เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 ข้าตกลง

บทที่ 17 ข้าตกลง

บทที่ 17 ข้าตกลง


บทที่ 17 ข้าตกลง

ร่างขององครักษ์หลายคนไม่ได้กระเด็นไปไกลนักเพราะด้านหลังของพวกเขามีคนคุกเข่าอยู่เต็มไปหมด ผลก็คือพวกเขากระแทกจนล้มระเนระนาดไปทั้งแถบ ขณะที่เขากำลังจะอธิบายต่อ เฉินกวงอวี่ก็รีบเอ่ยขึ้นว่า

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านปู่ เขาพูดความจริง บุรุษผู้นั้นคือผู้แข็งแกร่งระดับราชาวิญญาณ เขาช่วยฟื้นฟูพรสวรรค์ให้หนานกงอวิ๋นม่อและเพราะข้ามีพันธะสัญญาหกเดือนกับหนานกงอวิ๋นม่อ เขาจึงยอมปล่อยข้ามา” เฉินกวงอวี่เอ่ยเสียงอ่อนแรง เขาเร่งรีบเดินทางมาตลอดทาง ยังไม่ได้กินอาหารเลยแม้แต่น้อย ไม่ต้องพูดถึงการบำรุงรักษาร่างกาย เดิมทียังพอมีแรงพูดบ้าง แต่เพราะไม่ได้รับการเยียวยามานานจึงพูดแทบไม่ออก

“อะไรนะ? ตระกูลหนานกงมีผู้แข็งแกร่งระดับราชาวิญญาณจริง ๆ รึ? แถมยังช่วยให้เจ้าขยะนั่นฟื้นฟูพรสวรรค์ได้อีก?” เฉินเอี้ยนรีบถาม หากเป็นราชาวิญญาณจริง เรื่องนี้ต้องพิจารณาใหม่ทั้งหมด

เฉินกวงอวี่ฝืนพยักหน้าช้า ๆ

“ราชาวิญญาณแล้วอย่างไร? มันทำร้ายหลานชายข้า เรื่องนี้ต้องชำระแค้น” เฉินเหวินคำรามเสียงดังก้อง

“ท่านปู่ ผู้แข็งแกร่งผู้นั้นมีพลังมิใช่น้อย เพียงแค่หมัดที่แฝงไว้ด้วยแรงกดวิญญาณก็ทำให้ผู้อาวุโสฟ่านถูกตัดขาดเส้นลมปราณจนหมด” เฉินกวงอวี่รีบเตือนเพราะเขารู้ดีว่าพลังของเสี่ยวไป๋นั้นแข็งแกร่งเพียงใด

“หึ หมัดเดียวโดยไม่ใช้พลังวิญญาณ แม้แต่แรงกดวิญญาณก็สามารถตัดขาดเส้นลมปราณของผู้อาวุโสฟ่านได้ เช่นนั้นอย่างน้อยที่สุดคงต้องอยู่ในระดับราชาวิญญาณขั้นที่แปดเป็นแน่” เฉินเหวินขมวดคิ้วแน่น เรื่องนี้คงไม่อาจจบลงง่าย ๆ แล้ว

“ท่านปู่ ข้ากับหนานกงอวิ๋นม่อมีพันธะสัญญาหกเดือน อีกหกเดือนข้างหน้า เสี่ยวไป๋จะพาหนานกงอวิ๋นม่อมาประลองด้วยตนเอง” เฉินกวงอวี่กล่าว

“พรสวรรค์ของหนานกงอวิ๋นม่อฟื้นกลับมาแล้วจริงหรือ?” เฉินเหวินถามอีก หากเป็นจริงก็แสดงว่าเสี่ยวไป๋ผู้นั้นต้องเป็นปราชญ์โอสถระดับสูง การจะสังหารเขาในภายหลังก็ยิ่งลำบาก

“ท่านปู่ หนานกงอวิ๋นม่อแค่บอกว่าฟื้นแล้วข้ายังไม่เห็นกับตา ระดับพลังของเขายังอยู่แค่ชำระกายหลอมปราณขั้นหนึ่ง” เฉินกวงอวี่กล่าวหลังครุ่นคิด

“อาจจะเป็นแค่คำคุยโวของเจ้าขยะนั่น วันนี้เป็นวันประลองภายในตระกูลของพวกมัน หากมันฟื้นพรสวรรค์แล้วจริง เหตุใดจึงยังอยู่ที่ชำระกายหลอมปราณขั้นหนึ่ง?” เฉินเอี้ยนหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ “กระทั่งท่านหานเสี่ยวกู่ยังกล่าวว่าร่างกายของมันไร้ทางเยียวยา แล้วเจ้าราชาวิญญาณนิรนามผู้นั้นจะสามารถรักษาได้อย่างไร?”

