บทที่ 32 เจ้าให้ข้าเดินไปงั้นหรือ?
ภายในโถงใหญ่ของตระกูลหนานกง เสี่ยวไป๋กับผู้อื่นกำลังกินดื่มเอิกเกริกกันอย่างสำราญใจ
เมื่อหนานกงอวิ๋นม่อ หนานกงเสวียนและหนานกงหลิวอวิ๋นทราบว่าเสี่ยวไป๋บุกเข้าไปในอ่างเก็บน้ำเพียงเพื่อจะหาน้ำดื่มก็พากันทำหน้าเหม่อลอยไปหมด ก่อนหน้านั้นพวกเขากำลังพูดคุยเรื่องการบำเพ็ญเพียรอยู่ด้วยกัน ไม่ได้อยู่ร่วมกับบรรดาผู้อาวุโส จึงไม่รู้เรื่องนี้ พอได้ยินบรรดาผู้อาวุโสเล่าให้ฟังก็ได้แต่เหม่อไปตาม ๆ กัน
อย่างไรก็ดี แม้จะตกใจอยู่บ้างแต่พวกเขาก็ไม่ถามอะไรเพิ่มเพราะเรื่องของผู้อาวุโสเบื้องหลังได้อธิบายกระจ่างแจ้งแล้ว
จนเมื่อเสี่ยวไป๋กับระบบกินจนอิ่มหนำ เวลามื้ออาหารก็สิ้นสุดลง ทุกคนต่างแยกย้ายกลับเรือนของตน
สำหรับเสี่ยวไป๋ ยามค่ำคืนก็เป็นเวลานอนส่วนพวกหนานกงอวิ๋นม่อนั้นก็ยังคงบำเพ็ญเพียรกันต่อไป
“เฮ้อ พรุ่งนี้กินข้าวฟรีไม่ได้แล้ว คิดแล้วก็อยากร้องไห้เสียให้ได้” เสี่ยวไป๋ถอนหายใจ สีหน้าหม่นหมอง ใจยิ่งห่อเหี่ยว
“ไม่เป็นไรหรอก ไหน ๆ ในแหวนมิติเจ้าก็ยังมีหยกวิญญาณอยู่มิใช่หรือ” ระบบตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ราวกับหาได้ใส่ใจไม่
“เวรเถอะ นั่นมันทุนตั้งสำนักเชียวนะ ข้าจะเอาออกมาใช้มั่วซั่วได้อย่างไร” เสี่ยวไป๋ร้องอย่างตื่นตกใจก่อนจะรีบดึงแหวนมิติเข้ามากอดแน่นประหนึ่งสมบัติล้ำค่าไม่ยอมให้ใครแตะต้อง สีหน้าของเขาดั่งเศรษฐีขี้งกโดยแท้
“แต่เจ้าไม่อาจอดข้าวเพราะจะรักษาทุนสำนักไว้ได้หรอกนะ?” ระบบแค่นเสียงเย้ยหยัน
ทันใดนั้นเอง
[ติ๊ง ภารกิจเสริมถูกกระตุ้น พรุ่งนี้ออกเดินเท้ามุ่งสู่ป่ามหาหุบเหว ข้อกำหนดภารกิจ:
ห้ามเหาะเหินตลอดช่วงภารกิจ
ห้ามขี่ดาบตลอดช่วงภารกิจ
ห้ามใช้พาหนะทุกชนิดตลอดช่วงภารกิจ
ห้ามใช้การเคลื่อนย้ายระยะไกลตลอดช่วงภารกิจ
รางวัลเมื่อสำเร็จ: ไม่มี
บทลงโทษเมื่อพลาด: ไม่มี
จำกัดเวลา: ไม่มี]
เสี่ยวไป๋ถึงกับร้องลั่นเมื่อได้ยินข้อความจากระบบ “อะไรนะ ให้ข้าเดินไป? เมืองหนึ่งในโลกนี้มันใหญ่โตแค่ไหนเจ้ารู้หรือไม่ แล้วนี่จะให้ข้าเดินไปถึงเมื่อไร”
เขาไม่ได้กลัวการเดินเท้า หากแต่เพราะเมืองในโลกนี้ล้วนกว้างใหญ่ไพศาล ผู้คนมากกว่าหลายล้าน ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าป่ามหาหุบเหวอยู่ที่ใดและอีกสามเดือนข้างหน้าก็ยังมีนัดประลองเดือนหกอีก หากใช้วิธีเดินเท้าอย่างเดียวจะทันหรือ?
ระบบหัวเราะเยาะด้วยน้ำเสียงดูแคลน “เจอแค่ภารกิจแรกก็ขวัญหนีไปแล้วหรือ?”
