- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 33 เหตุใดอสูรร้ายจึงหลงตัวเองได้ถึงเพียงนี้?
บทที่ 33 เหตุใดอสูรร้ายจึงหลงตัวเองได้ถึงเพียงนี้?
บทที่ 33 เหตุใดอสูรร้ายจึงหลงตัวเองได้ถึงเพียงนี้?
บทที่ 33 เหตุใดอสูรร้ายจึงหลงตัวเองได้ถึงเพียงนี้?
“ท่านผู้อาวุโส เดินโดยสวัสดิภาพนะขอรับ”
เมื่อได้ยินเสี่ยวไป๋เอ่ยว่าจะออกเดินทาง ทุกคนต่างรีบโค้งคารวะส่งด้วยความเคารพ
หลังจากล่ำลาพวกตระกูลหนานกงแล้ว เสี่ยวไป๋ก็พาหนานกงอวิ๋นม่อออกเดินโดยไม่แม้แต่หันกลับไปมอง
ณ โรงประมูลอวิ๋นหลิง
ตู๋หยาลินทอดกายอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีแดง ดวงตาสะท้อนประกายระยับ
“ท่านผู้อาวุโส...ท่านเป็นผู้ใดกันแน่นะ?”
นางพึมพำกับตนเองพลางสายตาเต็มเปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็น หากเสี่ยวไป๋มาอยู่ตรงนี้คงได้เอ่ยว่า “ความอยากรู้อยากเห็น...ฆ่าแมวมานักต่อนักแล้ว”
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในพริบตาก็ล่วงเข้าสู่ยามค่ำ เสี่ยวไป๋เดินทางกลับมายังป่าซึ่งเคยพบกับหนานกงเสวียนเมื่อก่อน
“พอแล้ว พอแล้ว ข้าหิวแล้ว ตีอสูรเสร็จ กินข้าวเสร็จแล้วก็นอน พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางต่อเถอะ”
เสี่ยวไป๋หยุดฝีเท้า หันไปพูดกับหนานกงอวิ๋นม่อด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งวันเดินทางมาเหนื่อยล้า กลางวันก็เพียงหาอะไรกินตามมีตามเกิดในเมือง ใช้ไปตั้งห้าหมื่นหยกวิญญาณชั้นต่ำแถมยังไม่อิ่ม คืนนี้ต้องเอาคืนให้จงได้
ยังไม่ทันให้อวิ๋นม่อตอบรับ จู่ ๆ เสียงระเบิดดังกึกก้องก็พลันดังสนั่น
“เวรเอ๊ย มันเป็นอะไรกับข้าหรือไงฟะ มาแต่ละทีต้องมีอสูรมาขู่ประสาท อวิ๋นม่อ มื้อนี้พวกเรามีเนื้อสดกินแล้ว”
เสี่ยวไป๋สบถลั่น ใจทั้งหงุดหงิดทั้งปลงตก ทุกครั้งที่มาแห่งนี้ต้องมีอสูรร้ายมาวอแวไม่เลิกแถมไม่เคยมีใครบอกเตือนล่วงหน้าอีกต่างหาก
เอ่ยจบ เสี่ยวไป๋ก็พาอวิ๋นม่อมุ่งหน้าไปยังจุดกำเนิดเสียงระเบิด
“เหตุใดที่นี่จึงมีอสูรร้ายระดับแม่ทัพวิญญาณอยู่ได้?”
น้ำเสียงชายชราตื่นตระหนกดังขึ้นก่อนพวกเขาจะไปถึง
“ท่านอาจารย์ อสูรตัวนี้พวกศิษย์ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยในป่าแห่งนี้ น่าจะเพิ่งมาไม่นานนี้แน่นอน” เสียงบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
คำพูดของเขายังไม่ทันจบ เสี่ยวไป๋ก็พุ่งถึงพื้นที่ต่อสู้แล้ว เขายืนอยู่บนยอดไม้ใหญ่เบื้องบน
เขาใช้วิชาสายตาเพื่อสำรวจเบื้องล่างเพราะอย่างไรการต่อสู้ก็ต้องมีข้อมูลเบื้องต้นเสียก่อน
แล้วก็แทบสะดุ้งตกต้นไม้
เบื้องล่างมีอยู่ห้าคน ชายชรา 1 กับศิษย์หนุ่ม 4 ศิษย์ทั้งสี่ล้วนเป็นคนของสำนักจินหยาง พวกเขาคือกลุ่มเดียวกับที่เสี่ยวไป๋เคยช่วยไว้เมื่อคราวก่อนส่วนชายชราผู้นั้น คงเป็นผู้อาวุโสขั้นสูง ผู้มีพลังถึงระดับแม่ทัพวิญญาณขั้นสูงสุด เสี่ยวไป๋ประเมินอยู่ในใจ
เมื่อเห็นดังนั้น เขาก็ไม่รอชมการต่อสู้อีกต่อไปเพราะต่างก็รู้จักกันอยู่แล้ว เขาจึงพาอวิ๋นม่อกระโดดลงมาทันทีพร้อมใช้อิริยาบถอันงามสง่าเหินลงอย่างมั่นคงระหว่างอสูรร้ายกับกลุ่มของสำนักจินหยางพลางยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า
“ไม่ได้พบกันนาน พวกเจ้าสบายดีหรือไม่?”
