- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 15 กล้าด่าข้าเรอะ
บทที่ 15 กล้าด่าข้าเรอะ
บทที่ 15 กล้าด่าข้าเรอะ
บทที่ 15 กล้าด่าข้าเรอะ
ตู๋หยาลินกับหยางหวยหลินจากโรงประมูลอวิ๋นหลิงพอจะอ้าปากเอ่ยว่า “ผู้นี้คือราชาวิญญาณ” ก็สายไปเสียแล้ว
“เจ้าควรมีมารยาทบ้าง ข้ากำลังอารมณ์ไม่ดีนัก” เสี่ยวไป๋เอ่ยเสียงขุ่น “มารดามันเถอะ โลกนี้มีแต่พวกอยากหาที่ตายหรือไร”
“โอยโวยวายใหญ่เลยนะ เจ้านี่นิสัยไม่ต่างจากลาตัวหนึ่งเลย” ผู้อาวุโสฟ่านประชดกลับ
“เจ้าด่าอีกทีสิ มารดาเจ้าเถอะ” เสี่ยวไป๋เดือดจัดแทบระงับโทสะไม่อยู่
“มารดา...” ผู้อาวุโสฟ่านเพิ่งอ้าปากได้ครึ่งคำ หมัดของเสี่ยวไป๋ก็ซัดเข้าใส่ท้องเขาอย่างจังส่งร่างลอยละลิ่วราวกับกระสุนปืนใหญ่
กลางอากาศนั้นเอง เสียงของเสี่ยวไป๋ก็ดังขึ้น เขาใช้งานวจนะศักดิ์สิทธิ์
“กลับมา” เพียงถ้อยคำเดียวก็ราวกับมีมือไร้รูปคว้าร่างผู้อาวุโสฟ่านกลับมาอย่างดื้อ ๆ ก่อนจะถูกแรงเสียงฟาดลงกับพื้นเต็มแรง จากนั้นเสี่ยวไป๋ก็ตามด้วยอีกหนึ่งคำสั่ง
“คุกเข่าให้ดี” แรงกดวิญญาณมหาศาลก็ถาโถมลงมาจนผู้อาวุโสฟ่านเงยหน้าขึ้นมิได้และด้วยแรงเสียงของเสี่ยวไป๋ก็บังคับให้เขาคุกเข่าลงอย่างว่าง่าย
“ด่าอีกสิ ข้าอยากเห็นนักว่าเจ้าจะยังพูดได้อยู่หรือไม่” เสี่ยวไป๋ยกเลิกการใช้วจนะศักดิ์สิทธิ์ทว่าแรงกดวิญญาณยังคงไม่จางหาย
ร่างของผู้อาวุโสฟ่านเต็มไปด้วยเลือดแทบสิ้นลมเพียงชาวบ้านธรรมดาก็สามารถสังหารเขาได้ในตอนนี้
“ท่านผู้อาวุโส พวกเราคือคนของแคว้นหิมะอวิ๋น” เฉินกวงอวี่รีบร้อง ทว่ายังไม่ทันจบประโยคก็โดนหมัดของเสี่ยวไป๋ซัดปลิวและถูกจัดการด้วยวิธีเดียวกับผู้อาวุโสฟ่าน
“เป็นราชาวิญญาณจริงด้วย” ผู้อาวุโสหลิวที่ก่อนหน้านี้ยังท่าทีสบาย ๆ ตอนนี้เคร่งขรึมขึ้นมาในบัดดลพลางคิดในใจ ‘ทำไมถึงมีราชาวิญญาณปรากฏตัวที่นี่? ที่สำคัญผู้นี้มิใช่หนึ่งในสามราชาวิญญาณของแคว้นหิมะอวิ๋นเสียด้วย’
“พี่อวิ๋นม่อ ผู้อาวุโสท่านนี้คืออาจารย์ของท่านหรือ?” หลิวจื่อซีถามเสียงตื่นตะลึง แต่แววตากลับเต็มเปี่ยมด้วยความยินดีแทนหนานกงอวิ๋นม่อ
“ใช่แล้ว วันนี้ท่านอาจารย์เพิ่งรับข้าเป็นศิษย์” หนานกงอวิ๋นม่อเอื้อมมือแตะมือหลิวจื่อซีพร้อมรอยยิ้ม
