เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 เหตุใดอสูรร้ายจึงหลงตัวเองได้ถึงเพียงนี้?

บทที่ 33 เหตุใดอสูรร้ายจึงหลงตัวเองได้ถึงเพียงนี้?

บทที่ 33 เหตุใดอสูรร้ายจึงหลงตัวเองได้ถึงเพียงนี้?


บทที่ 33 เหตุใดอสูรร้ายจึงหลงตัวเองได้ถึงเพียงนี้?

“ท่านผู้อาวุโส เดินโดยสวัสดิภาพนะขอรับ”

เมื่อได้ยินเสี่ยวไป๋เอ่ยว่าจะออกเดินทาง ทุกคนต่างรีบโค้งคารวะส่งด้วยความเคารพ

หลังจากล่ำลาพวกตระกูลหนานกงแล้ว เสี่ยวไป๋ก็พาหนานกงอวิ๋นม่อออกเดินโดยไม่แม้แต่หันกลับไปมอง

ณ โรงประมูลอวิ๋นหลิง

ตู๋หยาลินทอดกายอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีแดง ดวงตาสะท้อนประกายระยับ

“ท่านผู้อาวุโส...ท่านเป็นผู้ใดกันแน่นะ?”

นางพึมพำกับตนเองพลางสายตาเต็มเปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็น หากเสี่ยวไป๋มาอยู่ตรงนี้คงได้เอ่ยว่า “ความอยากรู้อยากเห็น...ฆ่าแมวมานักต่อนักแล้ว”

กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในพริบตาก็ล่วงเข้าสู่ยามค่ำ เสี่ยวไป๋เดินทางกลับมายังป่าซึ่งเคยพบกับหนานกงเสวียนเมื่อก่อน

“พอแล้ว พอแล้ว ข้าหิวแล้ว ตีอสูรเสร็จ กินข้าวเสร็จแล้วก็นอน พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางต่อเถอะ”

เสี่ยวไป๋หยุดฝีเท้า หันไปพูดกับหนานกงอวิ๋นม่อด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งวันเดินทางมาเหนื่อยล้า กลางวันก็เพียงหาอะไรกินตามมีตามเกิดในเมือง ใช้ไปตั้งห้าหมื่นหยกวิญญาณชั้นต่ำแถมยังไม่อิ่ม คืนนี้ต้องเอาคืนให้จงได้

ยังไม่ทันให้อวิ๋นม่อตอบรับ จู่ ๆ เสียงระเบิดดังกึกก้องก็พลันดังสนั่น

“เวรเอ๊ย มันเป็นอะไรกับข้าหรือไงฟะ มาแต่ละทีต้องมีอสูรมาขู่ประสาท อวิ๋นม่อ มื้อนี้พวกเรามีเนื้อสดกินแล้ว”

เสี่ยวไป๋สบถลั่น ใจทั้งหงุดหงิดทั้งปลงตก ทุกครั้งที่มาแห่งนี้ต้องมีอสูรร้ายมาวอแวไม่เลิกแถมไม่เคยมีใครบอกเตือนล่วงหน้าอีกต่างหาก

เอ่ยจบ เสี่ยวไป๋ก็พาอวิ๋นม่อมุ่งหน้าไปยังจุดกำเนิดเสียงระเบิด

“เหตุใดที่นี่จึงมีอสูรร้ายระดับแม่ทัพวิญญาณอยู่ได้?”