พอคำถามหลุดออกจากปากเขาเอง เขาก็รู้สึกเสียใจในทันใด
‘บัดซบ...ดูจากสภาพเบื้องหน้าก็รู้อยู่แล้ว ยังจะถามอะไรโง่ ๆ แบบนี้อีก’
“ท่านผู้อาวุโส”
ศิษย์ทั้งห้าซึ่งเดิมกำลังตั้งท่าร่ายวิชายุทธ์อยู่ก็ต้องชะงักงันเมื่อเห็นเสี่ยวไป๋ร่อนลงมา พวกเขาก็รีบประสานมือคารวะทันทีโดยเฉพาะเย่หลี ซึ่งเคยได้รับการแนะนำตัวมาก่อน ได้รีบทำความเคารพส่วนศิษย์ที่เหลือก็รีบกล่าวทักทายตาม
ชายชราเบื้องหน้าพวกเขาก็พลันตื่นรู้ในบัดดล “ท่านผู้นี้...คงเป็นผู้ที่ช่วยเหล่าศิษย์ของข้าไว้เมื่อสามเดือนก่อนกระมัง ขอขอบคุณท่านผู้อาวุโสจากใจจริง ข้าขอแสดงความขอบคุณแทนศิษย์ทั้งสี่อีกครา”
เสี่ยวไป๋โบกมือยิ้ม ๆ “ไม่เป็นไร แค่ยกมือช่วยเล็กน้อยเท่านั้น”
ที่จริงเขาไม่ได้ตั้งใจช่วยด้วยซ้ำ หากแต่ตอนนั้นอสูรนั่นมันกวนบาทาเกินไป ขืนปล่อยไว้คงนอนไม่หลับ
ขณะนั้นเอง อสูรร้ายก็งุนงงขึ้นมาทันที
‘อะไรกัน กำลังสู้กันอยู่ดี ๆ ดันมีคนกระโดดลงมาเฉย แล้วพวกนี้ก็หยุดสู้หมด? หรือว่า...พวกมันโดนออร่าทรงพลังของข้าทำให้หวาดเกรง?’
มันครุ่นคิดอยู่เงียบ ๆ
‘ไม่เป็นไร ๆ ให้เวลาพวกมันชื่นชมความยิ่งใหญ่ของข้าสักครู่ก็ได้ รอให้มันจบลงก่อน ข้าค่อยฆ่าพวกมันทีหลังก็ยังไม่สาย’
เสี่ยวไป๋หันมาสำรวจเจ้าอสูรตนนั้น มันมีเขายาวหนาสองข้างบนหัว ร่างกายแผ่พลังวิญญาณสีเหลืองอ่อนออกมา ขนาดตัวกว้างสามจั้ง ยาวหกจั้ง บึกบึนทรงพลัง ท่าทางเนื้อคงนุ่มน่ากินยิ่งนัก ตอนนี้เสี่ยวไป๋กำลังคิดอยู่ว่าจะเอาไปทำเมนูไหนดีดีนะระหว่างนึ่งกับย่าง
แต่ดูเหมือนว่าอสูรร้ายนั่นกลับตีความสายตาของเสี่ยวไป๋ผิด
‘หึหึ ดูท่าหมอนี่คงจะตะลึงในความสง่างามของข้าแน่นอน ถึงได้จ้องตาไม่กะพริบเช่นนั้น...แต่ไม่สำคัญ วันนี้พวกเจ้าทั้งหมดต้องตาย แม้แต่เทพเจ้าก็ช่วยไม่ได้’
ทันใดนั้น เสี่ยวไป๋ก็เอ่ยถามเหล่าศิษย์ของสำนักจินหยางด้วยความฉงน
“อสูรร้ายระดับแม่ทัพวิญญาณแค่นี้ พวกเจ้าสู้ไม่ได้หรือ?”
ชายชราตอบพลางประสานมืออย่างละอาย
“ท่านผู้อาวุโส เรื่องนี้ข้าน้อยอับอายยิ่งนัก ด้วยเคล็ดวิชาที่ข้าฝึกมีข้อบกพร่อง ทุกปีข้าจะต้องเผชิญช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่พลังลดลงอย่างรุนแรงและปีนี้ก็บังเอิญตรงกับช่วงนั้น พลังข้าจึงลดจากแม่ทัพวิญญาณขั้นสูงสุดเหลือเพียงขั้นที่เจ็ดจึงไม่อาจรับมืออสูรตัวนี้ได้”
ในใจเขาคิดว่า
‘อสูรร้ายเอ๋ย ข้าขอสาปแช่งเจ้า หากข้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ล่ะก็ เจ้าคงได้รู้จักกับคำว่าความรักของบิดาแน่’
“เช่นนั้นก็ดี...อสูรตนนี้ ข้าจัดการเอง”
เสี่ยวไป๋เอ่ยรับคำ ทันทีที่เขาคิดถึงมื้อเย็นที่กำลังจะได้เนื้ออสูรสดใหม่ ความสงสัยทั้งหมดก็พลันหายไป
เขากำลังจะลงมือ ทว่าทันใดนั้นอสูรร้ายนั่นกลับเปล่งเสียงขึ้นมาอย่างหลงตัวเองจนเกินจะทน
“อย่างไรเล่า เจ้าพวกมนุษย์ผู้อ่อนแอ พวกเจ้า...ตะลึงในเรือนร่างอันน่าเกรงขามของข้าหรือไม่? แม้เจ้าจะเคารพบูชาข้าสักเพียงใด...ก็เปล่าประโยชน์ วันนี้พวกเจ้าจักต้องสังเวยชีวิต ถ้าโชคดีได้เกิดใหม่ ข้าอาจเมตตาให้เป็นน้องรองของข้าก็ได้ เอาล่ะ...เตรียมตัวตายได้แล้ว”
“เจ้ามีปัญญาหรือ?”
