- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 17 ข้าตกลง
บทที่ 17 ข้าตกลง
บทที่ 17 ข้าตกลง
บทที่ 17 ข้าตกลง
ร่างขององครักษ์หลายคนไม่ได้กระเด็นไปไกลนักเพราะด้านหลังของพวกเขามีคนคุกเข่าอยู่เต็มไปหมด ผลก็คือพวกเขากระแทกจนล้มระเนระนาดไปทั้งแถบ ขณะที่เขากำลังจะอธิบายต่อ เฉินกวงอวี่ก็รีบเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านปู่ เขาพูดความจริง บุรุษผู้นั้นคือผู้แข็งแกร่งระดับราชาวิญญาณ เขาช่วยฟื้นฟูพรสวรรค์ให้หนานกงอวิ๋นม่อและเพราะข้ามีพันธะสัญญาหกเดือนกับหนานกงอวิ๋นม่อ เขาจึงยอมปล่อยข้ามา” เฉินกวงอวี่เอ่ยเสียงอ่อนแรง เขาเร่งรีบเดินทางมาตลอดทาง ยังไม่ได้กินอาหารเลยแม้แต่น้อย ไม่ต้องพูดถึงการบำรุงรักษาร่างกาย เดิมทียังพอมีแรงพูดบ้าง แต่เพราะไม่ได้รับการเยียวยามานานจึงพูดแทบไม่ออก
“อะไรนะ? ตระกูลหนานกงมีผู้แข็งแกร่งระดับราชาวิญญาณจริง ๆ รึ? แถมยังช่วยให้เจ้าขยะนั่นฟื้นฟูพรสวรรค์ได้อีก?” เฉินเอี้ยนรีบถาม หากเป็นราชาวิญญาณจริง เรื่องนี้ต้องพิจารณาใหม่ทั้งหมด
เฉินกวงอวี่ฝืนพยักหน้าช้า ๆ
“ราชาวิญญาณแล้วอย่างไร? มันทำร้ายหลานชายข้า เรื่องนี้ต้องชำระแค้น” เฉินเหวินคำรามเสียงดังก้อง
“ท่านปู่ ผู้แข็งแกร่งผู้นั้นมีพลังมิใช่น้อย เพียงแค่หมัดที่แฝงไว้ด้วยแรงกดวิญญาณก็ทำให้ผู้อาวุโสฟ่านถูกตัดขาดเส้นลมปราณจนหมด” เฉินกวงอวี่รีบเตือนเพราะเขารู้ดีว่าพลังของเสี่ยวไป๋นั้นแข็งแกร่งเพียงใด
“หึ หมัดเดียวโดยไม่ใช้พลังวิญญาณ แม้แต่แรงกดวิญญาณก็สามารถตัดขาดเส้นลมปราณของผู้อาวุโสฟ่านได้ เช่นนั้นอย่างน้อยที่สุดคงต้องอยู่ในระดับราชาวิญญาณขั้นที่แปดเป็นแน่” เฉินเหวินขมวดคิ้วแน่น เรื่องนี้คงไม่อาจจบลงง่าย ๆ แล้ว
“ท่านปู่ ข้ากับหนานกงอวิ๋นม่อมีพันธะสัญญาหกเดือน อีกหกเดือนข้างหน้า เสี่ยวไป๋จะพาหนานกงอวิ๋นม่อมาประลองด้วยตนเอง” เฉินกวงอวี่กล่าว
“พรสวรรค์ของหนานกงอวิ๋นม่อฟื้นกลับมาแล้วจริงหรือ?” เฉินเหวินถามอีก หากเป็นจริงก็แสดงว่าเสี่ยวไป๋ผู้นั้นต้องเป็นปราชญ์โอสถระดับสูง การจะสังหารเขาในภายหลังก็ยิ่งลำบาก
“ท่านปู่ หนานกงอวิ๋นม่อแค่บอกว่าฟื้นแล้วข้ายังไม่เห็นกับตา ระดับพลังของเขายังอยู่แค่ชำระกายหลอมปราณขั้นหนึ่ง” เฉินกวงอวี่กล่าวหลังครุ่นคิด
“อาจจะเป็นแค่คำคุยโวของเจ้าขยะนั่น วันนี้เป็นวันประลองภายในตระกูลของพวกมัน หากมันฟื้นพรสวรรค์แล้วจริง เหตุใดจึงยังอยู่ที่ชำระกายหลอมปราณขั้นหนึ่ง?” เฉินเอี้ยนหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ “กระทั่งท่านหานเสี่ยวกู่ยังกล่าวว่าร่างกายของมันไร้ทางเยียวยา แล้วเจ้าราชาวิญญาณนิรนามผู้นั้นจะสามารถรักษาได้อย่างไร?”