น้ำเสียงชายชราตื่นตระหนกดังขึ้นก่อนพวกเขาจะไปถึง

“ท่านอาจารย์ อสูรตัวนี้พวกศิษย์ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยในป่าแห่งนี้ น่าจะเพิ่งมาไม่นานนี้แน่นอน” เสียงบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวขึ้น

คำพูดของเขายังไม่ทันจบ เสี่ยวไป๋ก็พุ่งถึงพื้นที่ต่อสู้แล้ว เขายืนอยู่บนยอดไม้ใหญ่เบื้องบน

เขาใช้วิชาสายตาเพื่อสำรวจเบื้องล่างเพราะอย่างไรการต่อสู้ก็ต้องมีข้อมูลเบื้องต้นเสียก่อน

แล้วก็แทบสะดุ้งตกต้นไม้

เบื้องล่างมีอยู่ห้าคน ชายชรา 1 กับศิษย์หนุ่ม 4 ศิษย์ทั้งสี่ล้วนเป็นคนของสำนักจินหยาง พวกเขาคือกลุ่มเดียวกับที่เสี่ยวไป๋เคยช่วยไว้เมื่อคราวก่อนส่วนชายชราผู้นั้น คงเป็นผู้อาวุโสขั้นสูง ผู้มีพลังถึงระดับแม่ทัพวิญญาณขั้นสูงสุด เสี่ยวไป๋ประเมินอยู่ในใจ

เมื่อเห็นดังนั้น เขาก็ไม่รอชมการต่อสู้อีกต่อไปเพราะต่างก็รู้จักกันอยู่แล้ว เขาจึงพาอวิ๋นม่อกระโดดลงมาทันทีพร้อมใช้อิริยาบถอันงามสง่าเหินลงอย่างมั่นคงระหว่างอสูรร้ายกับกลุ่มของสำนักจินหยางพลางยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า

“ไม่ได้พบกันนาน พวกเจ้าสบายดีหรือไม่?”

พอคำถามหลุดออกจากปากเขาเอง เขาก็รู้สึกเสียใจในทันใด

‘บัดซบ...ดูจากสภาพเบื้องหน้าก็รู้อยู่แล้ว ยังจะถามอะไรโง่ ๆ แบบนี้อีก’

“ท่านผู้อาวุโส”

ศิษย์ทั้งห้าซึ่งเดิมกำลังตั้งท่าร่ายวิชายุทธ์อยู่ก็ต้องชะงักงันเมื่อเห็นเสี่ยวไป๋ร่อนลงมา พวกเขาก็รีบประสานมือคารวะทันทีโดยเฉพาะเย่หลี ซึ่งเคยได้รับการแนะนำตัวมาก่อน ได้รีบทำความเคารพส่วนศิษย์ที่เหลือก็รีบกล่าวทักทายตาม

ชายชราเบื้องหน้าพวกเขาก็พลันตื่นรู้ในบัดดล “ท่านผู้นี้...คงเป็นผู้ที่ช่วยเหล่าศิษย์ของข้าไว้เมื่อสามเดือนก่อนกระมัง ขอขอบคุณท่านผู้อาวุโสจากใจจริง ข้าขอแสดงความขอบคุณแทนศิษย์ทั้งสี่อีกครา”

เสี่ยวไป๋โบกมือยิ้ม ๆ “ไม่เป็นไร แค่ยกมือช่วยเล็กน้อยเท่านั้น”

ที่จริงเขาไม่ได้ตั้งใจช่วยด้วยซ้ำ หากแต่ตอนนั้นอสูรนั่นมันกวนบาทาเกินไป ขืนปล่อยไว้คงนอนไม่หลับ

ขณะนั้นเอง อสูรร้ายก็งุนงงขึ้นมาทันที

‘อะไรกัน กำลังสู้กันอยู่ดี ๆ ดันมีคนกระโดดลงมาเฉย แล้วพวกนี้ก็หยุดสู้หมด? หรือว่า...พวกมันโดนออร่าทรงพลังของข้าทำให้หวาดเกรง?’

