- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 34 ใบหน้านี้ช่างเจ็บเหลือเกิน
บทที่ 34 ใบหน้านี้ช่างเจ็บเหลือเกิน
บทที่ 34 ใบหน้านี้ช่างเจ็บเหลือเกิน
บทที่ 34 ใบหน้านี้ช่างเจ็บเหลือเกิน
ออกเดินทางในแดนเถื่อน ควรหาอะไรใส่ท้องดีเล่า? ย่อมต้องเป็นเนื้อย่างสิถึงจะถูก
หลังจากเสี่ยวไป๋และคนอื่นจัดการชำแหละซากอสูรร้ายเรียบร้อย เขาก็จัดแจงตั้งเตาย่างทันที เคราะห์ดีที่โลกนี้หาเครื่องปรุงกับวัตถุดิบได้ไม่ขาดแคลน ทำให้เสี่ยวไป๋อารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย
เมื่อก่อกองไฟเสร็จ เขาก็ไม่ลืมเอ่ยชวนศิษย์สำนักจินหยางมากินด้วยกัน อย่างไรอีกฝ่ายก็ช่วยเหลือไว้จะให้เขากินคนเดียวได้อย่างไร? ในฐานะชาวฮั่นผู้เปี่ยมไมตรี เมื่อมีของดีก็ต้องแบ่งปันแก่สหาย
เหล่าศิษย์สำนักจินหยางซึ่งถูกช่วยไว้ถึงสองครั้งสองครา คราวนี้เลยไม่เกรงใจนัก เอ่ยขอบคุณสองสามคำแล้วก็นั่งลงกินร่วมโต๊ะส่วนผู้อาวุโสของสำนักก็หาใช่คนเคร่งขรึมไม่ เอ่ยว่า “ศิษย์ข้าไม่ค่อยรู้กาลเทศะ มารบกวนผู้อาวุโสถึงที่ ต้องขออภัยด้วย” จากนั้นก็หาที่นั่งลงทันที
เสี่ยวไป๋ถือขวดเครื่องปรุง คอยโรยไปพลางจ้องเนื้อย่างไปพลางเอ่ยถามชายชราสำนักจินหยาง
“ทำไมพวกเจ้าถึงยังอยู่ในป่าแห่งนี้อีกเล่า? ข้าเจอพวกเจ้าครั้งแรกก็สามเดือนก่อน บัดนี้ก็ยังอยู่ที่เดิม”
“เพราะศิษย์เหล่านี้เอาแต่เก็บตัวในสำนัก ข้าจึงพามาฝึกฝนภายนอก ให้ได้สู้กับของจริงบ้าง หาใช่เพียงฝึกแต่ปาก” ชายชราตอบพลางส่งเนื้ออสูรที่ย่างจนสุกเข้าปาก ก่อนจะพึมพำว่า “กลิ่นหอมจริง ๆ”
“ตาเฒ่านี่ดูท่าจะยังผูกใจเจ็บอยู่” ระบบเอ่ยเย้าพลางมองดูอีกฝ่ายที่ยัดเนื้อเข้าปากอย่างตะกละราวกับไม่ใช่การกิน แต่เป็นการยัดเข้าท้องโดยตรงเสียมากกว่า
ศิษย์สำนักจินหยางพอเห็นอาจารย์ไม่เคร่งขรึมแถมเสี่ยวไป๋ยังยื่นเนื้อให้ไม่ขาดสายก็เริ่มคลายความเกร็ง ค่อย ๆ กินอย่างสบายใจขึ้น
ไม่นาน เหล่าศิษย์สำนักจินหยางก็พากันตะลึงกับความจุของเสี่ยวไป๋ ระบบและหนานกงอวิ๋นม่อ เนื้ออสูรทั้งตัวปกติแล้วหากให้ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปกินต้องใช้เวลานับสิบวันถึงครึ่งเดือนถึงจะหมด แต่ตอนนี้มันเหลือเพียงกระดูกแทบทั้งตัวโดยเฉพาะเสี่ยวไป๋ การกินของเขาเร็วถึงขั้นเห็นเงาเหลื่อม ๆ หากไม่ใช้พลังวิญญาณดูก็แทบมองไม่ทันเลยด้วยซ้ำ
“หรือว่าผู้อาวุโสท่านนี้ไม่เคยกินข้าวมาก่อน?” ศิษย์วัยเยาว์คนหนึ่งกระซิบถามผู้พี่ข้างตัว คิดว่าเสียงเบาพอ แต่ในค่ำคืนเงียบสงัดเช่นนี้ กลับดังกังวานนัก
บรรยากาศในวงอาหารพลันเงียบงัน ศิษย์ผู้นั้นหน้าเสีย ศิษย์ข้างตัวรีบสะกิดเขาทีหนึ่งแล้วดุเสียงเข้ม “เจ้าพูดเหลวไหลอะไร?”