“ลูกข้าว่าจริง” เฉินเหวินหัวเราะคล้อยตาม

“ท่านพ่อ เช่นนั้นเรารอให้เสี่ยวไป๋มาถึงในการประลองใหญ่ของราชวงศ์หกเดือนข้างหน้า หากเฉินเทียนอวี่สามารถเอาชนะหนานกงอวิ๋นม่อได้ ค่อยหาเหตุผลลงมือจับกุมเสี่ยวไป๋ก็ยังไม่สาย” จางซินเสนอความคิดเห็น หากเสี่ยวไป๋กับระบบได้ยินคงต้องกล่าวว่า “ใจสตรีชั่วร้ายยิ่งนัก”

“ข้าตกลง” เฉินเอี้ยนและเฉินเทียนอวี่ตอบรับพร้อมกัน

“ดี เช่นนั้นเราทำตามแผนนี้เถอะ” เฉินเหวินกล่าวอย่างพึงใจ จากนั้นจึงหันไปมองบรรดาองครักษ์ที่คุกเข่าอยู่

“สำหรับพวกเจ้า ไปอยู่กับผู้อาวุโสฟ่านในปรโลกเสียเถอะ” พริบตาเดียว เฉินเหวินก็สะบัดฝ่ามือสังหารองครักษ์เหล่านั้นอย่างไร้ความปรานี ไม่ปล่อยแม้แต่โอกาสร้องขอชีวิต

เฉินเหวินหันไปมองผู้คนที่คุกเข่าอยู่ทั้งหมดอีกครั้ง เอ่ยเสียงเย็นว่า

“เรื่องวันนี้ หากผู้ใดกล้าแพร่งพรายแม้แต่ครึ่งคำ ข้าจะล้างตระกูลพวกเจ้าให้สิ้น”

ทุกคนรีบก้มหน้าตอบรับว่า “ไม่กล้า ไม่กล้า” ก่อนจะแยกย้ายกันไป

ส่วนเฉินเหวินก็พาเฉินกวงอวี่ไปรักษาอาการบาดเจ็บทันที

ณ ตระกูลหลิว

ตำหนักทั้งหลังแตกต่างจากราชวงศ์โดยสิ้นเชิง ทั้งความหรูหราและโอ่อ่า ทว่าที่แห่งนี้กลับเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งโบราณกาล อบอวลด้วยบรรยากาศอันสงบนิ่ง

ภายในห้องที่ดูคล้ายห้องโถงหลัก ชายชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงที่นั่งประธานโดยมีผู้คนราวยี่สิบเอ็ดคนรายล้อมทั่วโต๊ะ

“อะไรนะ? เจ้าอวิ๋นม่อนั่นสามารถบำเพ็ญเพียรได้แล้วจริงหรือ?” เสียงชราสั่นเครือเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น

“เจ้าค่ะ ท่านปู่ วันนี้พี่อวิ๋นม่อบอกข้าด้วยตัวเอง” หลิวจื่อซีเอ่ยเสียงแผ่วเบา

“ดี ดีจริง ฟ้าลิขิตแท้ ๆ เด็กคนนั้นในที่สุดก็สามารถบำเพ็ญเพียรได้แล้ว” เสียงของชายชราเต็มไปด้วยความตื้นตันยินดี เขาคือหลิวชิงเวย อดีตผู้นำตระกูลหลิว ผู้แข็งแกร่งระดับราชาวิญญาณขั้นเก้า

“พี่หนานกง ท่านได้เห็นหรือไม่? หลานชายของท่านยังคงเป็นอัจฉริยะอยู่แท้ ๆ”

“บุรุษที่ช่วยเขาฟื้นฟูพรสวรรค์ผู้นั้นชื่อแซ่อะไร? แข็งแกร่งเพียงใด?” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยถาม เขาคือหลิวชิง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลหลิวและเป็นบิดาของหลิวจื่อซี พลังอยู่ที่ขอบเขตแม่ทัพวิญญาณขั้นสูงสุด

