- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 13 ให้ตายสิ ข้านี่จะไม่ได้กินข้าวเลยใช่ไหม
บทที่ 13 ให้ตายสิ ข้านี่จะไม่ได้กินข้าวเลยใช่ไหม
บทที่ 13 ให้ตายสิ ข้านี่จะไม่ได้กินข้าวเลยใช่ไหม
บทที่ 13 ให้ตายสิ ข้านี่จะไม่ได้กินข้าวเลยใช่ไหม
“ในเมื่อร่างกายเจ้าสามารถฝึกฝนได้แล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของร่างธาตุ วิชาบำเพ็ญและกระบวนยุทธ์ต่าง ๆ แล้วล่ะ” เสี่ยวไป๋กล่าวต่อ
“ขอความกรุณาท่านอาจารย์โปรดชี้แนะ” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวอย่างเคารพ
“ท่านผู้อาวุโสจะถ่ายทอดวิชาให้หนานกงอวิ๋นม่อต่อหน้าผู้คนหรือ?” ตู้หยาลินอุทานด้วยความตกใจ โดยทั่วไปศิษย์สายตรงมักจะถูกพาตัวไปยังสถานที่ลับแล้วจึงถ่ายทอดวิชา
“ท่านผู้นี้ทำอะไรไม่เคยเดินตามครรลองเดิม หมั่นใจเสียเถิด” หนานกงเสวียนผู้คลุกคลีอยู่กับเสี่ยวไป๋มานานเอ่ยอย่างรู้ทาง
เมื่อเป็นเช่นนี้คนอื่นก็พอเข้าใจ บุคคลระดับนี้ทำอะไรจะผิดแผกก็ไม่แปลก
ดังนั้นสายตาทุกคู่ในลานประลองจึงจดจ้องไปยังเสี่ยวไป๋และหนานกงอวิ๋นม่อเพราะการได้รับคำชี้แนะโดยตรงจากราชาวิญญาณนั้นเป็นโอกาสทองแม้เพียงครึ่งประโยคก็อาจเปลี่ยนชีวิต
“ขอเตือนก่อนนะโฮสต์ เจ้าวิชาที่เจ้าจะถ่ายทอดไม่มีผู้ใดฝึกได้ยกเว้นตัวเจ้าเอง” ระบบเตือนขึ้นมา
“เหตุใดกัน?” เสี่ยวไป๋ถามด้วยความแปลกใจ
“เพราะมันทรงพลังเกินไป ใครอื่นหากฝึก ขอรับรองว่าร่างระเบิดตายทันที” ระบบตอบด้วยเสียงมั่นใจ
“เข้าใจแล้ว ๆ” เสี่ยวไป๋พยักหน้าอย่างหมดปัญญา
“อวิ๋นม่อ เจ้ารู้จักร่างธาตุของตนหรือไม่?” เสี่ยวไป๋ถามด้วยรอยยิ้มลึกลับ
“ศิษย์ไม่ทราบ” หนานกงอวิ๋นม่อตอบอย่างตรงไปตรงมา
“เจ้ามีร่างเทพปฐมกลียุค ร่างนี้สามารถฝึกได้ทุกสายวิชา หากบรรลุขั้นเล็กจะไร้เทียมพิษทั้งปวง บรรลุใหญ่จะต้านทานได้แม้พิษร้ายที่สุดในหล้า นอกจากนี้ยังสามารถต่อต้านพลังชั่วร้าย เช่น พลังปีศาจหรือมาร อีกทั้งวิชาสายป้องกันยังสามารถใช้ได้อย่างสุดขีด”
“เช่นนั้น เจ้าอยากฝึกวิชาสายใด?”
“ท่านอาจารย์ ศิษย์สามารถฝึกได้ทุกสายจริงหรือ?” หนานกงอวิ๋นม่อถามด้วยแววตาตื่นเต้น
“แน่นอน ข้ามีทุกสาย เจ้าอยากฝึกแบบใด ข้าก็มีให้เจ้า” เสี่ยวไป๋ตอบอย่างไม่ลังเลในเมื่อมีระบบคอยหนุนหลังยังกลัวสิ่งใดอีก
“เช่นนั้นศิษย์ขอฝึกสายอัสนี” หนานกงอวิ๋นม่อตอบด้วยความตื่นเต้นเพราะวิชาอัสนีนั้นหายากนัก แม้แต่ทั่วเมืองพั่วหลินก็ไม่พบสักเล่ม
“สายอัสนีหรือ ไม่เลว เป็นสายที่ทั้งรุกและรับ ข้าเห็นด้วย” ว่าแล้วเสี่ยวไป๋ก็เรียกระบบทันที
“โฮสต์ นี่คือข้อมูลของคัมภีร์เทพอัสนีเทียนจี:
ระดับ: สูงกว่าชั้นเทพ
ผลลัพธ์: ขั้นเล็กสามารถต้านฟ้าผ่า ขั้นใหญ่ไม่เกรงฟ้าผ่า ขั้นกลมกลืนดั่งสายลมไร้ร่องรอย บรรลุขั้นสูงสุดสามารถเรียกอัสนีลงมาด้วยตนเอง อีกทั้งยังเร่งความเร็วในการบ่มเพาะสายอัสนีอย่างมหาศาล”
