เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 สถานการณ์ผิดแผกนัก

บทที่ 14 สถานการณ์ผิดแผกนัก

บทที่ 14 สถานการณ์ผิดแผกนัก


บทที่ 14 สถานการณ์ผิดแผกนัก

“เร็วเข้า เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายตามข้าไปต้อนรับแขก” หนานกงเสวียนเร่งกล่าว น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นราวกับลางดีบังเกิดในวันนี้

“มารดาเจ้าสิ ทำไมถึงต้องมาขัดจังหวะทุกครั้งที่ข้ากำลังกินข้าว” เสี่ยวไป๋ตอนนี้อารมณ์ขุ่นเคืองเป็นอย่างยิ่ง

“ข้าจะบอกอะไรให้นะ หากพวกที่มารอบนี้กล้าปากมาก เดี๋ยวข้าจะเล่นงานพวกมันให้ยับ” เสียงของระบบก็เอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด คนพวกนี้มาขัดแข้งขัดขามันชัด ๆ

“วางใจเถิด วางใจเสีย ข้าจัดการเอง” เสี่ยวไป๋พยายามสงบจิตใจของตนเองเพราะเขาจำต้องรักษาภาพลักษณ์ให้สง่างาม

เหล่าผู้อาวุโสพากันติดตามหนานกงเสวียนไปยังห้องโถงใหญ่ ขณะที่ตงฟางอวิ๋นกับคณะก็ยังไม่ยอมจากไป ผู้คนย่อมชื่นชอบความคึกคักเป็นธรรมดา บางครั้งความอยากรู้อยากเห็นก็ถึงขั้นพรากชีวิตได้

เมื่อเสี่ยวไป๋กับพรรคพวกเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่ด้านในโดยมีผู้อาวุโสท่าทางไม่ธรรมดาติดตามมาคนละหนึ่งและยังมีองครักษ์กลุ่มหนึ่งแน่นหนามองแวบเดียวก็รู้ว่ามีฝีมือแน่นอน

ทันทีที่หนานกงเสวียนก้าวเข้าห้องก็รีบกล่าวทักทาย

“ผู้อาวุโสหลิว ผู้อาวุโสฟ่าน ไม่ได้พบกันนานนัก” เหล่าผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็รีบประสานมือกล่าวทักทายเช่นกัน

“หัวหน้าตระกูลหนานกงมิได้พบกันเสียนาน” ผู้อาวุโสหลิวหัวเราะพลางกล่าว

“หึ หนานกงเสวียน ไม่ได้พบกันนาน ฝีมือเจ้ากลับไม่มีพัฒนาขึ้นเลย” ผู้อาวุโสฟ่านกลับหัวเราะเยาะเย้ยอย่างดูแคลน

“ข้าก็มิใช่โอสถ” หนานกงเสวียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“เจ้า แม้พลังไม่พัฒนาแต่ลิ้นเจ้ากลับคมคายกว่าเดิมนัก” ผู้อาวุโสฟ่านจ้องเขม็งด้วยความไม่พอใจ

ทั้งสองคือผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูลหลิวและราชวงค์แคว้นหิมะอวิ๋น มีพลังในระดับแม่ทัพวิญญาณขั้นแปด

ตงฟางอวิ๋น เฉินเหว่ยไห่และจั่วชิวลี่ต่างก็รีบทักทายอย่างนอบน้อม

ผู้อาวุโสหลิวตอบกลับด้วยท่าทีเป็นกันเอง ทว่าผู้อาวุโสฟ่านกลับไม่แม้แต่จะชายตา เหล่าศิษย์จากตระกูลใหญ่ทั้งหลายแม้ไม่พอใจก็ทำได้เพียงฝืนยิ้มเท่านั้น

กระทั่งตู๋หยาลินและหยางหวยหลินก็เข้ามากล่าวทักทายอีกคู่ ผู้อาวุโสหลิวก็ยังคงยิ้มรับส่วนผู้อาวุโสฟ่านก็ยกมือคารวะตอบกลับบ้าง เพราะทั้งสองมีฐานะเท่าเทียมกัน