“ถ้าเช่นนั้น ท่านต้องฝึกกับท่านอาจารย์ให้ดีนะ” หลิวจื่อซีเอ่ยพลางยิ้มละไม
“แน่นอน ข้าจะต้องกลายเป็นยอดผู้กล้า แล้วแต่งเจ้าให้สมเกียรติ” หนานกงอวิ๋นม่อจ้องตานางด้วยความแน่วแน่
“อืม...” หลิวจื่อซีตอบเสียงเบาดุจยุง รอยแดงระเรื่อปรากฏบนสองแก้มด้วยความเขินอาย
“ท่านผู้อาวุโส...” เสียงแผ่วเบาของเฉินกวงอวี่ดังขึ้น เขาแทบไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะถูกกระทำถึงเพียงนี้ ทั้งที่แม้แต่บิดายังไม่เคยดุด่าว่ากล่าวเขาแรงเท่านี้
“มารดาเจ้าเถอะ หุบปากไป” เสี่ยวไป๋ตวาด
“ข้าชักไม่แน่ใจแล้วว่าพวกเจ้าทั้งหมดในที่นี้สมองเป็นอะไรหรือเปล่า ด่ากันอยู่นั่นแหละ ไม่รู้จักจบจักสิ้น” เสี่ยวไป๋โมโหจัด
“พูดตรง ๆ ก็จริงแหละ” ระบบตอบเสียงเรียบ
เสี่ยวไป๋หันไปมองผู้อาวุโสฟ่าน ยิ้มเยาะพลางกล่าว “ไงล่ะ เจ้ามิใช่ว่าเก่งกล้านักหรือ? ทำไมถึงไม่ด่าแล้วล่ะ?”
“ท่านผู้อาวุโส ข้าผิดไปแล้ว...ข้าไม่กล้าอีกแล้ว...” ผู้อาวุโสฟ่านพูดแทบไม่เป็นคำ
“เจ้าจะผิดหรือไม่ก็ไร้ความหมายเพราะวันนี้เจ้าต้องตาย” เสี่ยวไป๋กล่าวเย็นชา
กล่าวจบก็มีเปลวเพลิงสีแดงแล่นออกจากปลายนิ้ว เขวี้ยงใส่ร่างของผู้อาวุโสฟ่านทันที พริบตาเดียวก็แผดเผาจนกลายเป็นขี้เถ้าเพราะพลังธาตุเพลิงของเสี่ยวไป๋รุนแรงเกินไป ฝ่ายตรงข้ามแม้แต่ร้องยังไม่มีโอกาส
“ท่านผู้อาวุโส” เฉินกวงอวี่กรีดร้องด้วยความเจ็บแค้น “เขาคือผู้อาวุโสระดับสูงของราชวงศ์ ท่านจะฆ่าเขาเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“โอ้? แล้วทำไมจะฆ่าไม่ได้เล่า?” เสี่ยวไป๋เอ่ยอย่างเกียจคร้าน อย่างเขาผู้ไร้เทียมทานมีผู้ใดเล่าที่จะข่มขู่ได้
“แม้ท่านจะเป็นราชาวิญญาณ แต่ราชวงศ์ของเรามีถึงสองคน ท่านอยากให้เกิดศึกใหญ่กระนั้นหรือ?” เฉินกวงอวี่กล่าวหนักแน่นด้วยมั่นใจว่าราชวงศ์ของตนมีสองราชาวิญญาณคอยหนุนหลัง
เสี่ยวไป๋กำลังจะกล่าวว่า “เจ้าจะลองดูไหมว่าข้าจะถล่มราชวงศ์เจ้าให้ย่อยยับเดี๋ยวนี้เลยดีหรือไม่?” แต่ก็ถูกขัดไว้
“ท่านอาจารย์” หนานกงอวิ๋นม่อเอ่ยเรียก
เสี่ยวไป๋หันไปมองยิ้ม ๆ “อวิ๋นม่อ มีอะไรหรือ?”