เสี่ยวไป๋ถึงกับสบถลั่น
พวกเขาทุกคนต่างคาดหวังว่าอสูรร้ายนี่จะขู่เข็ญอะไรสักอย่างที่ดูน่ากลัวหน่อย ที่ไหนได้พูดพล่ามอยู่ครึ่งค่อนวันกลับเป็นประโยคเพ้อเจ้อหลงตัวเองจนอยากเขวี้ยงหินใส่
“เจ้ามนุษย์ผู้อ่อนแอ กล้าด่าข้าอย่างนั้นรึ? เดิมทีข้าจะให้เจ้าตายอย่างงดงาม แต่ตอนนี้...ข้าจะหั่นเจ้าเป็นชิ้น ๆ”
ดวงตาอสูรเปล่งประกายเกรี้ยวกราด เขาฟึดฟัดเหมือนจะกระโจนเข้าใส่
“ข้าจะบอกให้เจ้า...”
“พอ เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว”
เสี่ยวไป๋แทบทนไม่ไหว อสูรร้ายนี่พล่ามไม่หยุดราวกับหิวแสง
ข้ายังไม่ได้กินข้าวเลยนะเว้ย ไม่รอให้อสูรพูดจบ เสี่ยวไป๋ก็ซัดหมัดเดียวใส่มันเต็มแรง
ตูมมมม
เสียงระเบิดดังกึกก้อง ดินแดนโดยรอบกลายเป็นหลุมขนาดยักษ์
อสูรร้ายถูกหมัดนี้ส่งทะยานเข้าไปในหลุมลึกหายวับไปกับตาโดยไม่ต้องใช้ท่วงท่าสวยงามใด ๆ มีเพียงหมัดเดียวจบ
เสี่ยวไป๋ถอนหายใจยาว
“ให้ตายเถอะ...ข้าเพิ่งเคยเจออสูรร้ายที่หลงตัวเองขนาดนี้ครั้งแรกในชีวิต”
“ไม่ต้องกังวล ถึงมันจะหลงตัวเอง แต่ก็ยังไม่เท่าเจ้าหรอก เจ้าคืออันดับหนึ่ง” ระบบปลอบใจอย่างจริงใจ
“ไสหัวไปซะ ระบบอย่างเจ้าควรจะเชิดชูโฮสต์ถึงจะถูก ไม่ใช่มัวแต่แดกดันอยู่เรื่อย เข้าใจไหม?”
เสี่ยวไป๋เริ่มเทศนาอย่างหัวเสีย ระบบของชาวบ้านเขามักอวยโฮสต์กันจนเทียบฟ้าได้ แต่นี่กลับเล่นกัดจิกไม่หยุดราวกับจะลงแดงถ้าไม่ได้ด่า
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ลงมือช่วยเหลืออีกครั้ง”
ชายชรากล่าวด้วยความเคารพหลังจากฟื้นคืนสติจากความตะลึงงัน
ศิษย์ที่อยู่ข้างหลังก็รีบคารวะขอบคุณเช่นกัน นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ท่านผู้อาวุโสช่วยชีวิตพวกเขาไว้
“ไม่เป็นไร” เสี่ยวไป๋โบกมือเบา ๆ จากนั้นก็เดินไปยังซากอสูรที่สิ้นใจแล้ว หยิบมีดสั้นที่ระบบเคยให้ไว้จากแหวนมิติ แล้วเริ่มลอกหนังแยกเอ็นทันที
ถึงเวลาอาหารแล้ว เขาไม่แคร์ให้วุ่นวายเดินหน้าจัดการทันที
“ท่านผู้อาวุโส ให้พวกเราช่วยเถิด”
เหล่าศิษย์สำนักจินหยางเห็นท่านผู้อาวุโสลงมือจัดการซากอสูรด้วยตัวเองก็รีบอาสามาช่วยทันที
“ได้สิ” เสี่ยวไป๋ยิ้มรับ ใจลิงโลด ไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวเพราะอสูรตนนี้ตัวใหญ่มากจัดการคนเดียวคงกินเวลาไม่น้อย