“ลูกข้าว่าจริง” เฉินเหวินหัวเราะคล้อยตาม
“ท่านพ่อ เช่นนั้นเรารอให้เสี่ยวไป๋มาถึงในการประลองใหญ่ของราชวงศ์หกเดือนข้างหน้า หากเฉินเทียนอวี่สามารถเอาชนะหนานกงอวิ๋นม่อได้ ค่อยหาเหตุผลลงมือจับกุมเสี่ยวไป๋ก็ยังไม่สาย” จางซินเสนอความคิดเห็น หากเสี่ยวไป๋กับระบบได้ยินคงต้องกล่าวว่า “ใจสตรีชั่วร้ายยิ่งนัก”
“ข้าตกลง” เฉินเอี้ยนและเฉินเทียนอวี่ตอบรับพร้อมกัน
“ดี เช่นนั้นเราทำตามแผนนี้เถอะ” เฉินเหวินกล่าวอย่างพึงใจ จากนั้นจึงหันไปมองบรรดาองครักษ์ที่คุกเข่าอยู่
“สำหรับพวกเจ้า ไปอยู่กับผู้อาวุโสฟ่านในปรโลกเสียเถอะ” พริบตาเดียว เฉินเหวินก็สะบัดฝ่ามือสังหารองครักษ์เหล่านั้นอย่างไร้ความปรานี ไม่ปล่อยแม้แต่โอกาสร้องขอชีวิต
เฉินเหวินหันไปมองผู้คนที่คุกเข่าอยู่ทั้งหมดอีกครั้ง เอ่ยเสียงเย็นว่า
“เรื่องวันนี้ หากผู้ใดกล้าแพร่งพรายแม้แต่ครึ่งคำ ข้าจะล้างตระกูลพวกเจ้าให้สิ้น”
ทุกคนรีบก้มหน้าตอบรับว่า “ไม่กล้า ไม่กล้า” ก่อนจะแยกย้ายกันไป
ส่วนเฉินเหวินก็พาเฉินกวงอวี่ไปรักษาอาการบาดเจ็บทันที
ณ ตระกูลหลิว
ตำหนักทั้งหลังแตกต่างจากราชวงศ์โดยสิ้นเชิง ทั้งความหรูหราและโอ่อ่า ทว่าที่แห่งนี้กลับเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งโบราณกาล อบอวลด้วยบรรยากาศอันสงบนิ่ง
ภายในห้องที่ดูคล้ายห้องโถงหลัก ชายชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงที่นั่งประธานโดยมีผู้คนราวยี่สิบเอ็ดคนรายล้อมทั่วโต๊ะ
“อะไรนะ? เจ้าอวิ๋นม่อนั่นสามารถบำเพ็ญเพียรได้แล้วจริงหรือ?” เสียงชราสั่นเครือเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“เจ้าค่ะ ท่านปู่ วันนี้พี่อวิ๋นม่อบอกข้าด้วยตัวเอง” หลิวจื่อซีเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“ดี ดีจริง ฟ้าลิขิตแท้ ๆ เด็กคนนั้นในที่สุดก็สามารถบำเพ็ญเพียรได้แล้ว” เสียงของชายชราเต็มไปด้วยความตื้นตันยินดี เขาคือหลิวชิงเวย อดีตผู้นำตระกูลหลิว ผู้แข็งแกร่งระดับราชาวิญญาณขั้นเก้า
“พี่หนานกง ท่านได้เห็นหรือไม่? หลานชายของท่านยังคงเป็นอัจฉริยะอยู่แท้ ๆ”