“เฮอะ เจ้าลืมแล้วหรือว่าเคยพูดไว้ว่าอย่าเพิ่งคุยให้มากนัก แล้วดูสิ นี่แค่ภารกิจแรกก็ทำหน้าเหมือนลูกหมาโดนทิ้งเสียแล้ว”
“กลัวหรือ? ข้าไม่เคยกลัวอยู่แล้ว ภารกิจนี่ข้ารับไว้แล้ว” เสี่ยวไป๋พูดอย่างขุ่นเคืองในใจ ตนเองนี่ช่างดวงกุดที่ต้องมาอยู่กับระบบขี้แกล้งแบบนี้ ทว่าเมื่อครู่เขากลับฉุกคิดขึ้นมาได้บางอย่างจึงหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ “ไหน ๆ ก็ต้องเดินทางอยู่แล้ว กินอะไรไม่ได้ก็ถือเป็นเรื่องปกติไปเถอะ เฮ้อ...น่าสงสารใครบางคนจริง ๆ นะ”
“เวรแล้ว” ระบบแทบคลั่งเพียงแค่ห้ามกินก็เท่ากับฆ่ามันทั้งเป็น
“สหาย ข้าว่าเจ้าใจอ่อนสักหน่อยก็ดีนะ สุภาษิตว่า...วีรบุรุษมิยอมเสียเปรียบเบื้องหน้า” ระบบเอ่ยอย่างลนลาน
“ไม่ล่ะ ข้ารับปากแล้วก็ต้องทำให้ได้ ไม่พูดแล้ว ข้านอนล่ะ” เสี่ยวไป๋พูดจบก็ใช้สกิลเฉพาะตน ถอดเสื้อผ้าด้วยความเร็วแสง แล้วพุ่งตัวลงนอนหลับทันที ไม่ว่าระบบจะก่นด่ามากเพียงใด เขาก็ทำเป็นไม่ได้ยินเสียอย่างนั้น
ด้านของหนานกงอวิ๋นม่อ
เขากำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ในกระท่อมเล็กอย่างตั้งอกตั้งใจ ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น “อวิ๋นม่อ ข้าเองกับลุงหลิวอวิ๋นของเจ้า เปิดประตูหน่อย”
หนานกงอวิ๋นม่อรีบหยุดบำเพ็ญเพียร ลุกไปเปิดประตู เชิญทั้งสองเข้าไปในเรือน รินน้ำชาให้แล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อ ลุงหลิวอวิ๋น มายามดึกเช่นนี้มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?”
หนานกงเสวียนกล่าวขึ้นอย่างช้า ๆ “พรุ่งนี้เจ้าจะต้องออกเดินทางกับผู้อาวุโสเพื่อฝึกฝน นี่คือน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากข้ากับลุงหลิวอวิ๋นของเจ้า หยกวิญญาณชั้นกลางห้าแสนก้อน เอาไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น”
“ท่านพ่อ ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกขอรับ” หนานกงอวิ๋นม่อรีบปฏิเสธเพราะก่อนหน้านี้ทั้งสองก็พึ่งมอบหยกวิญญาณก้อนใหญ่ให้เขาไปแล้ว
“ให้รับก็รับไปเถอะ เป็นเพียงหยกวิญญาณเล็กน้อย เจ้าออกนอกบ้านไม่มีเงินจะใช้ได้อย่างไร?” หนานกงเสวียนกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ถูกต้องแล้ว อวิ๋นม่อ นี่ก็แค่หยกวิญญาณไม่มากนัก รับไว้เถิด ยามออกนอกบ้านจงดูแลตนเองให้ดี เคารพผู้อาวุโส อย่าแยกห่างแม้แต่ครึ่งก้าว เข้าใจหรือไม่?” หนานกงหลิวอวิ๋นเอ่ยด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความห่วงใย
“ถ้าเช่นนั้นก็ได้ขอรับ” หนานกงอวิ๋นม่อรับแหวนที่บรรจุหยกวิญญาณมาแล้วกล่าวว่า “ขอให้ท่านพ่อกับลุงหลิวอวิ๋นดูแลสุขภาพให้ดีอีกด้วย อีกสามเดือนข้างหน้า ข้าจะล้มเฉินกวงอวี่ให้จงได้ แล้วกลับมาแจ้งข่าวดีแก่พวกท่าน”
“ดี ดี ดี” หนานกงเสวียนกับหนานกงหลิวอวิ๋นเอ่ยคำว่า “ดี” ซ้ำสามครา สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้ม
พวกเขาพูดคุยกันอีกครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นเตรียมกลับ หนานกงอวิ๋นม่อลุกขึ้นส่งพวกเขาออกไปอย่างเคารพจากนั้นก็กล่าวในใจเบา ๆ ว่า “ข้าก็มีสิ่งที่อยากปกป้องอยู่เหมือนกัน!”
ราตรีนั้นผ่านพ้นไปในพริบตา