- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 19 ที่จริงข้ายังไม่ได้กินเต็มที่เลยนะ
บทที่ 19 ที่จริงข้ายังไม่ได้กินเต็มที่เลยนะ
บทที่ 19 ที่จริงข้ายังไม่ได้กินเต็มที่เลยนะ
บทที่ 19 ที่จริงข้ายังไม่ได้กินเต็มที่เลยนะ
แต่เดิมบรรดาองครักษ์ทั้งหลายแทบไม่ชายตามองหนานกงอวิ๋นม่อด้วยซ้ำ ทว่าเวลานี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว พรสวรรค์ของหนานกงอวิ๋นม่อฟื้นฟูกลับคืนแถมยังเป็นศิษย์ของเสี่ยวไป๋อีก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเวลานี้มีผู้คนมากมายต่างพากันประจบประแจง ทว่าหนานกงอวิ๋นม่อกลับไม่เคยสนใจเลยสักนิด
เพราะช่วงเวลาหกปีที่ผ่านมาได้ขัดเกลาจิตใจเขาจนไม่หวั่นไหวต่อคำยกยอของผู้อื่นอีกต่อไป
“ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” เสียงตอบรับจากในห้องดังขึ้นจากนั้นประตูถูกเปิดออก หนานกงอวิ๋นม่อก้าวออกมาเดินเคียงข้างองครักษ์มุ่งหน้าสู่โถงใหญ่
ไม่นาน หนานกงอวิ๋นม่อก็มาถึงโถงหลักของตำหนักและภาพแรกที่เห็นคือเสี่ยวไป๋ที่กำลังกินอย่างดุดันชนิดไร้ผู้ต้าน
เพราะผู้อื่นมองไม่เห็นระบบกินอาหาร ดังนั้นภาพที่เห็นจึงเป็นเพียงเสี่ยวไป๋คนเดียวที่ซัดอาหารเข้าไปด้วยความเร็วสูงจนเกิดเงาซ้อน หนานกงอวิ๋นม่อเห็นแล้วยังอดกระตุกมุมปากไม่ได้ เดิมเขาเคยคิดว่าตนเองกินจุที่สุดแล้ว ไม่นึกเลยว่าอาจารย์ของเขาจะยิ่งน่ากลัวยิ่งกว่า
เสี่ยวไป๋หันมาเห็นหนานกงอวิ๋นม่อจึงโบกมือเรียก “อวิ๋นม่อ มากินข้าวเร็ว อย่ามัวแต่ฝึกจนสมองทึบเอา”
หนานกงอวิ๋นม่อรีบเดินมานั่งลงด้วยความเคารพ เขารู้สึกถึงความห่วงใยในน้ำเสียงของเสี่ยวไป๋คล้ายคลึงกับที่ได้รับจากบิดาและลุงของเขา น้ำตาแทบเอ่อที่หางตา เขารู้สึกว่าโลกนี้ยังไม่ทอดทิ้งเขา ยังมีบิดา ลุง คนรักและอาจารย์ทั้งสี่คนนี้เป็นครอบครัวของเขา
“กินให้มากหน่อย พรุ่งนี้ข้าจะออกไปหาสมุนไพร เจ้าต้องไปกับข้าด้วย” เสี่ยวไป๋กล่าวยิ้ม ๆ ขณะเห็นหนานกงอวิ๋นม่อนั่งลง
“อาจารย์จะไปหาสมุนไพรที่ไหนหรือขอรับ?” หนานกงอวิ๋นม่อถาม บรรดาผู้คนในห้องก็หันมาสนใจทันที
“ในเมืองพั่วหลินนี่แหละ พรุ่งนี้จะลองไปดูที่โรงประมูลก่อน ที่นั่นน่าจะมี” เสี่ยวไป๋ลูบคางครุ่นคิด เขาไม่ค่อยคุ้นชินกับเมืองนี้นัก
“ท่านผู้อาวุโสเสี่ยว” เสียงของหนานกงเสวียนดังขึ้น เขาหยิบบัตรสีทองจากแหวนมิติส่งให้ “นี่คือบัตร VIP ของตระกูลข้าในโรงประมูลอวิ๋นหลิง ขอท่านโปรดรับไว้”
“โอ้ ดี ๆ” เสี่ยวไป๋รีบรับทันทีเพราะตอนนี้เขามีเพียงหนึ่งล้านหนึ่งแสนหยกวิญญาณชั้นกลาง อนาคตยังมีภารกิจเกี่ยวกับสำนักต้องใช้เงินอีกมาก เรียกได้ว่าจนแทบขูดหม้อ บัตรนี้คงใช้ลดราคาได้บ้าง แค่ประหยัดได้นิดหน่อยก็นับว่าเป็นบุญแล้ว ไม่ว่าจะอยู่โลกไหน เงินก็ยังคงสำคัญที่สุด เสี่ยวไป๋ถอนใจ