ใช่สิแล้ว บุรุษตรงหน้าคือผู้อาวุโสที่ช่วยพวกเขาสองครั้งจะปล่อยวาจาเช่นนี้ออกไปได้อย่างไร
ความเงียบราวกับถูกแช่แข็ง ทั้งเสี่ยวไป๋และศิษย์จินหยางต่างนิ่งงันไปชั่วขณะ เสี่ยวไป๋นั้นแม้อยากพูดก็พูดไม่ออกเพราะตัวเขากินเก่งจริง ส่วนพวกศิษย์ก็ลำบากใจ หากเอ่ยแทนน้องชายก็เหมือนแย่งหน้าผู้อาวุโสไปเสียแล้ว
ในที่สุดผู้อาวุโสก็ลุกขึ้นพลางไอสองที แล้วกล่าว “ผู้อาวุโส ข้าน้อยขออภัยแทนศิษย์ผู้นี้ เขาเป็นคนซื่อ ๆ ไม่ถนัดพูดจา หากล่วงเกินไป โปรดให้อภัยด้วย” ว่าแล้วก็เตะลูกศิษย์คนนั้นหนึ่งทีแล้วดุด่า “ยังจะยืนอึ้งอีก ไยไม่รีบขอโทษผู้อาวุโส”
แท้จริงเขาอยากดูปฏิกิริยาของศิษย์ว่าจะแก้ไขสถานการณ์อย่างไรเพราะอยู่ด้วยกันมาสักระยะ เขารู้ว่าเสี่ยวไป๋หาใช่คนอารมณ์ร้อนฆ่าคนพร่ำเพรื่อไม่จึงไม่ออกหน้าขอโทษทันที แต่พอเห็นศิษย์ทุกคนเงียบเป็นเป่าสากก็ตัดสินใจออกโรงเสียเอง
ศิษย์คนนั้นรีบลุกขึ้นโค้งขออภัยเป็นพัลวัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจะให้กล่าวประโยคแบบ “ข้าขอทดแทนคุณด้วยชีวิต” ก็ยังกล้า
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เด็กพูดจาไร้เดียงสาน่ะ” เสี่ยวไป๋เห็นผู้อาวุโสออกหน้าก็รีบเอ่ยด้วย กลัวว่าความเงียบจะทำให้บรรยากาศเย็นยะเยือกไปมากกว่านี้
ศิษย์ทั้งหลายเห็นสีหน้าเสี่ยวไป๋ผ่อนคลาย ยิ้มแย้มก็พากันโล่งอกไม่น้อย หากข่าวแพร่ไปว่าพวกเขาไร้มารยาทต่อผู้มีพระคุณ สำนักจินหยางคงได้เสียชื่อ
ผู้อาวุโสเห็นเช่นนั้นก็กลับไปนั่ง แล้วหันมาชวนเสี่ยวไป๋สนทนา
“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมีนามว่าอะไร? หากครั้งนี้พวกเรากลับถึงสำนักได้โดยปลอดภัย ข้าจะนำศิษย์มากราบขอบคุณด้วยตนเอง หากไม่ได้ท่านช่วยไว้ วันนี้เราคงต้องฝังร่างไว้ในผืนป่านี้แล้ว”
เสี่ยวไป๋มองชายชราอย่างถี่ถ้วนเป็นครั้งแรก แม้ท่าทีภายนอกดูโลเลแต่แฝงความหนักแน่นแถมใบหน้ายังคล้ายจอมยุทธ์ผู้ยึดถือคุณธรรม ยิ่งดูยิ่งชอบ
เขาทำท่าคิดครู่หนึ่งจึงกล่าว “ข้าชื่อเสี่ยวไป๋” สมัยยังเป็นมนุษย์ เขาเคยอ่านนิยายที่ผู้เฒ่าทั้งหลายมักไม่เปิดเผยชื่อหรือตัวตน พอถึงเวลาจะจากไปก็เพียงสะบัดชายเสื้อแล้วหายไป เขาเลยคิดว่าหากเอ่ยนามเต็มออกไปง่าย ๆ คงดูเสียศักดิ์ศรี
“โอ๊ย โอ๊ย พอได้แล้ว เจ้าจะเล่นละครอะไรอีก” ระบบถึงกับจะบ้าตาย รู้สึกว่าอีกไม่นานตนอาจไม่ต้องก่อตั้งสำนักแล้ว แต่ไปถ่ายละครแทน