มันครุ่นคิดอยู่เงียบ ๆ

‘ไม่เป็นไร ๆ ให้เวลาพวกมันชื่นชมความยิ่งใหญ่ของข้าสักครู่ก็ได้ รอให้มันจบลงก่อน ข้าค่อยฆ่าพวกมันทีหลังก็ยังไม่สาย’

เสี่ยวไป๋หันมาสำรวจเจ้าอสูรตนนั้น มันมีเขายาวหนาสองข้างบนหัว ร่างกายแผ่พลังวิญญาณสีเหลืองอ่อนออกมา ขนาดตัวกว้างสามจั้ง ยาวหกจั้ง บึกบึนทรงพลัง ท่าทางเนื้อคงนุ่มน่ากินยิ่งนัก ตอนนี้เสี่ยวไป๋กำลังคิดอยู่ว่าจะเอาไปทำเมนูไหนดีดีนะระหว่างนึ่งกับย่าง

แต่ดูเหมือนว่าอสูรร้ายนั่นกลับตีความสายตาของเสี่ยวไป๋ผิด

‘หึหึ ดูท่าหมอนี่คงจะตะลึงในความสง่างามของข้าแน่นอน ถึงได้จ้องตาไม่กะพริบเช่นนั้น...แต่ไม่สำคัญ วันนี้พวกเจ้าทั้งหมดต้องตาย แม้แต่เทพเจ้าก็ช่วยไม่ได้’

ทันใดนั้น เสี่ยวไป๋ก็เอ่ยถามเหล่าศิษย์ของสำนักจินหยางด้วยความฉงน

“อสูรร้ายระดับแม่ทัพวิญญาณแค่นี้ พวกเจ้าสู้ไม่ได้หรือ?”

ชายชราตอบพลางประสานมืออย่างละอาย

“ท่านผู้อาวุโส เรื่องนี้ข้าน้อยอับอายยิ่งนัก ด้วยเคล็ดวิชาที่ข้าฝึกมีข้อบกพร่อง ทุกปีข้าจะต้องเผชิญช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่พลังลดลงอย่างรุนแรงและปีนี้ก็บังเอิญตรงกับช่วงนั้น พลังข้าจึงลดจากแม่ทัพวิญญาณขั้นสูงสุดเหลือเพียงขั้นที่เจ็ดจึงไม่อาจรับมืออสูรตัวนี้ได้”

ในใจเขาคิดว่า

‘อสูรร้ายเอ๋ย ข้าขอสาปแช่งเจ้า หากข้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ล่ะก็ เจ้าคงได้รู้จักกับคำว่าความรักของบิดาแน่’

“เช่นนั้นก็ดี...อสูรตนนี้ ข้าจัดการเอง”

เสี่ยวไป๋เอ่ยรับคำ ทันทีที่เขาคิดถึงมื้อเย็นที่กำลังจะได้เนื้ออสูรสดใหม่ ความสงสัยทั้งหมดก็พลันหายไป

เขากำลังจะลงมือ ทว่าทันใดนั้นอสูรร้ายนั่นกลับเปล่งเสียงขึ้นมาอย่างหลงตัวเองจนเกินจะทน

“อย่างไรเล่า เจ้าพวกมนุษย์ผู้อ่อนแอ พวกเจ้า...ตะลึงในเรือนร่างอันน่าเกรงขามของข้าหรือไม่? แม้เจ้าจะเคารพบูชาข้าสักเพียงใด...ก็เปล่าประโยชน์ วันนี้พวกเจ้าจักต้องสังเวยชีวิต ถ้าโชคดีได้เกิดใหม่ ข้าอาจเมตตาให้เป็นน้องรองของข้าก็ได้ เอาล่ะ...เตรียมตัวตายได้แล้ว”

“เจ้ามีปัญญาหรือ?”