“หืม? อวิ๋นม่อ เจ้าเลื่อนระดับแล้วหรือ?” เสี่ยวไป๋กล่าวขึ้นโดยไม่ทันตั้งใจ เดิมทีเขาไม่ได้สังเกต แต่เมื่อรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในร่างของอวิ๋นม่อจึงใช้เนตรเทวะตรวจสอบดู ปรากฏว่ามันคือการเลื่อนระดับจริง ๆ
คนอื่นก็หันไปมองอวิ๋นม่ออย่างตกตะลึง บ่ายวันเดียวเลื่อนระดับ? แล้วเราที่ฝึกมาทั้งชีวิตนี่คืออะไร? แต่ละคนรีบใช้ลมหายใจวิญญาณสำรวจดู
“สายตาท่านอาจารย์แหลมคมดุจเพลิงไฟ ศิษย์เลื่อนระดับแล้วจริง ๆ ขอรับ” หนานกงอวิ๋นม่อยิ้ม ยามฝึกฝนเขารู้สึกซาบซึ้งกับเคล็ดวิชาที่อาจารย์มอบให้ มันช่างลึกล้ำราวกับแย่งชิงบุญญาธิการฟ้าดินจากนั้นก็ยิ่งเคารพเสี่ยวไป๋สุดหัวใจ
เมื่อทุกคนยืนยันด้วยตนเองว่าอวิ๋นม่อเลื่อนจากชำระกายหลอมปราณขั้นหนึ่งไปสู่ขั้นสองภายในช่วงบ่ายเดียว ต่างก็ได้แต่ถอนหายใจว่า “รุ่นใหม่แซงรุ่นเก่า” และพร้อมใจกันกล่าวว่า “มีอาจารย์ดีชีวิตย่อมดี” ทุกคนต่างคิดว่านี่ต้องเป็นผลจากการสั่งสอนของเสี่ยวไป๋แน่นอน
หากเสี่ยวไป๋ได้ยินคงจะตะโกนกลับมาว่า
“ข้าสั่งสอนตรงไหนกันเล่า ข้าพูดแค่ไม่กี่คำแล้วก็เดินจากมาแล้ว”
“อืม พอใช้ได้ พยายามต่อไป อย่าหยิ่งยโสลำพอง” เสี่ยวไป๋กล่าวเบา ๆ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าพรสวรรค์ระดับนี้จัดว่าดีหรือไม่ แต่เห็นคนอื่นตกใจขนาดนี้ก็คงถือว่าไม่เลว ในฐานะอาจารย์ก็พูดได้เพียงคำเหล่านี้จะให้พูดว่า “เจ้ามีพรสวรรค์ไร้เทียมทาน ไม่ต้องฝึกแล้ว กลับไปนอนเถอะ” แบบนั้นก็คงไม่เหมาะกระมัง
บรรดาผู้อาวุโสพากันคิดว่า “โลกนี้เปลี่ยนไปแล้วหรือไร? ฝึกบ่ายเดียวเลื่อนขั้นแล้วยังโดนว่า ‘พอใช้ได้’ งั้นพรสวรรค์ชั้นเลิศในสายตาท่านคือแบบใดกันแน่?”
หากเสี่ยวไป๋ได้ยินคงตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า “อย่างข้านี่แหละ เปิดฉากก็ไร้เทียมทาน นั่นแหละพรสวรรค์ชั้นดีของจริง”
“ขอรับ อาจารย์ ศิษย์จะไม่หลงระเริง ตั้งใจบำเพ็ญอย่างมั่นคงแน่นอน” หนานกงอวิ๋นม่อขานรับอย่างมุ่งมั่น เขารู้ว่าเสี่ยวไป๋ห่วงใยเขาจริง ๆ ในใจของเขา เสี่ยวไป๋คือความถูกต้อง
เสี่ยวไป๋พยักหน้าเบา ๆ “รู้ก็ดีแล้ว ข้าไม่พูดมาก พรุ่งนี้เช้าแปดโมง รอข้าที่หน้าประตูตำหนัก”
‘แค่พูดไปอย่างนั้นแหละ’ เสี่ยวไป๋คิดในใจ เขาไม่ถนัดการชี้แนะแนวทางฝึกฝนเท่าไร
“รับทราบขอรับ อาจารย์” หนานกงอวิ๋นม่อตอบอย่างหนักแน่น
จากนั้นก็นั่งลงกินอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดสิ้น
หลังอาหารค่ำ เสี่ยวไป๋เดินกลับห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึมพลางบ่นกับตนเองว่า “หากไม่มีพลัง แม้แต่ข้าวสักมื้อก็คงไม่มีสิทธิ์กิน”
ค่ำนี้เขากับระบบกินกันหนักหน่วงยิ่งกว่ามื้อกลางวัน ตอนกลางวันกินไปแค่หกโต๊ะ คืนนี้กินไปสิบเอ็ดโต๊ะ แบ่งเป็นระบบกินแปดโต๊ะ เสี่ยวไป๋สามโต๊ะ หนานกงอวิ๋นม่อสองโต๊ะ หนึ่งโต๊ะมียี่สิบจาน ยังไม่รวมขนมปังนึ่งอีก
