเถอะ ทำลายข้าวข้าแล้วคิดจะหนีเนี่ยนะ? หน้าด้านเกินไปแล้ว
มู่ลี่เสวียนและพวกถึงกับตาค้าง เหตุการณ์มันเร็วเกินไป เด็ดขาดเกินไป ทำให้พวกนางสงสัยว่าชายหนุ่มหน้าตาอ่อนเยาว์คนนี้อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์มิผิด แต่คนระดับนี้จะมาปรากฏในสถานที่เล็ก ๆ อย่างนี้ได้อย่างไร?
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ช่วยเหลือ” มู่ลี่เสวียนโค้ง 90 องศากล่าวคำขอบคุณหากไม่ใช่เพราะชายหนุ่มผู้นี้พวกนางในวันนี้อาจตายหมดไม่มีเหลือ
“ขอบคุณอะไร? พวกเจ้าก็มีส่วนผิดเหมือนกัน เดี๋ยวข้าจัดการพวกนี้เสร็จก่อนค่อยมาคุยเรื่องของพวกเจ้า” เสี่ยวไป๋เบ้ปากหากไม่ใช่เพราะพวกนางยังมีมารยาทดี ตอนนี้คงคุกเข่าอยู่ข้างกันไปแล้ว
เสี่ยวไป๋สั่งระบบให้ตรวจสอบข้อมูลของพวกที่คุกเข่าอยู่บ้างเพราะไม่รู้ที่มาที่ไปก็ทำงานไม่สะดวก
“ข้าให้เจ้าข้อมูลแค่คนเดียวพอ พวกมันเป็นพรรคเดียวกันอยู่แล้ว เจ้าอ่านทีละคนก็งี่เง่า ข้าเขียนก็ขี้เกียจ” ระบบตอบกลับมาอย่างสุดขี้เกียจ
เสี่ยวไป๋ได้แต่ถอนใจ ระบบนี่มันขี้เกียจถึงขั้นน่าห่วง
หลังจากนั้นไม่นาน ระบบก็ส่งเสียงเตือนในหัว
รายงานการตรวจสอบ:
ชื่อ: หวังกวนฉี
เพศ: ชาย
อายุ: 2,300 ปี
พลัง: จักรพรรดิวิญญาณขั้นแปด
สังกัด: สำนักสามอสูร
ตำแหน่ง: ผู้อาวุโส
ข้อมูลเพิ่มเติม: พวกอื่น ๆ แข็งแกร่งกว่านิดหน่อย แต่ก็ไม่ต่างกันมาก ไม่เป็นภัยอะไรเลย
เมื่อเข้าใจสถานการณ์โดยรวมแล้ว เสี่ยวไป๋ก็พร้อมจะสะสาง
“ข้าจะถามพวกเจ้า” เสี่ยวไป๋มองดูคนทั้งหลายที่คุกเข่าอยู่ พวกมันไม่ใช่สั่นเพราะกลัว แต่เพราะแรงกดของเขาหนักเกินไป แทบไม่มีเรี่ยวแรง หากตอนนี้เสี่ยวไป๋ปล่อยแรงกดออกต่อให้หนานกงอวิ๋นม่อก็ยังอัดพวกมันได้
“ต่อให้ตาย พวกเราก็จะไม่บอกว่ามาจากสำนักไหน” ชายหนึ่งในนั้นกัดฟันตอบ คนอื่น ๆ ก็สนับสนุนทันที
“พวกเจ้าสำนักสามอสูรมาทำอะไรที่นี่?” เสี่ยวไป๋กลอกตา ข้าใช้ระบบเช็กหมดแล้วยังต้องถามหรือ?
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเรามาจากสามอสูร?” พวกมันตาโตตกใจ แต่ก็รีบยกมือปิดปากเพราะเพิ่งรู้ตัวว่าหลุดปากเสียแล้ว แต่ในแววตายังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นี่มันปฏิบัติการลับแท้ ๆ ทำไมถึงมีคนรู้อีก?
“ข้าอยากรู้ ข้าก็รู้ได้ แล้วพวกเจ้ามาทำอะไรถึงได้กล้ามารบกวนข้ากินข้าว?” เสี่ยวไป๋ไม่คิดจะบอกเรื่องระบบเพราะมันไม่สำคัญที่สำคัญคือเจ้าพวกนี้กล้าทำข้าอดกิน
“ท่านผู้อาวุโส เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด หากท่านรู้จักท่านประมุขของพวกเรา ขอท่านไว้หน้าเขาสักหน่อย โปรดปล่อยพวกเราด้วยเถิด” พวกสามอสูรคิดว่าเสี่ยวไป๋รู้จักหัวหน้าของตนจึงรีบยกมาอ้าง
ฝั่งมู่ลี่เสวียนกับพวกเริ่มร้อนใจ แม้แต่มู่ลี่เสวียนที่ปกติเยือกเย็นก็ยังหวั่นไหวเพราะถ้าท่านผู้อาวุโสตรงหน้าเลือกเข้าข้างสามอสูรละก็ วันนี้พวกตนคงไม่ได้กลับบ้าน
“ท่านผู้อาวุโส ข้าอ้อนวอนขอชีวิตพวกข้าเถิด หากท่านต้องการสิ่งใดหลังเรื่องนี้จบพวกข้ายอมทุกอย่าง” มู่ลี่เสวียนกัดฟันกล่าวเสียงเคร่งเครียด
“พอ ข้อแรกข้าไม่รู้จักประมุขพวกเจ้าหรอก
ข้อสอง ข้าไม่สนตระกูลมู่พวกเจ้า ไม่มีความต้องการอะไรกับพวกเจ้า
ข้อสาม ข้าแค่อยากรู้ว่าทำไมพวกเจ้ารบกวนข้ากินข้าว”
ประโยคสุดท้าย เสี่ยวไป๋เน้นเสียงหนักมาก ไม่ใช่แค่ใบ้แล้ว แต่พูดตรง ๆ เลย
ฝั่งมู่ลี่เสวียนได้ยินชื่อตระกูลมู่จากปากเสี่ยวไป๋ถึงกับสะดุ้ง รู้สึกยิ่งนับถือชายผู้นี้มากขึ้นไปอีก คนที่สามารถเอ่ยนามตระกูลมู่ได้อย่างเปิดเผยย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
“ท่านผู้อาวุโส ประมุขของพวกข้าคือจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดมักชอบผูกมิตร ไม่ดีกว่าหรือที่จะมีมิตรเพิ่มแทนศัตรู?” พวกสามอสูรยังไม่ละความพยายาม
“ตู้ม” เสี่ยวไป๋ชกหนึ่งหมัด ใช้หมัดบินออกหมัดขวาคลื่นหมัดดุจน้ำซัดเข้าใส่คนพูด กระดูกแหลกเป็นผง ไม่เหลือร่องรอย ไม่ต้องมีโลงศพ ประหยัดค่าฝัง
ทำไมเขาถึงลงมือกะทันหัน? เพราะคำพูดนั้นมีนัยข่มขู่และเสี่ยวไป๋ไม่ชอบคำข่มขู่
เอ๋อร์โก่วถึงกับตะลึง “เวรเอ๊ย ยังพูดไม่จบเลยก็โดนตบดับซะแล้ว ถึงจะสะใจ...แต่นี่มันไม่ให้เกียรติคนอื่นเลยนะ” เข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมหนานกงอวิ๋นม่อถึงถอยรัว ๆ ก็ใครจะไปคิดว่าชายผู้นี้มือหนักถึงเพียงนี้ ไม่ทันกระพริบตาก็ฆ่าคนไปแล้ว สำหรับคนอ่อนต่อโลกอย่างหนานกงอวิ๋นม่อนี่มันน่ากลัวเกินไปจริง ๆ