“ไม่ทราบว่าเหตุใดแขกผู้มีเกียรติทั้งหลายจึงมาเยือนตระกูลหนานกงของข้า?” หนานกงเสวียนถามอย่างสุภาพอีกครั้ง

ขณะนั้นเอง เด็กหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยปากขึ้น

“ข้าเป็นเฉินกวงอวี่องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นหิมะอวิ๋นและยังเป็นรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์”

“ที่แท้ก็เป็นองค์ชายใหญ่ ข้าน้อยหนานกงเสวียนขอคารวะ” หนานกงเสวียนประสานมือคารวะ

“องค์ชายใหญ่มาเยือนครั้งนี้ มีเรื่องใดให้ตระกูลหนานกงของข้ารับใช้หรือ?”

“ที่มาวันนี้ ข้าต้องการให้หนานกงอวิ๋นม่อกับคุณหนูหลิวจื่อซียกเลิกหมั้นหมายเสีย” เฉินกวงอวี่กล่าว

“อะไรนะ?” หนานกงเสวียนกับเหล่าผู้อาวุโสร้องขึ้นพร้อมกัน

“แม่เจ้าโว้ย อีกแล้วรึ? นี่มันพล็อตเลิกหมั้นอีกแล้วเรอะ? เดี๋ยวนะ ต่อไปจะมีบทว่าข้าจะเป็นคนตะวันออกส่วนเจ้าอยู่ตะวันตกไหมเนี่ย?” เสี่ยวไป๋ถึงกับอึ้ง เขานึกว่ารับหนานกงอวิ๋นม่อเป็นศิษย์แล้วเรื่องจะจบที่ไหนได้มีดราม่ารอบใหม่โผล่มาอีก

“เรื่องมันจะวุ่นวายเกินไปแล้ว แล้วเมื่อไรจะได้กินข้าวสักที” ระบบคำรามอย่างหิวโหย

“มารดามันเถอะ ใครกล้าว่าศิษย์ข้า ข้าจะฆ่ามันให้ตาย” เสี่ยวไป๋สบถลั่น

“เห็นด้วย ข้าก็อยากฆ่าพวกมันเหมือนกัน” ระบบพูดเสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“ไอ้พวกชนชั้นต่ำ เจ้าไม่ได้ยินที่องค์ชายของเรากล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำหรือ?” ผู้อาวุโสฟ่านตวาดขึ้น

“สัญญาหมั้นนี้เป็นข้อตกลงระหว่างหัวหน้าตระกูลหนานกงรุ่นก่อนกับหัวหน้าตระกูลหลิวรุ่นก่อน ข้าหนานกงเสวียนไม่อาจล่วงละเมิดได้” หนานกงเสวียนตอบด้วยสีหน้าเดือดดาล การที่พวกเขามาประกาศยกเลิกหมั้นต่อหน้าธารกำนัลคือการเหยียบย่ำเกียรติยศของตระกูลหนานกงโดยแท้

“เฉินกวงอวี่ เจ้าอย่ารนหาที่นัก” หญิงสาวคนหนึ่งพลันกล่าวเสียงแข็ง นางงามล่มเมืองงามประหนึ่งดอกท้อในฤดูวสันต์ งามบริสุทธิ์ดังเบญจมาศในฤดูใบไม้ร่วง มองจากไกลดั่งตะวันต้องทิวาพอมองใกล้ดั่งดอกบัวโผล่พ้นผืนน้ำ

“จื่อซี ข้าเพียงหวังดีต่อเจ้า เจ้านั่นมันเป็นเพียงคนไร้ค่า ไม่คู่ควรกับเจ้ามีเพียงข้าเท่านั้นที่คู่ควรกับเจ้า”

“อ๋อ ที่แท้เจ้ามันหลงรักแม่นางผู้นี้เอง ก็สมแล้วล่ะ ดูนางสิ สวยเหลือเกิน” เสี่ยวไป๋พึมพำด้วยความประหลาดใจ หลิวจื่อซีสวยจริง แต่หนานกงอวิ๋นม่อก็หล่อใช่ย่อย เพียงแต่ยังไงก็หล่อสู้เขาไม่ได้