“สหาย ข้ายังไม่ได้กินจริงจังเลยนะ” ระบบหัวเราะหึ ๆ
“เจ้ายังไม่จริงจังเรอะ?” เสี่ยวไป๋แทบทรุด เขารู้สึกว่าตนใกล้เข้าสู่เส้นทางแรงงานหาเช้ากินค่ำเต็มที
“หากไม่หาเงิน แม้แต่ระบบก็เลี้ยงไม่ไหวแล้ว”
เสี่ยวไป๋กลับถึงห้องก็เริ่มครุ่นคิดหาวิธีหาเงิน เขาไม่สามารถอาศัยตระกูลหนานกงกินฟรีไปวัน ๆ ได้ ไหนยังต้องพาหนานกงอวิ๋นม่อออกเดินทางอีก พิจารณาแล้วทั้งสามคนกินจุระดับนี้ ต่อให้พาออกเดินทางก็ยังต้องกินของดี ไหนจะค่าใช้จ่ายในการก่อตั้งสำนักอีก นับเป็นเงินมหาศาล
‘โอ๊ย ปวดหัว’ เสี่ยวไป๋ตัดใจเลิกคิด ‘เดินไปเรื่อย ๆ ค่อยคิดทีหลังก็แล้วกัน’
ด้านหนานกงอวิ๋นม่อกลับไปถึงห้องแล้วเริ่มฝึกฝนต่อ แต่ไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยถามว่า “ใครกัน? มีเรื่องใด?”
เพราะเขาได้บอกองครักษ์ไว้ว่าหากไม่มีเรื่องเร่งด่วนห้ามรบกวนขณะฝึกฝน
“อวิ๋นม่อ ข้ากับลุงหลิวอวิ๋นของเจ้ามาเอง” เสียงของหนานกงเสวียนดังลอดประตู
หนานกงอวิ๋นม่อได้ยินก็ลุกไปเปิดประตูทันที เห็นบิดากับลุงยืนอยู่พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
“ท่านพ่อ ลุงหลิวอวิ๋น ดึกป่านนี้แล้ว เหตุใดจึงมา? เชิญเข้ามาข้างในก่อนเถิด” เขารีบเชื้อเชิญทั้งสองเข้าห้อง
เมื่อนั่งลงเรียบร้อย เขารินชาให้ทั้งสอง แล้วจึงถามขึ้น “ท่านพ่อ ท่านลุง มีเรื่องอันใดหรือ?”
“ไม่มีอะไรมาก แค่อยากมาเยี่ยมดูเจ้าเท่านั้นเอง” หนานกงหลิวอวิ๋นยิ้มกว้าง หนานกงเสวียนก็พยักหน้า แล้วหยิบแหวนมิติมาให้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“นี่คือเงินเก็บเล็กน้อยของข้ากับลุงหลิวอวิ๋นของเจ้า เอาไว้ใช้พรุ่งนี้เวลาออกไปกับท่านผู้อาวุโสเสี่ยว”
“ท่านพ่อ ข้าไม่ต้องการ ข้าเองก็มีเงินเก็บอยู่บ้างตลอดหกปีที่ผ่านมา” หนานกงอวิ๋นม่อรีบปฏิเสธ เขาเก็บสะสมหยกวิญญาณชั้นต่ำไว้ได้หลายแสน
“ให้รับก็รับไป เจ้าจงตั้งใจฝึกกับอาจารย์ให้ดี เงินเล็กน้อยนี้ข้ากับลุงเจ้ายังพอมีให้” หนานกงเสวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ใช่แล้ว อวิ๋นม่อ นี่เป็นเพียงความตั้งใจเล็ก ๆ ของข้ากับบิดาเจ้า เจ้าหากต้องการสิ่งใดขอเพียงเอ่ย เราสองคนจะช่วยเจ้าเต็มที่” หนานกงหลิวอวิ๋นพูดเสียงนุ่มนวล แม้เขาจะมักแสดงอารมณ์รุนแรงกับผู้อื่น แต่กับหนานกงอวิ๋นม่อกลับห่วงใยจริงใจเพราะเขาไร้คู่ครอง ไร้บุตร ตลอดชีวิตจึงมีเพียงหนานกงอวิ๋นม่อกับหนานกงเสวียนเท่านั้นที่เป็นครอบครัวแท้จริง
ท้ายที่สุด หนานกงอวิ๋นม่อก็รับแหวนมิตินั้นไว้ หนานกงเสวียนกับหนานกงหลิวอวิ๋นก็ย้ำอีกครั้งให้เขาตั้งใจฝึกและพักผ่อนให้เพียงพอ
เมื่อทั้งสองกลับไป หนานกงอวิ๋นม่อก็กลับมานั่งสมาธิต่อทันทีเพราะอีกหกเดือนข้างหน้ายังมีศึกใหญ่รอเขาอยู่