“เสี่ยวไป๋?” เหล่าศิษย์กับผู้อาวุโสต่างพากันนิ่งคิด พวกเขารู้สึกคุ้นชื่อนี้อยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่แน่ใจซึ่งเสี่ยวไป๋เองก็เข้าใจดีเพราะจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขานั้นห่างไกลผู้คน ชื่อเสียงย่อมยังไม่เป็นที่รู้จัก
“สักวันหนึ่ง ข้าจะทำให้ชื่อเสี่ยวไป๋ดังไปทั่วโลก ให้ทุกคนในแผ่นดินต้องรู้จักชื่อนี้” เขากล่าวสาบานต่อระบบ
“เจ้าจะไปเป็นดารารึไง?” ระบบตะลึงจนร้องออกมา อยากจะเอาหัวโขกกำแพงสักหนเพราะนี่มันนิยายเซียน ไม่ใช่นิยายเมือง
“ข้าจะก่อตั้งสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า หากข้าเป็นเจ้าสำนักแล้ว ชื่อของข้าย่อมดังกระฉ่อนอยู่แล้ว จะไปเดินสายบันเทิงทำไมกัน? เจ้าสิ...โง่เสียจริง” เสี่ยวไป๋กรอกตามองบน
“เจ้าพูดถูก อย่างไรเจ้าก็มีภารกิจหลักแล้วจะมีภารกิจอื่นได้อย่างไร” ระบบพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะยิ้มอย่างโลภน้อย ๆ เพราะในแหวนมิติมีเสบียงไว้กินคนเดียวคืนนี้
[ติ๊ง ภารกิจหลักใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว
ชื่อภารกิจ: โปรดเข้าสู่วงการบันเทิงกลายเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งแห่งมิตินี้
ระยะเวลา: ไม่จำกัด
รางวัลเมื่อสำเร็จ: ไม่มี
บทลงโทษหากล้มเหลว: ไม่มี]
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้น ใช่แล้ว เป็นเสียงของแอปภารกิจอัตโนมัติที่มันติดตั้งไว้เองนั่นแหละ
พอข้อความปรากฏ เสี่ยวไป๋กับระบบถึงกับเงียบกริบราวกับได้ยินเสียงฝ่ามือฟาดหน้าดัง ‘เพียะ ๆ’ อยู่ในใจและเริ่มรู้สึกปวดหน้าอย่างบอกไม่ถูก
“ให้ตายเถอะ ข้าเพิ่งพูดไปหมาด ๆ ว่าจะไม่มีภารกิจหลักสองอย่าง นี่มันตบหน้ากันเห็น ๆ เลยใช่ไหม?” เสี่ยวไป๋คำรามลั่น รู้สึกเหมือนระบบจะฉลาดเกินมนุษย์ไปแล้ว
“ข้าก็ไม่เข้าใจ มันจะเล่นอะไรของมัน?” ระบบเองก็หมดคำพูด เขาเป็นคนลงแอปเองแท้ ๆ ยังไม่รู้เลยว่าแอปมันมีฟังก์ชันตบหน้าเจ้าของด้วย
สุดท้ายเสี่ยวไป๋กับระบบก็ประชุมวิเคราะห์กันอยู่ครู่ใหญ่และได้ข้อสรุปว่า “ทำอะไรไม่ได้เพราะเคยพูดไว้แล้วว่าไม่ว่าภารกิจไหนมา ข้าก็ต้องทำมันให้ได้ทุกภารกิจ”
และตอนนี้พวกเขามีอยู่สามภารกิจ สองภารกิจหลัก หนึ่งภารกิจรองและที่น่าช้ำใจกว่านั้นทั้งสามภารกิจเหมือนจะยังไม่เริ่มเลยสักอันเดียว
ภารกิจสร้างสำนักมีแค่สามคน
ภารกิจเดินทางสู่ป่ามหาหุบเหวเพิ่งเริ่มออกเดินทาง
ภารกิจกลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียง ถ้าตะโกนกลางถนนว่า “ข้าเป็นคนดัง” มีหวังโดนมองว่าเป็นคนบ้าแน่แท้