“บุรุษที่ช่วยเขาฟื้นฟูพรสวรรค์ผู้นั้นชื่อแซ่อะไร? แข็งแกร่งเพียงใด?” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยถาม เขาคือหลิวชิง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลหลิวและเป็นบิดาของหลิวจื่อซี พลังอยู่ที่ขอบเขตแม่ทัพวิญญาณขั้นสูงสุด
“ข้าได้ยินพี่อวิ๋นม่อพูดว่าแซ่เสี่ยว นามไป๋” หลิวจื่อซีเอ่ยแผ่วเบา “ส่วนเรื่องพลังนั้น น่าจะเป็นราชาวิญญาณแน่นอนเพราะท่านเสี่ยวสามารถสังหารผู้อาวุโสฟ่านแห่งราชวงศ์ได้อย่างง่ายดาย”
“อะไรนะ? ช่างบ้าระห่ำสิ้นดี” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งทุบโต๊ะเสียงดัง
“แม้จะเป็นราชาวิญญาณก็เถอะ แต่ราชวงศ์มีถึงสองคน หนึ่งในนั้นคือไท่ซ่างหวงซึ่งอยู่ในระดับราชาวิญญาณขั้นสูงสุด หากเขาล่วงรู้เข้า อาจนำภัยมหันต์มาสู่ตระกูลหนานกงได้”
“ถูกต้อง ผู้อาวุโสห้าพูดถูกนัก ข้าก็ได้ยินมาว่าไท่ซ่างหวงใกล้ทะลวงสู่ระดับราชาศักดิ์สิทธิ์แล้ว” อีกเสียงหนึ่งกล่าวขึ้น ผู้พูดคือผู้อาวุโสสี่ หลิวสุ่ย ผู้แข็งแกร่งระดับแม่ทัพวิญญาณขั้นหกส่วนผู้อาวุโสห้าหลิวม่อมีพลังอยู่ที่ขั้นห้า
“ท่านพ่อ ท่านปู่” เสียงของผู้อาวุโสสองหลิวเฮ่อดังขึ้น เขาค้อมคำนับแล้วกล่าวต่อ “ท่านเสี่ยวผู้นั้นมิใช่ธรรมดา เพียงแรงกดวิญญาณก็ทำให้ผู้อาวุโสฟ่านถูกตัดเส้นลมปราณจนหมด”
เสียงสูดหายใจดังระงมทั่วห้องโถง
“เรื่องเช่นนี้ข้ายังทำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ” หลิวชิงเวยขมวดคิ้วแน่น พลังเช่นนี้นับว่าน่ากลัวยิ่ง
“แล้วอย่างไร? ถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็นแค่ราชาวิญญาณ หากไท่ซ่างหวงทะลวงถึงระดับราชาศักดิ์สิทธิ์แล้ว ราชาวิญญาณจะนับเป็นอะไรได้?” ผู้อาวุโสห้าหลิวม่อแค่นหัวเราะเย็น
“ผู้อาวุโสห้าพูดถูกแล้ว” ผู้อาวุโสสี่หลิวสุ่ยยิ้มเห็นพ้อง
“ท่านพ่อ ท่านปู่” หลิวม่อเอ่ยอีกครั้งพร้อมค้อมคำนับต่อหลิวชิงเวยและหลิวชิง กล่าวต่อด้วยเสียงหนักแน่นว่า
“ข้าเสนอให้ถอนหมั้นระหว่างคุณหนูจื่อซีกับหนานกงอวิ๋นม่อ แล้วหมั้นหมายกับองค์ชายใหญ่เฉินกวงอวี่แทน เช่นนี้ไม่เพียงจะสานสัมพันธ์กับราชวงศ์ ยังเป็นการหาคู่ครองที่เหมาะสมให้คุณหนูอีกด้วย มิใช่เรื่องที่ดีพร้อมทั้งสองฝ่ายหรือ?”