“ไม่ต้องพูดอะไรอีก วันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อบอกเจ้าว่าข้ารักหนานกงอวิ๋นม่อ ผู้ใดก็เทียบมิได้” หลิวจื่อซีเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

“จื่อซีเจ้า” เฉินกวงอวี่มองหลิวจื่อซีด้วยความโกรธแค้น เขามั่นใจมาโดยตลอดว่านางซึ่งเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งมีเพียงเขาเท่านั้นที่คู่ควร นอกเหนือจากนั้นล้วนไม่อาจแตะต้องได้ แต่พอนางมอบใจให้กับหนานกงอวิ๋นม่อ เขาก็แทบคลั่ง

เฉินกวงอวี่จ้องหนานกงอวิ๋นม่อแล้วกล่าว “เจ้าก็เป็นบุรุษเช่นกัน แต่กลับไร้ความสามารถในการฝึกฝน เหตุใดยังกล้าทำลายอนาคตของจื่อซีอีก? เจ้าคิดว่าตัวเองจะปกป้องนางได้หรือ? หรือจะปล่อยให้นางต้องคอยปกป้องเจ้าตลอดไป? หากเจ้ายังเป็นบุรุษอยู่จริงก็จงมาประลองกับข้าอย่างยุติธรรมเถอะ”

“เฉินกวงอวี่ เจ้ายังมีใบหน้าอยู่หรือไม่? หากเจ้าต้องการประลอง ข้ายินดีจะซัดเจ้าให้หนำใจ” หลิวจื่อซีตวาดกลับ

“เฮ้ย สถานการณ์นี่มันผิดแผกนัก แม่นางนี่ถึงกับยอมเสี่ยงเพื่ออวิ๋นม่อเลยหรือ?” เสี่ยวไป๋อุทาน นี่มันไม่เป็นไปตามตำราเอาเสียเลย

“ไม่ใช่ว่าปกตินางเอกต้องด่าว่าพระเอกไร้ค่า แล้วรอพระเอกพลิกสถานการณ์ออกโรงด้วยสุดยอดวิชาเรอะ? แล้วเจ้าจะออกหน้าเมื่อใด?” ระบบถึงกับงง

“รอดูอีกหน่อย ข้าอยากเห็นว่าอวิ๋นม่อจะจัดการอย่างไร” เสี่ยวไป๋ตอบ

“ก็ได้” ระบบกล่าว

เฉินกวงอวี่ยังคงจ้องหนานกงอวิ๋นม่อ “หากเจ้าเป็นบุรุษจริงก็ออกมาสู้กับข้าอย่างสง่าผ่าเผย อย่าหลบอยู่หลังอิสตรี”

หลิวจื่อซีรีบคว้าแขนของหนานกงอวิ๋นม่อไว้ “พี่อวิ๋นม่อ อย่าไปสนใจเขาเลย ข้าจะพาท่านไปหาปราชญ์โอสถหานเสี่ยวกู่ที่เมืองหลวง เขาจะต้องสามารถรักษาร่างท่านจนกลับมาฝึกฝนได้อีกแน่”

หานเสี่ยวกู่คือปราชญ์โอสถขั้นสามชั้นสูงเพียงหนึ่งเดียวแห่งแคว้นหิมะอวิ๋น พลังฝีมืออยู่ระดับแม่ทัพวิญญาณขั้นห้า

“จื่อซี เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ? เจ้าหมายจะให้ปราชญ์โอสถผู้ยิ่งใหญ่เสียเวลากับของไร้ค่าเช่นนี้หรือ? ท่านหานเสี่ยวกู่เคยกล่าวแล้วว่าไม่มีทางรักษาได้” เฉินกวงอวี่กล่าวอย่างดูแคลน

“ถูกต้อง คนผู้นี้ไร้ค่าเกินไปแล้ว ฟังข้าเถิดแม่นางหลิว เฉินกวงอวี่องค์ชายของเราคือยอดบุรุษโดยแท้ เจ้าไม่ควรเสี่ยงชีวิตกับคนเช่นนี้” ผู้อาวุโสฟ่านกล่าวสนับสนุน

