บทที่ 16 ในที่สุดก็ได้กินข้าวเสียที
หลังจัดการสร้างยันต์หยกปกป้องชีวิตเรียบร้อย เสี่ยวไป๋ก็หันไปยิ้มอ่อนโยนพลางกล่าวกับหลิวจื่อซีว่า
“หนูน้อย เราเพิ่งพบกันครั้งแรก ข้ายังไม่รู้จะมอบสิ่งใดให้เจ้า ของเล็กน้อยนี้จงรับไว้เถิด หากเจ้าตกอยู่ในอันตราย ข้าย่อมไปถึงโดยพลัน”
ว่าพลางก็หยิบยันต์หยกปกป้องชีวิตออกมาจากแหวนมิติ แล้วใช้พลังวิญญาณส่งไปยังมือของหลิวจื่อซี
“ยันต์หยกป้องกันตัว?” หลิวจื่อซีอ้าปากน้อย ๆ ด้วยความตกใจ เหล่าผู้คนรอบด้านก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
เพราะวัตถุเช่นนี้สร้างยากยิ่ง ยากยิ่งกว่ายาก ต้องเป็นผู้ที่มีพลังถึงระดับราชาวิญญาณหรือสูงกว่าจึงจะสร้างได้และแม้แต่ราชาวิญญาณยังต้องใช้เวลานับปีในการผลิตแค่หนึ่งใบ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการบาดเจ็บถึงต้นกำเนิด
“ของล้ำค่าเช่นนี้ ข้ารับไว้ไม่ได้” หลิวจื่อซีรีบยื่นคืน
“เจ้าคือว่าที่ภรรยาของศิษย์ข้า สิ่งเล็กน้อยเท่านี้นับว่าอะไร?” เสี่ยวไป๋โบกมือเบา ๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“จื่อซี รับไว้เถิด นี่คือความหวังดีของท่านอาจารย์” หนานกงอวิ๋นม่อยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ เขาเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าอาจารย์ผู้นี้ไม่ธรรมดา ไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้จริง ๆ
หลิวจื่อซีจึงรับยันต์หยกไว้ในที่สุด เสี่ยวไป๋เองก็ลอบโล่งใจอยู่ลึก ๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำของแบบนี้ หากล้มเหลวมีหวังเสียหน้าไม่น้อย
เดิมทีเสี่ยวไป๋คิดว่าหลิวจื่อซีและพรรคพวกจะอยู่ร่วมรับประทานอาหาร ทว่าอีกฝ่ายกล่าวว่าจะรีบกลับไปรายงานเรื่องราวให้กับหัวหน้าตระกูลและผู้อาวุโสทราบจึงพากันจากไป
ก่อนพวกเขาออกเดินทาง เสี่ยวไป๋ก็ไม่ลืมถามเกี่ยวกับพรสวรรค์และระดับพลังของเฉินกวงอวี่ไว้ด้วย
จากนั้นคณะของโรงประมูลอวิ๋นหลิง ตระกูลตงฟางและตระกูลจั่วชิวก็ทยอยล่ำลาออกจากจวนหนานกง
“ในที่สุดก็ได้กินข้าวแล้ว” เสี่ยวไป๋กับระบบพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก แค่จะกินข้าวแต่ละครั้งต้องผ่านสารพัดปัญหา
เนื่องจากหนานกงอวิ๋นม่อเป็นศิษย์ของเสี่ยวไป๋ เขาจึงร่วมโต๊ะอาหารด้วย
และพอกินเข้าไปเท่านั้นแหละ เสี่ยวไป๋กับระบบถึงกับตกใจ หนานกงอวิ๋นม่อกินเก่งยิ่งนักเกือบไล่ทันเสี่ยวไป๋เสียด้วยซ้ำ
ระบบถึงกับบ่นว่า “ไม่ใช่คนบ้านเดียวกันจะมาอยู่บ้านเดียวกันได้หรือ?”