“ข้าได้ยินพี่อวิ๋นม่อพูดว่าแซ่เสี่ยว นามไป๋” หลิวจื่อซีเอ่ยแผ่วเบา “ส่วนเรื่องพลังนั้น น่าจะเป็นราชาวิญญาณแน่นอนเพราะท่านเสี่ยวสามารถสังหารผู้อาวุโสฟ่านแห่งราชวงศ์ได้อย่างง่ายดาย”

“อะไรนะ? ช่างบ้าระห่ำสิ้นดี” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งทุบโต๊ะเสียงดัง

“แม้จะเป็นราชาวิญญาณก็เถอะ แต่ราชวงศ์มีถึงสองคน หนึ่งในนั้นคือไท่ซ่างหวงซึ่งอยู่ในระดับราชาวิญญาณขั้นสูงสุด หากเขาล่วงรู้เข้า อาจนำภัยมหันต์มาสู่ตระกูลหนานกงได้”

“ถูกต้อง ผู้อาวุโสห้าพูดถูกนัก ข้าก็ได้ยินมาว่าไท่ซ่างหวงใกล้ทะลวงสู่ระดับราชาศักดิ์สิทธิ์แล้ว” อีกเสียงหนึ่งกล่าวขึ้น ผู้พูดคือผู้อาวุโสสี่ หลิวสุ่ย ผู้แข็งแกร่งระดับแม่ทัพวิญญาณขั้นหกส่วนผู้อาวุโสห้าหลิวม่อมีพลังอยู่ที่ขั้นห้า

“ท่านพ่อ ท่านปู่” เสียงของผู้อาวุโสสองหลิวเฮ่อดังขึ้น เขาค้อมคำนับแล้วกล่าวต่อ “ท่านเสี่ยวผู้นั้นมิใช่ธรรมดา เพียงแรงกดวิญญาณก็ทำให้ผู้อาวุโสฟ่านถูกตัดเส้นลมปราณจนหมด”

เสียงสูดหายใจดังระงมทั่วห้องโถง

“เรื่องเช่นนี้ข้ายังทำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ” หลิวชิงเวยขมวดคิ้วแน่น พลังเช่นนี้นับว่าน่ากลัวยิ่ง

“แล้วอย่างไร? ถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็นแค่ราชาวิญญาณ หากไท่ซ่างหวงทะลวงถึงระดับราชาศักดิ์สิทธิ์แล้ว ราชาวิญญาณจะนับเป็นอะไรได้?” ผู้อาวุโสห้าหลิวม่อแค่นหัวเราะเย็น

“ผู้อาวุโสห้าพูดถูกแล้ว” ผู้อาวุโสสี่หลิวสุ่ยยิ้มเห็นพ้อง

“ท่านพ่อ ท่านปู่” หลิวม่อเอ่ยอีกครั้งพร้อมค้อมคำนับต่อหลิวชิงเวยและหลิวชิง กล่าวต่อด้วยเสียงหนักแน่นว่า

“ข้าเสนอให้ถอนหมั้นระหว่างคุณหนูจื่อซีกับหนานกงอวิ๋นม่อ แล้วหมั้นหมายกับองค์ชายใหญ่เฉินกวงอวี่แทน เช่นนี้ไม่เพียงจะสานสัมพันธ์กับราชวงศ์ ยังเป็นการหาคู่ครองที่เหมาะสมให้คุณหนูอีกด้วย มิใช่เรื่องที่ดีพร้อมทั้งสองฝ่ายหรือ?”

“ใช่ ๆ ข้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้อาวุโสห้า” ผู้อาวุโสสี่หลิวสุ่ยพยักหน้าตามทันที

“เจ้า” หลิวจื่อซีกำลังจะพูดออกมา ทว่าเสียงชรากลับตวาดลั่น

“บังอาจ”

หลิวชิงเวยระเบิดพลังวิญญาณในกายออกมา เพียงหมัดเดียวที่ไม่ได้ใช้วิชายุทธ์ใด ๆ กลับปรากฏเงาหมัดสีเขียวหมุนวน แล้วทุบใส่ผู้อาวุโสทั้งสองจนร่างระเบิดกลายเป็นเศษเนื้อกระจัดกระจายชวนสะอิดสะเอียน