เสี่ยวไป๋ถึงกับสบถลั่น

พวกเขาทุกคนต่างคาดหวังว่าอสูรร้ายนี่จะขู่เข็ญอะไรสักอย่างที่ดูน่ากลัวหน่อย ที่ไหนได้พูดพล่ามอยู่ครึ่งค่อนวันกลับเป็นประโยคเพ้อเจ้อหลงตัวเองจนอยากเขวี้ยงหินใส่

“เจ้ามนุษย์ผู้อ่อนแอ กล้าด่าข้าอย่างนั้นรึ? เดิมทีข้าจะให้เจ้าตายอย่างงดงาม แต่ตอนนี้...ข้าจะหั่นเจ้าเป็นชิ้น ๆ”

ดวงตาอสูรเปล่งประกายเกรี้ยวกราด เขาฟึดฟัดเหมือนจะกระโจนเข้าใส่

“ข้าจะบอกให้เจ้า...”

“พอ เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว”

เสี่ยวไป๋แทบทนไม่ไหว อสูรร้ายนี่พล่ามไม่หยุดราวกับหิวแสง

ข้ายังไม่ได้กินข้าวเลยนะเว้ย ไม่รอให้อสูรพูดจบ เสี่ยวไป๋ก็ซัดหมัดเดียวใส่มันเต็มแรง

ตูมมมม

เสียงระเบิดดังกึกก้อง ดินแดนโดยรอบกลายเป็นหลุมขนาดยักษ์

อสูรร้ายถูกหมัดนี้ส่งทะยานเข้าไปในหลุมลึกหายวับไปกับตาโดยไม่ต้องใช้ท่วงท่าสวยงามใด ๆ มีเพียงหมัดเดียวจบ

เสี่ยวไป๋ถอนหายใจยาว

“ให้ตายเถอะ...ข้าเพิ่งเคยเจออสูรร้ายที่หลงตัวเองขนาดนี้ครั้งแรกในชีวิต”

“ไม่ต้องกังวล ถึงมันจะหลงตัวเอง แต่ก็ยังไม่เท่าเจ้าหรอก เจ้าคืออันดับหนึ่ง” ระบบปลอบใจอย่างจริงใจ

“ไสหัวไปซะ ระบบอย่างเจ้าควรจะเชิดชูโฮสต์ถึงจะถูก ไม่ใช่มัวแต่แดกดันอยู่เรื่อย เข้าใจไหม?”

เสี่ยวไป๋เริ่มเทศนาอย่างหัวเสีย ระบบของชาวบ้านเขามักอวยโฮสต์กันจนเทียบฟ้าได้ แต่นี่กลับเล่นกัดจิกไม่หยุดราวกับจะลงแดงถ้าไม่ได้ด่า

“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ลงมือช่วยเหลืออีกครั้ง”

ชายชรากล่าวด้วยความเคารพหลังจากฟื้นคืนสติจากความตะลึงงัน

ศิษย์ที่อยู่ข้างหลังก็รีบคารวะขอบคุณเช่นกัน นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ท่านผู้อาวุโสช่วยชีวิตพวกเขาไว้

“ไม่เป็นไร” เสี่ยวไป๋โบกมือเบา ๆ จากนั้นก็เดินไปยังซากอสูรที่สิ้นใจแล้ว หยิบมีดสั้นที่ระบบเคยให้ไว้จากแหวนมิติ แล้วเริ่มลอกหนังแยกเอ็นทันที

ถึงเวลาอาหารแล้ว เขาไม่แคร์ให้วุ่นวายเดินหน้าจัดการทันที

“ท่านผู้อาวุโส ให้พวกเราช่วยเถิด”

เหล่าศิษย์สำนักจินหยางเห็นท่านผู้อาวุโสลงมือจัดการซากอสูรด้วยตัวเองก็รีบอาสามาช่วยทันที

“ได้สิ” เสี่ยวไป๋ยิ้มรับ ใจลิงโลด ไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวเพราะอสูรตนนี้ตัวใหญ่มากจัดการคนเดียวคงกินเวลาไม่น้อย

จบบทที่ บทที่ 33 เหตุใดอสูรร้ายจึงหลงตัวเองได้ถึงเพียงนี้?

คัดลอกลิงก์แล้ว