“คือเช่นนี้ขอรับ ข้าอยากฝึกฝนอีกสองสามปี แล้วจึงค่อยไปสั่งสอนเฉินกวงอวี่ด้วยตัวข้าเอง” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวอย่างสงบ
คนอื่นอาจไม่รู้แต่เขารู้ดีว่าท่านอาจารย์ของตนหากเปิดเผยพลังจริงออกมาแม้แต่ราชาวิญญาณก็ยังนับว่ายังห่างไกลนัก
“ดี ข้ารับคำท้า เจ้าบอกเวลามา ข้าจะรอเจ้าที่ราชสำนัก” เฉินกวงอวี่รีบรับคำ แม้ในใจจะหวั่นกลัวอยากหนีกลับไปเสียเดี๋ยวนั้น
“สาม...” หนานกงอวิ๋นม่อกำลังจะเอ่ย
“หกเดือน หกเดือนให้หลังข้าจะพาเจ้าไปหามันด้วยตัวเอง” เสี่ยวไป๋พูดตัดบทเพราะเขารู้ว่าด้วยพรสวรรค์ชั้นเทพของอวิ๋นม่อ อีกเพียงหกเดือนย่อมเพียงพอ
“ตกลง ข้าจะรอท่านด้วยความเคารพ” เฉินกวงอวี่กล่าวอย่างไม่ยี่หระเพราะเชื่อว่าเสี่ยวไป๋พูดจาเพียงเพื่อหยามเขา
“ท่านอาจารย์?” หนานกงอวิ๋นม่อมองด้วยความสงสัย
“ใยเล่า? ไม่มีความมั่นใจรึ?” เสี่ยวไป๋ยิ้ม
“มีขอรับ ศิษย์มีความมั่นใจ” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวหนักแน่น
ผู้คนรอบด้านต่างตกตะลึง หกเดือนจะตามทันเฉินกวงอวี่เชียวหรือ เป็นไปได้อย่างไร
“หึ เช่นนั้นข้าจะรออยู่ที่ราชสำนัก” เฉินกวงอวี่ฮึดฮัด เขารู้สึกว่าถูกหยามยิ่งนัก
“ไสหัวไป” เสี่ยวไป๋สะบัดมือ ถอนแรงกดวิญญาณอย่างช้า ๆ “เจ้าพาลูกน้องของเจ้าออกไปส่วนคนของตระกูลหลิว ข้าจะเก็บไว้”
เฉินกวงอวี่รู้สึกว่าแรงกดหายไปจึงประคองตัวลุกขึ้นและเดินโซเซจากไปพร้อมองครักษ์
“ท่านผู้อาวุโส” ผู้อาวุโสหลิวกับหลิวจื่อซีประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ทั้งสองต่างยังไม่เข้าใจว่าผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ต้องการสิ่งใด
“ไม่ต้องมากพิธี” เสี่ยวไป๋กล่าวเสียงเรียบ แล้วหันไปถามหลิวจื่อซี “เจ้าหนู เจ้าเป็นอะไรกับศิษย์ของข้า?”
แม้จะเป็นคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังอยากถามให้แน่ใจเพราะยังมีเรื่องที่ตนเองไม่ทราบอีกมาก
“เรียนท่านผู้อาวุโส ข้ากับพี่อวิ๋นม่อรู้จักกันตั้งแต่ยังเล็ก ท่านปู่ของข้ากับท่านปู่ของพี่อวิ๋นม่อหรือก็คือท่านผู้อาวุโสหนานกงเคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักกันในอดีต ต่อมาท่านหนานกงได้ช่วยชีวิตท่านปู่ของข้าไว้ แต่ก็ต้องสละชีพลง ด้วยเหตุนี้ท่านปู่ของข้าจึงรู้สึกติดค้างใจอย่างยิ่ง และจึงได้หมั้นหมายข้ากับพี่อวิ๋นม่อตั้งแต่ยังเยาว์วัย” หลิวจื่อซีรีบชิงตอบ
“เป็นเช่นที่ข้าคาดไว้ไม่มีผิด” เสี่ยวไป๋คิดในใจ นี่มันพล็อตมาตรฐานของนิยายชัด ๆ