“เจ้านั่นแหละที่กินเก่งที่สุด ข้ากับอวิ๋นม่อกินรวมกันยังไม่เท่าเจ้ากินคนเดียวเลย” เสี่ยวไป๋กล่าวตามตรง
หลังมื้ออาหารจบลง เสี่ยวไป๋ก็พาหนานกงอวิ๋นม่อไปยังเนินเขาหลังเรือนของเขาพร้อมแจ้งหนานกงเสวียนกับผู้อาวุโสทั้งหลายว่าจะฝึกสอนศิษย์ ห้ามผู้ใดรบกวน
หนานกงเสวียนรีบแจ้งคำสั่งแก่ทั้งตระกูล ห้ามเด็ดขาดมิให้ใครเข้าใกล้บริเวณบ้านของหนานกงอวิ๋นม่อ
พร้อมกันนั้นก็เร่งเรียกช่างมาซ่อมแซมเรือนรับรองที่เสี่ยวไป๋เคยทำลายจนราบ ล่าสุดโชคดีหน่อยที่มีแค่ตำหนักใหญ่เสียหาย เขาเดินสั่งงานไปก็บ่นไปว่า “แข็งแกร่งเกินต้านจริง ๆ”
ด้านเสี่ยวไป๋
“อวิ๋นม่อ เจ้าฝึกตามเคล็ดวิชาที่ข้ามอบให้เถิด เคล็ดวิชานี้พลิกฟ้าดลสวรรค์นอกจากจะเร่งความเร็วในการฝึกฝนอย่างมหาศาลแล้ว ยังเหมาะกับผู้ที่มีพลังต่ำเช่นเจ้าเพราะสามารถฝึกได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่อ่อนล้าเพราะฉะนั้นเวลาในการฝึก เจ้าจัดการตามสะดวก” เสี่ยวไป๋ยืนพิงมือไว้ด้านหลัง เส้นผมพลิ้วไหวตามสายลม แผ่รัศมีผู้เฒ่าผู้ทรงธรรม
ที่จริงเสี่ยวไป๋เองก็อยากสั่งสอนศิษย์อย่างจริงจัง แต่มันทำไม่ได้เพราะเขาเกิดมาพร้อมความไร้เทียมทาน ไม่มีโอกาสเรียนรู้การฝึกขั้นพื้นฐานเลย จะให้เขาสอนยังไงล่ะ?
โชคดีที่หนานกงอวิ๋นม่อเป็นเด็กซื่อสัตย์
“ขอรับ ท่านอาจารย์ ศิษย์จะไม่ทำให้ท่านต้องขายหน้าเด็ดขาด” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวอย่างเคารพสุดหัวใจ ในใจเขาเชื่อมั่นเต็มที่ว่า อาจารย์คือผู้ที่ถูกต้องเสมอ
“อืม วันนี้เจ้าลองฝึกเคล็ดวิชาและวิชายุทธ์ที่ข้ามอบให้ก่อน หากมีปัญหาที่ไม่เข้าใจค่อยมาเอ่ยถามข้า วันพรุ่งนี้ข้าจะออกไปเสาะหาสมุนไพรเพื่อปรุงโอสถเร่งฝึกฝนและเสริมรากฐานให้เจ้า อีกทั้งจะหาเคล็ดวิชายุทธ์มาให้ด้วยเพราะของที่ข้ามีอยู่ล้วนแต่เป็นระดับสูง ไม่มีของพื้นฐานเลย” เสี่ยวไป๋กล่าวอย่างมั่นใจ ก็ระบบมันไม่มีของระดับต่ำจะให้เขาทำอย่างไรได้เล่า
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์” หนานกงอวิ๋นม่อค้อมกายอย่างนอบน้อม
จากนั้นเสี่ยวไป๋ก็ฝากยันต์หยกป้องกันตัวไว้อีกชิ้นก่อนจะจากไป เผื่อเกิดเรื่องผิดพลาดในระหว่างที่ศิษย์ฝึกฝน
เมื่อเสี่ยวไป๋จากไป หนานกงอวิ๋นม่อก็นั่งขัดสมาธิลงทันที เริ่มฝึกฝนโดยไม่รีรออีกต่อไป
เพราะเขาไม่ต้องการให้เสี่ยวไป๋ หนานกงเสวียนหรือหนานกงหลิวอวิ๋นต้องผิดหวังอีก จากวันนี้ไปเขาจะพิสูจน์ตัวเองให้เห็น
หนานกงอวิ๋นม่อ ตะโกนก้องอยู่ในใจ