นี่แหละคือความต่างของระดับ แม้เพียงราชาวิญญาณธรรมดาก็สามารถสังหารแม่ทัพวิญญาณได้อย่างง่ายดาย ทว่าหากเป็นเสี่ยวไป๋แล้ว แม้แต่พลังวิญญาณก็ไม่ใช้ ใช้เพียงแรงจากร่างกายธรรมดาเท่านั้น ที่สำคัญ เขายังกลัวว่าผู้อาวุโสฟ่านจะตายคาที่จึงจงใจใช้เพียงแรงกดวิญญาณ

แรงกดวิญญาณนั้นควบคุมยากยิ่ง มันต่างจากแรงกดข่มทั่วไปที่ต้องอาศัยวิชายุทธ์ในการหนุนส่ง แรงกดวิญญาณนั้นคือการปลดปล่อยพลังวิญญาณจากร่างกายออกมาซึ่งไม่เพียงแต่เปลืองพลังยิ่งนัก ยังต้องควบคุมทั้งขอบเขตและความหนักหน่วง อีกทั้งพลังที่ปล่อยออกไปยังมีแนวโน้มจะไหลกลับคืนสู่สวรรค์และปฐพีทำให้ควบคุมได้ยากยิ่ง

เพราะเหตุนี้ หลิวชิงเวยจึงกล่าวว่า “ข้าทำไม่ได้” หากให้ฆ่าผู้อาวุโสฟ่านแน่นอนว่าทำได้อย่างง่ายดาย แต่หากใช้แรงกดวิญญาณก็จะไม่สามารถควบคุมได้ถึงขั้นนั้น

เมื่อหลิวม่อกับหลิวสุ่ยสิ้นชีวิต ห้องโถงก็ตกสู่ความเงียบสงัดราวกับความตาย

“เดี๋ยวให้คัดเลือกผู้อาวุโสใหม่เถอะ ตระกูลหลิวของเราหาแม่ทัพวิญญาณเช่นนี้มิได้ยากเย็น” หลิวชิงเวยกล่าวกับหลิวชิง

ที่แท้แล้วในแต่ละตระกูลล้วนมีผู้มีพลังทัดเทียมกับผู้อาวุโสอยู่มากมายเพียงแต่บางคนไม่ปรารถนาจะรับตำแหน่งต้องการเพียงมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรเท่านั้น

“รับทราบ ท่านพ่อ” หลิวชิงขานรับ

“จื่อซีเอ๋ย เจ้ากับอวิ๋นม่อมีความสัมพันธ์กันเช่นไร?” นี่แหละคือสิ่งที่หลิวชิงเวยอยากรู้เพราะเหตุใดเสี่ยวไป๋ถึงยอมช่วยเด็กคนนั้นฟื้นฟูพรสวรรค์ได้?

“พี่อวิ๋นม่อบอกข้าว่าวันนี้ท่านเสี่ยวไป๋เพิ่งรับเขาเป็นศิษย์และได้ช่วยฟื้นฟูพรสวรรค์ให้พร้อมกัน” หลิวจื่อซีเอ่ยเสียงแผ่ว

“โอ้? ดี ดีมาก ที่แท้เป็นความสัมพันธ์อาจารย์กับศิษย์” หลิวชิงเวยลูบเคราหัวเราะอย่างพึงใจ

“จริงสิ ท่านปู่ นี่คือยันต์หยกป้องกันตัวที่ท่านเสี่ยวไป๋ให้ข้าก่อนจากมา” หลิวจื่อซีกล่าวพลางหยิบออกมายื่นให้หลิวชิงเวย

“อะไรนะ?”

เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังกระหึ่มไปทั่วห้องโถง

กระทั่งหลิวชิงเวยกับหลิวชิงเองก็ยังหน้าเปลี่ยนสีจนเห็นได้ชัดนั่นก็เพราะยันต์หยกป้องกันตัวนั้นมีค่าหายากเพียงใด ทั้งตระกูลหลิวมีเพียงสองชิ้น หนึ่งอยู่กับหลิวชิง อีกหนึ่งอยู่กับหลิวจื่อซี ซึ่งหลิวชิงเวยเป็นผู้หลอมขึ้นเองเมื่อหลายปีก่อน

ครั้งนั้นหนึ่งในสองยันต์เกิดความผิดพลาดระหว่างการสร้างทำให้หลิวชิงเวยบาดเจ็บถึงขั้นต้องพักฟื้นนานถึงสามเดือนจึงจะฟื้นตัวได้

จบบทที่ บทที่ 17 ข้าตกลง

คัดลอกลิงก์แล้ว