“โอ้ เช่นนั้นเจ้าก็เป็นว่าที่ชายาของอวิ๋นม่อแล้วสินะ?” เสี่ยวไป๋ยิ้มเจ้าเล่ห์พลางถาม
“ใช่แล้วขอรับ ท่านอาจารย์ พวกเราสองคนเติบโตมาด้วยกัน รักใคร่ผูกพันต่อกัน” หนานกงอวิ๋นม่อรีบคว้ามือหลิวจื่อซีกล่าวตอบอย่างแน่วแน่
“พอ เรื่องเช่นนี้ต้องดูความเห็นของพ่อแม่เจ้าและของพ่อแม่หญิงสาวเสียก่อน” เสี่ยวไป๋รีบห้ามสีหน้าฉายแววล้อเลียน จะให้เขามานั่งกินหมา เอ่อ หมายถึงอาหารหมาตั้งแต่อายุแค่ยี่สิบหรือไรกัน
“ผู้ที่กินข้าวหมาได้โดยไม่แยแสย่อมเป็นราชันแห่งสุนัข” ระบบเอ่ยเย้า
“ไสหัว” เสี่ยวไป๋สบถกลับ
“ท่านเสี่ยว ข้าผู้เป็นบิดาย่อมเห็นด้วยอย่างยิ่ง” หนานกงเสวียนรีบประสานมือกล่าว เขาจ้องมองหลิวจื่อซีอย่างพอใจ หญิงสาวผู้ไม่เคยทอดทิ้งบุตรชายในยามตกต่ำ ไหนจะรูปโฉมที่เลิศล้ำ หญิงเช่นนี้จะหาที่ใดได้อีก
“ท่านผู้อาวุโส พวกเราหัวหน้าตระกูลก็เห็นชอบต่อสัญญาหมั้นนี้” ผู้อาวุโสหลิวรีบเสริม “และอดีตหัวหน้าตระกูลของเราก็แทบจะรอฤกษ์วิวาห์อยู่แล้ว”
คำพูดของผู้อาวุโสหลิวทำเอาหลิวจื่อซีและหนานกงอวิ๋นม่อหน้าแดงซ่าน
“หญิงสาวเขินอายยังพอเข้าใจ แล้วเจ้าจะอายด้วยไปทำไมเล่า?” เสี่ยวไป๋ยกเท้าเตะหนานกงอวิ๋นม่อไปหนึ่งทีพลางหัวเราะด่า
หนานกงอวิ๋นม่อลูบหัวพลางหัวเราะแหะ ๆ อย่างเขินอาย
“แต่อย่างไรเสีย เรื่องแต่งงานในช่วงนี้คงยังไม่ได้เพราะเรายังมีพันธะสัญญาอีกหกเดือน” เสี่ยวไป๋กล่าวเสียงเรียบ
“ท่านผู้อาวุโสว่าถูกต้องแล้ว” ทุกคนรีบเห็นด้วย
“ระบบ เจ้ามีของอย่างในนิยายไหม? แบบที่เป็นหยกแผ่นหนึ่ง แล้วเมื่อใดที่คนถือบีบมันจนแตก ข้าจะสามารถรับรู้ได้ทันที แบบที่อาจารย์ให้ไว้กับพระเอกเพื่อใช้ตอนไม่มีทางรอดน่ะ” เสี่ยวไป๋ถามอย่างตื่นเต้น กำลังจะมอบของขวัญให้หลิวจื่อซี แต่พอนึกไปนึกมานอกจากหยกวิญญาณชั้นต่ำหนึ่งแสนก้อน เขาก็ไม่มีอะไรแล้ว ยากจนยิ่งนัก
“ง่ายจะตาย เจ้าหยิบหยกวิญญาณชั้นต่ำขึ้นมา แล้วใส่ลมหายใจวิญญาณของเจ้าลงไปหนึ่งเส้นก็พอ สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ตามใจชอบ สิ่งนี้เรียกว่ายันต์หยกปกป้องชีวิต” ระบบอธิบาย
เสี่ยวไป๋ไม่รอช้า รีบดึงลมหายใจวิญญาณเข้าสู่แหวนมิติ คว้าหยกวิญญาณชั้นต่ำก้อนหนึ่งขึ้นมาฝานออกเป็นแผ่นเล็ก ๆ ก่อนจะนำแผ่นหนึ่งมาแกะสลักอักขระรูป “ไป๋” สีดำลงไปพร้อมปล่อยลมหายใจวิญญาณเข้าใส่ เท่านี้ยันต์หยกปกป้องชีวิตก็สำเร็จเสร็จสิ้น เขาทำไปเสียหลายแผ่น คิดในใจว่าเผื่อไว้ก็ไม่เสียหาย