“เจ้าฟ่าน เจ้าอย่าได้ล้ำเส้นนัก” หนานกงเสวียนคำรามลั่น เขาใกล้จะหมดความอดทนเต็มที

“ไอ้ปากเหม็นเจ้าฟ่าน เจ้ากินมูตรมาหรืออย่างไร ปากถึงได้เหม็นขนาดนี้” หนานกงหลิวอวิ๋นตะโกนด่า

“พวกเจ้า หากไม่ใช่เพราะคำสั่งของราชา ข้าคงฉีกพวกเจ้าทิ้งไปนานแล้ว” ผู้อาวุโสฟ่านโกรธจนหน้าแดงก่ำ

“เรียนทุกท่านเชิญกลับเถิด เรื่องสภาพร่างกายของข้า ขณะนี้ได้ถูกท่านอาจารย์เยียวยาแล้วส่วนเรื่องแม่นางหลิว ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งนางเป็นอันขาด” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวอย่างหนักแน่น

แม้ตอนตนเองตกต่ำ แม่นางหลิวก็มิเคยรังเกียจตรงกันข้ามกลับคอยมอบโอสถให้เขาฝึกฝนอย่างไม่ขาดสาย เขาซาบซึ้งใจยิ่งนัก หากแม้นมีถ้อยคำใดจะเอ่ยถึงหัวใจของเขาในเวลานี้ก็มีเพียง “นางมิทอดทิ้งข้า ข้าย่อมไม่ทอดทิ้งนาง”

“อะไรนะ?” ทุกคนในห้องอุทานพร้อมกัน

“จริงหรือพี่อวิ๋นม่อ ท่านกลับมาฝึกฝนได้แล้วจริงหรือ?” หลิวจื่อซีเบิกตากว้าง น้ำตาเอ่อคลอก่อนโผเข้ากอดเขาเต็มแรง หกปีเต็ม นางเฝ้ารอคอยด้วยใจไม่ย่อท้อในที่สุดวันนั้นก็มาถึงแล้ว

“จริงแน่นอน วันนี้เองข้าได้พบกับท่านอาจารย์และท่านช่วยข้าเยียวยาร่างจนกลับมาได้” หนานกงอวิ๋นม่อกอดตอบนางพร้อมลูบแผ่นหลังเบา ๆ เอ่ยกระซิบข้างหู

“หนานกงอวิ๋นม่อ เจ้ายังจะโกหกอีกหรือ? แม้แต่ปราชญ์โอสถหานเสี่ยวกู่ยังยืนยันว่าเจ้ารักษาไม่หาย” เฉินกวงอวี่มองภาพตรงหน้าอย่างคลุ้มคลั่ง

“ใช่แล้ว ไอ้พวกหลอกลวง เช่นนั้นลองให้อาจารย์ของเจ้าปรากฏตัวดูสักที หากแน่จริงก็ออกมาให้เห็นกัน” ผู้อาวุโสฟ่านเยาะเย้ย

หนานกงอวิ๋นม่อกำลังจะตอบทว่าถูกเสียงหนึ่งขัดไว้เสียก่อน

“ข้านี่แหละคืออาจารย์ของเขา แล้วมีปัญหาอะไรหรือไม่?” เสี่ยวไป๋ก้าวออกมาพลางกล่าวอย่างเอื่อยเฉื่อย

“ตระกูลหนานกงนี่นับวันยิ่งน่าหัวร่อนัก” ผู้อาวุโสฟ่านหัวเราะเยาะพร้อมชี้นิ้วไปยังเสี่ยวไป๋ “รอบตัวเจ้าไม่มีแม้แต่ไอพลังวิญญาณสักนิด เจ้ายังจะกล้ากล่าวว่ารักษาโรคของเขาได้?”

“เจ้าฟ่าน จงระวังถ้อยคำของเจ้าเสียเถิด ท่านผู้นี้คือราชาวิญญาณ” หนานกงเสวียนกล่าวเสียงเข้ม หากวันนี้พวกมันบังอาจลบหลู่จนท่านผู้นี้ขุ่นเคือง พวกเขาคงได้พินาศทั้งตระกูลเป็นแน่

จบบทที่ บทที่ 14 สถานการณ์ผิดแผกนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว