- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 14 สถานการณ์ผิดแผกนัก
บทที่ 14 สถานการณ์ผิดแผกนัก
บทที่ 14 สถานการณ์ผิดแผกนัก
บทที่ 14 สถานการณ์ผิดแผกนัก
“เร็วเข้า เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายตามข้าไปต้อนรับแขก” หนานกงเสวียนเร่งกล่าว น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นราวกับลางดีบังเกิดในวันนี้
“มารดาเจ้าสิ ทำไมถึงต้องมาขัดจังหวะทุกครั้งที่ข้ากำลังกินข้าว” เสี่ยวไป๋ตอนนี้อารมณ์ขุ่นเคืองเป็นอย่างยิ่ง
“ข้าจะบอกอะไรให้นะ หากพวกที่มารอบนี้กล้าปากมาก เดี๋ยวข้าจะเล่นงานพวกมันให้ยับ” เสียงของระบบก็เอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด คนพวกนี้มาขัดแข้งขัดขามันชัด ๆ
“วางใจเถิด วางใจเสีย ข้าจัดการเอง” เสี่ยวไป๋พยายามสงบจิตใจของตนเองเพราะเขาจำต้องรักษาภาพลักษณ์ให้สง่างาม
เหล่าผู้อาวุโสพากันติดตามหนานกงเสวียนไปยังห้องโถงใหญ่ ขณะที่ตงฟางอวิ๋นกับคณะก็ยังไม่ยอมจากไป ผู้คนย่อมชื่นชอบความคึกคักเป็นธรรมดา บางครั้งความอยากรู้อยากเห็นก็ถึงขั้นพรากชีวิตได้
เมื่อเสี่ยวไป๋กับพรรคพวกเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่ด้านในโดยมีผู้อาวุโสท่าทางไม่ธรรมดาติดตามมาคนละหนึ่งและยังมีองครักษ์กลุ่มหนึ่งแน่นหนามองแวบเดียวก็รู้ว่ามีฝีมือแน่นอน
ทันทีที่หนานกงเสวียนก้าวเข้าห้องก็รีบกล่าวทักทาย
“ผู้อาวุโสหลิว ผู้อาวุโสฟ่าน ไม่ได้พบกันนานนัก” เหล่าผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็รีบประสานมือกล่าวทักทายเช่นกัน
“หัวหน้าตระกูลหนานกงมิได้พบกันเสียนาน” ผู้อาวุโสหลิวหัวเราะพลางกล่าว
“หึ หนานกงเสวียน ไม่ได้พบกันนาน ฝีมือเจ้ากลับไม่มีพัฒนาขึ้นเลย” ผู้อาวุโสฟ่านกลับหัวเราะเยาะเย้ยอย่างดูแคลน
“ข้าก็มิใช่โอสถ” หนานกงเสวียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“เจ้า แม้พลังไม่พัฒนาแต่ลิ้นเจ้ากลับคมคายกว่าเดิมนัก” ผู้อาวุโสฟ่านจ้องเขม็งด้วยความไม่พอใจ
ทั้งสองคือผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูลหลิวและราชวงค์แคว้นหิมะอวิ๋น มีพลังในระดับแม่ทัพวิญญาณขั้นแปด
ตงฟางอวิ๋น เฉินเหว่ยไห่และจั่วชิวลี่ต่างก็รีบทักทายอย่างนอบน้อม
ผู้อาวุโสหลิวตอบกลับด้วยท่าทีเป็นกันเอง ทว่าผู้อาวุโสฟ่านกลับไม่แม้แต่จะชายตา เหล่าศิษย์จากตระกูลใหญ่ทั้งหลายแม้ไม่พอใจก็ทำได้เพียงฝืนยิ้มเท่านั้น
กระทั่งตู๋หยาลินและหยางหวยหลินก็เข้ามากล่าวทักทายอีกคู่ ผู้อาวุโสหลิวก็ยังคงยิ้มรับส่วนผู้อาวุโสฟ่านก็ยกมือคารวะตอบกลับบ้าง เพราะทั้งสองมีฐานะเท่าเทียมกัน
“ไม่ทราบว่าเหตุใดแขกผู้มีเกียรติทั้งหลายจึงมาเยือนตระกูลหนานกงของข้า?” หนานกงเสวียนถามอย่างสุภาพอีกครั้ง
ขณะนั้นเอง เด็กหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยปากขึ้น
“ข้าเป็นเฉินกวงอวี่องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นหิมะอวิ๋นและยังเป็นรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์”
“ที่แท้ก็เป็นองค์ชายใหญ่ ข้าน้อยหนานกงเสวียนขอคารวะ” หนานกงเสวียนประสานมือคารวะ
“องค์ชายใหญ่มาเยือนครั้งนี้ มีเรื่องใดให้ตระกูลหนานกงของข้ารับใช้หรือ?”
“ที่มาวันนี้ ข้าต้องการให้หนานกงอวิ๋นม่อกับคุณหนูหลิวจื่อซียกเลิกหมั้นหมายเสีย” เฉินกวงอวี่กล่าว
“อะไรนะ?” หนานกงเสวียนกับเหล่าผู้อาวุโสร้องขึ้นพร้อมกัน
“แม่เจ้าโว้ย อีกแล้วรึ? นี่มันพล็อตเลิกหมั้นอีกแล้วเรอะ? เดี๋ยวนะ ต่อไปจะมีบทว่าข้าจะเป็นคนตะวันออกส่วนเจ้าอยู่ตะวันตกไหมเนี่ย?” เสี่ยวไป๋ถึงกับอึ้ง เขานึกว่ารับหนานกงอวิ๋นม่อเป็นศิษย์แล้วเรื่องจะจบที่ไหนได้มีดราม่ารอบใหม่โผล่มาอีก
“เรื่องมันจะวุ่นวายเกินไปแล้ว แล้วเมื่อไรจะได้กินข้าวสักที” ระบบคำรามอย่างหิวโหย
“มารดามันเถอะ ใครกล้าว่าศิษย์ข้า ข้าจะฆ่ามันให้ตาย” เสี่ยวไป๋สบถลั่น
“เห็นด้วย ข้าก็อยากฆ่าพวกมันเหมือนกัน” ระบบพูดเสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ไอ้พวกชนชั้นต่ำ เจ้าไม่ได้ยินที่องค์ชายของเรากล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำหรือ?” ผู้อาวุโสฟ่านตวาดขึ้น
“สัญญาหมั้นนี้เป็นข้อตกลงระหว่างหัวหน้าตระกูลหนานกงรุ่นก่อนกับหัวหน้าตระกูลหลิวรุ่นก่อน ข้าหนานกงเสวียนไม่อาจล่วงละเมิดได้” หนานกงเสวียนตอบด้วยสีหน้าเดือดดาล การที่พวกเขามาประกาศยกเลิกหมั้นต่อหน้าธารกำนัลคือการเหยียบย่ำเกียรติยศของตระกูลหนานกงโดยแท้
“เฉินกวงอวี่ เจ้าอย่ารนหาที่นัก” หญิงสาวคนหนึ่งพลันกล่าวเสียงแข็ง นางงามล่มเมืองงามประหนึ่งดอกท้อในฤดูวสันต์ งามบริสุทธิ์ดังเบญจมาศในฤดูใบไม้ร่วง มองจากไกลดั่งตะวันต้องทิวาพอมองใกล้ดั่งดอกบัวโผล่พ้นผืนน้ำ
“จื่อซี ข้าเพียงหวังดีต่อเจ้า เจ้านั่นมันเป็นเพียงคนไร้ค่า ไม่คู่ควรกับเจ้ามีเพียงข้าเท่านั้นที่คู่ควรกับเจ้า”
“อ๋อ ที่แท้เจ้ามันหลงรักแม่นางผู้นี้เอง ก็สมแล้วล่ะ ดูนางสิ สวยเหลือเกิน” เสี่ยวไป๋พึมพำด้วยความประหลาดใจ หลิวจื่อซีสวยจริง แต่หนานกงอวิ๋นม่อก็หล่อใช่ย่อย เพียงแต่ยังไงก็หล่อสู้เขาไม่ได้
“ไม่ต้องพูดอะไรอีก วันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อบอกเจ้าว่าข้ารักหนานกงอวิ๋นม่อ ผู้ใดก็เทียบมิได้” หลิวจื่อซีเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“จื่อซีเจ้า” เฉินกวงอวี่มองหลิวจื่อซีด้วยความโกรธแค้น เขามั่นใจมาโดยตลอดว่านางซึ่งเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งมีเพียงเขาเท่านั้นที่คู่ควร นอกเหนือจากนั้นล้วนไม่อาจแตะต้องได้ แต่พอนางมอบใจให้กับหนานกงอวิ๋นม่อ เขาก็แทบคลั่ง
เฉินกวงอวี่จ้องหนานกงอวิ๋นม่อแล้วกล่าว “เจ้าก็เป็นบุรุษเช่นกัน แต่กลับไร้ความสามารถในการฝึกฝน เหตุใดยังกล้าทำลายอนาคตของจื่อซีอีก? เจ้าคิดว่าตัวเองจะปกป้องนางได้หรือ? หรือจะปล่อยให้นางต้องคอยปกป้องเจ้าตลอดไป? หากเจ้ายังเป็นบุรุษอยู่จริงก็จงมาประลองกับข้าอย่างยุติธรรมเถอะ”
“เฉินกวงอวี่ เจ้ายังมีใบหน้าอยู่หรือไม่? หากเจ้าต้องการประลอง ข้ายินดีจะซัดเจ้าให้หนำใจ” หลิวจื่อซีตวาดกลับ
“เฮ้ย สถานการณ์นี่มันผิดแผกนัก แม่นางนี่ถึงกับยอมเสี่ยงเพื่ออวิ๋นม่อเลยหรือ?” เสี่ยวไป๋อุทาน นี่มันไม่เป็นไปตามตำราเอาเสียเลย
“ไม่ใช่ว่าปกตินางเอกต้องด่าว่าพระเอกไร้ค่า แล้วรอพระเอกพลิกสถานการณ์ออกโรงด้วยสุดยอดวิชาเรอะ? แล้วเจ้าจะออกหน้าเมื่อใด?” ระบบถึงกับงง
“รอดูอีกหน่อย ข้าอยากเห็นว่าอวิ๋นม่อจะจัดการอย่างไร” เสี่ยวไป๋ตอบ
“ก็ได้” ระบบกล่าว
เฉินกวงอวี่ยังคงจ้องหนานกงอวิ๋นม่อ “หากเจ้าเป็นบุรุษจริงก็ออกมาสู้กับข้าอย่างสง่าผ่าเผย อย่าหลบอยู่หลังอิสตรี”
หลิวจื่อซีรีบคว้าแขนของหนานกงอวิ๋นม่อไว้ “พี่อวิ๋นม่อ อย่าไปสนใจเขาเลย ข้าจะพาท่านไปหาปราชญ์โอสถหานเสี่ยวกู่ที่เมืองหลวง เขาจะต้องสามารถรักษาร่างท่านจนกลับมาฝึกฝนได้อีกแน่”
หานเสี่ยวกู่คือปราชญ์โอสถขั้นสามชั้นสูงเพียงหนึ่งเดียวแห่งแคว้นหิมะอวิ๋น พลังฝีมืออยู่ระดับแม่ทัพวิญญาณขั้นห้า
“จื่อซี เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ? เจ้าหมายจะให้ปราชญ์โอสถผู้ยิ่งใหญ่เสียเวลากับของไร้ค่าเช่นนี้หรือ? ท่านหานเสี่ยวกู่เคยกล่าวแล้วว่าไม่มีทางรักษาได้” เฉินกวงอวี่กล่าวอย่างดูแคลน
“ถูกต้อง คนผู้นี้ไร้ค่าเกินไปแล้ว ฟังข้าเถิดแม่นางหลิว เฉินกวงอวี่องค์ชายของเราคือยอดบุรุษโดยแท้ เจ้าไม่ควรเสี่ยงชีวิตกับคนเช่นนี้” ผู้อาวุโสฟ่านกล่าวสนับสนุน
“เจ้าฟ่าน เจ้าอย่าได้ล้ำเส้นนัก” หนานกงเสวียนคำรามลั่น เขาใกล้จะหมดความอดทนเต็มที
“ไอ้ปากเหม็นเจ้าฟ่าน เจ้ากินมูตรมาหรืออย่างไร ปากถึงได้เหม็นขนาดนี้” หนานกงหลิวอวิ๋นตะโกนด่า
“พวกเจ้า หากไม่ใช่เพราะคำสั่งของราชา ข้าคงฉีกพวกเจ้าทิ้งไปนานแล้ว” ผู้อาวุโสฟ่านโกรธจนหน้าแดงก่ำ
“เรียนทุกท่านเชิญกลับเถิด เรื่องสภาพร่างกายของข้า ขณะนี้ได้ถูกท่านอาจารย์เยียวยาแล้วส่วนเรื่องแม่นางหลิว ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งนางเป็นอันขาด” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวอย่างหนักแน่น
แม้ตอนตนเองตกต่ำ แม่นางหลิวก็มิเคยรังเกียจตรงกันข้ามกลับคอยมอบโอสถให้เขาฝึกฝนอย่างไม่ขาดสาย เขาซาบซึ้งใจยิ่งนัก หากแม้นมีถ้อยคำใดจะเอ่ยถึงหัวใจของเขาในเวลานี้ก็มีเพียง “นางมิทอดทิ้งข้า ข้าย่อมไม่ทอดทิ้งนาง”
“อะไรนะ?” ทุกคนในห้องอุทานพร้อมกัน
“จริงหรือพี่อวิ๋นม่อ ท่านกลับมาฝึกฝนได้แล้วจริงหรือ?” หลิวจื่อซีเบิกตากว้าง น้ำตาเอ่อคลอก่อนโผเข้ากอดเขาเต็มแรง หกปีเต็ม นางเฝ้ารอคอยด้วยใจไม่ย่อท้อในที่สุดวันนั้นก็มาถึงแล้ว
“จริงแน่นอน วันนี้เองข้าได้พบกับท่านอาจารย์และท่านช่วยข้าเยียวยาร่างจนกลับมาได้” หนานกงอวิ๋นม่อกอดตอบนางพร้อมลูบแผ่นหลังเบา ๆ เอ่ยกระซิบข้างหู
“หนานกงอวิ๋นม่อ เจ้ายังจะโกหกอีกหรือ? แม้แต่ปราชญ์โอสถหานเสี่ยวกู่ยังยืนยันว่าเจ้ารักษาไม่หาย” เฉินกวงอวี่มองภาพตรงหน้าอย่างคลุ้มคลั่ง
“ใช่แล้ว ไอ้พวกหลอกลวง เช่นนั้นลองให้อาจารย์ของเจ้าปรากฏตัวดูสักที หากแน่จริงก็ออกมาให้เห็นกัน” ผู้อาวุโสฟ่านเยาะเย้ย
หนานกงอวิ๋นม่อกำลังจะตอบทว่าถูกเสียงหนึ่งขัดไว้เสียก่อน
“ข้านี่แหละคืออาจารย์ของเขา แล้วมีปัญหาอะไรหรือไม่?” เสี่ยวไป๋ก้าวออกมาพลางกล่าวอย่างเอื่อยเฉื่อย
“ตระกูลหนานกงนี่นับวันยิ่งน่าหัวร่อนัก” ผู้อาวุโสฟ่านหัวเราะเยาะพร้อมชี้นิ้วไปยังเสี่ยวไป๋ “รอบตัวเจ้าไม่มีแม้แต่ไอพลังวิญญาณสักนิด เจ้ายังจะกล้ากล่าวว่ารักษาโรคของเขาได้?”
“เจ้าฟ่าน จงระวังถ้อยคำของเจ้าเสียเถิด ท่านผู้นี้คือราชาวิญญาณ” หนานกงเสวียนกล่าวเสียงเข้ม หากวันนี้พวกมันบังอาจลบหลู่จนท่านผู้นี้ขุ่นเคือง พวกเขาคงได้พินาศทั้งตระกูลเป็นแน่