“ใช่ ๆ ข้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้อาวุโสห้า” ผู้อาวุโสสี่หลิวสุ่ยพยักหน้าตามทันที
“เจ้า” หลิวจื่อซีกำลังจะพูดออกมา ทว่าเสียงชรากลับตวาดลั่น
“บังอาจ”
หลิวชิงเวยระเบิดพลังวิญญาณในกายออกมา เพียงหมัดเดียวที่ไม่ได้ใช้วิชายุทธ์ใด ๆ กลับปรากฏเงาหมัดสีเขียวหมุนวน แล้วทุบใส่ผู้อาวุโสทั้งสองจนร่างระเบิดกลายเป็นเศษเนื้อกระจัดกระจายชวนสะอิดสะเอียน
นี่แหละคือความต่างของระดับ แม้เพียงราชาวิญญาณธรรมดาก็สามารถสังหารแม่ทัพวิญญาณได้อย่างง่ายดาย ทว่าหากเป็นเสี่ยวไป๋แล้ว แม้แต่พลังวิญญาณก็ไม่ใช้ ใช้เพียงแรงจากร่างกายธรรมดาเท่านั้น ที่สำคัญ เขายังกลัวว่าผู้อาวุโสฟ่านจะตายคาที่จึงจงใจใช้เพียงแรงกดวิญญาณ
แรงกดวิญญาณนั้นควบคุมยากยิ่ง มันต่างจากแรงกดข่มทั่วไปที่ต้องอาศัยวิชายุทธ์ในการหนุนส่ง แรงกดวิญญาณนั้นคือการปลดปล่อยพลังวิญญาณจากร่างกายออกมาซึ่งไม่เพียงแต่เปลืองพลังยิ่งนัก ยังต้องควบคุมทั้งขอบเขตและความหนักหน่วง อีกทั้งพลังที่ปล่อยออกไปยังมีแนวโน้มจะไหลกลับคืนสู่สวรรค์และปฐพีทำให้ควบคุมได้ยากยิ่ง
เพราะเหตุนี้ หลิวชิงเวยจึงกล่าวว่า “ข้าทำไม่ได้” หากให้ฆ่าผู้อาวุโสฟ่านแน่นอนว่าทำได้อย่างง่ายดาย แต่หากใช้แรงกดวิญญาณก็จะไม่สามารถควบคุมได้ถึงขั้นนั้น
เมื่อหลิวม่อกับหลิวสุ่ยสิ้นชีวิต ห้องโถงก็ตกสู่ความเงียบสงัดราวกับความตาย
“เดี๋ยวให้คัดเลือกผู้อาวุโสใหม่เถอะ ตระกูลหลิวของเราหาแม่ทัพวิญญาณเช่นนี้มิได้ยากเย็น” หลิวชิงเวยกล่าวกับหลิวชิง
ที่แท้แล้วในแต่ละตระกูลล้วนมีผู้มีพลังทัดเทียมกับผู้อาวุโสอยู่มากมายเพียงแต่บางคนไม่ปรารถนาจะรับตำแหน่งต้องการเพียงมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรเท่านั้น
“รับทราบ ท่านพ่อ” หลิวชิงขานรับ
“จื่อซีเอ๋ย เจ้ากับอวิ๋นม่อมีความสัมพันธ์กันเช่นไร?” นี่แหละคือสิ่งที่หลิวชิงเวยอยากรู้เพราะเหตุใดเสี่ยวไป๋ถึงยอมช่วยเด็กคนนั้นฟื้นฟูพรสวรรค์ได้?
“พี่อวิ๋นม่อบอกข้าว่าวันนี้ท่านเสี่ยวไป๋เพิ่งรับเขาเป็นศิษย์และได้ช่วยฟื้นฟูพรสวรรค์ให้พร้อมกัน” หลิวจื่อซีเอ่ยเสียงแผ่ว
“โอ้? ดี ดีมาก ที่แท้เป็นความสัมพันธ์อาจารย์กับศิษย์” หลิวชิงเวยลูบเคราหัวเราะอย่างพึงใจ
“จริงสิ ท่านปู่ นี่คือยันต์หยกป้องกันตัวที่ท่านเสี่ยวไป๋ให้ข้าก่อนจากมา” หลิวจื่อซีกล่าวพลางหยิบออกมายื่นให้หลิวชิงเวย
“อะไรนะ?”
เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังกระหึ่มไปทั่วห้องโถง
กระทั่งหลิวชิงเวยกับหลิวชิงเองก็ยังหน้าเปลี่ยนสีจนเห็นได้ชัดนั่นก็เพราะยันต์หยกป้องกันตัวนั้นมีค่าหายากเพียงใด ทั้งตระกูลหลิวมีเพียงสองชิ้น หนึ่งอยู่กับหลิวชิง อีกหนึ่งอยู่กับหลิวจื่อซี ซึ่งหลิวชิงเวยเป็นผู้หลอมขึ้นเองเมื่อหลายปีก่อน
ครั้งนั้นหนึ่งในสองยันต์เกิดความผิดพลาดระหว่างการสร้างทำให้หลิวชิงเวยบาดเจ็บถึงขั้นต้องพักฟื้นนานถึงสามเดือนจึงจะฟื้นตัวได้