“ของจริงนี่นา แต่สูงกว่าชั้นเทพนี่หมายถึงอะไรกัน?” เสี่ยวไป๋ขมวดคิ้วสงสัย
“เพราะมันมาจากระบบจะเอาไปเปรียบกับวิชากาก ๆ ของโลกนี้ได้อย่างไร?” ระบบตอบเสียงเย่อหยิ่ง
“เจ้าพูดถูกดีแท้” เสี่ยวไป๋พยักหน้าก่อนหันไปมองหนานกงอวิ๋นม่อ
“ข้ามีคัมภีร์สายอัสนีอยู่หนึ่งเล่ม วันนี้จะถ่ายทอดให้เจ้า ข้อมูลทั้งหมดจะส่งให้เจ้าด้วยตัวข้า เจ้าตรวจดูด้วยตนเองเถิด” ว่าแล้วเสี่ยวไป๋ก็แตะสองนิ้วลงกลางหน้าผากของหนานกงอวิ๋นม่อ ส่งข้อมูลคัมภีร์เทพอัสนีเทียนจีเข้าไปทันที
เพราะเขาไม่ใช่เสี่ยวไป๋โดยตรงจึงต้องทำความเข้าใจด้วยตนเอง
เมื่อได้รับคัมภีร์ หนานกงอวิ๋นม่อก็อุทาน “ช่างล้ำลึกนัก”
คำพูดนี้ทำเอาผู้คนทั้งลานคันยุบยิบในใจ ไม่ใช่ว่าอย่างน้อยต้องสั่งสอนถึงเส้นทางฝึกฝนบ้างหรอกหรือ ทำไมจู่ ๆ ก็ส่งวิชาให้เลยล่ะ
เสี่ยวไป๋เองก็อยากสั่งสอนบ้างแต่มันไม่มีอะไรจะสอนเพราะตอนมาโลกนี้เขาก็ไร้เทียมทานอยู่แล้วจะบอกอะไรก็ไม่มี
“เจ้ารู้ไหมว่าเจ้ามีพรสวรรค์ระดับใด?” เสี่ยวไป๋ถามพลางยิ้ม
“ศิษย์เพียงรู้ว่าตนฝึกฝนได้เร็วกว่าคนทั่วไปมาก” หนานกงอวิ๋นม่อตอบตรงไปตรงมา
“เจ้ามีพรสวรรค์ชั้นเทพ” เสี่ยวไป๋กล่าว
“ฟู่ว” เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นทั่วลาน หนานกงอวิ๋นม่อเองก็ตกใจยิ่ง ไม่คิดว่าตนจะสูงส่งถึงเพียงนี้
“อัจฉริยะเหนือฟ้ายิ่งกว่าในตำนาน” หนานกงหลิวอวิ๋นอุทาน
“สูงกว่าพรสวรรค์ชั้นศักดิ์สิทธิ์เสียอีก” หยางหวยหลินถึงกับอ้าปาก
“คาดไม่ถึงว่าเมืองพั่วหลินจะมีอัจฉริยะเช่นนี้แฝงตัวอยู่ ต้องรีบผูกสัมพันธ์ให้ดี” ตู้หยาลินคิดในใจ
ผู้อาวุโสหนานกงอวี่กับตงฟางอวิ๋นหน้าดำคล้ำยิ่งกว่าเดิม นี่มันตบหน้าพวกเขารัว ๆ
“เจ้ารู้แล้วก็ดี แต่อย่าได้หลงตัวเอง ข้าเชื่อว่าหลายปีที่เจ้าผ่านมานั้นย่อมหล่อหลอมจิตใจเจ้าแล้ว” เสี่ยวไป๋กล่าวช้า ๆ
“ศิษย์จักจดจำคำสั่งสอนของอาจารย์ไว้ไม่ให้ลืมเลือน” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวอย่างหนักแน่น เขาผ่านความเจ็บปวดมาหลายปี ใจของเขาแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าแล้ว
“เจ้าอยากใช้อาวุธแบบใด?” เสี่ยวไป๋ถามอีก
“ตอบอาจารย์ ศิษย์อยากใช้เพียงหมัดเท่านั้น” หนานกงอวิ๋นม่อตอบทันควัน
“รุนแรงจริง ๆ เฮ้ย ยิ่งพรสวรรค์สูงก็ยิ่งน่ากลัวแฮะ” เสี่ยวไป๋เบ้ปากในใจ
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะถ่ายทอดกระบวนยุทธ์ให้เจ้าสักสองสามกระบวนพร้อมวิชากายาอีกหนึ่งสาย” เสี่ยวไป๋ว่าพลางสั่งระบบ
“ขอบพระคุณอาจารย์” หนานกงอวิ๋นม่อยิ้มจนหุบไม่อยู่
“โฮสต์ นี่คือข้อมูลของฝ่ามือสังหารวิญญาณสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์:
ระดับ: สูงกว่าชั้นเทพ
คุณสมบัติ: ฝึกได้ทุกธาตุ
ผลลัพธ์: มีเก้าชั้น แต่ละขั้นทรงพลังกว่าเดิมหากใช้ครบทั้งเก้าจะเกิดเงาวิญญาณยักษ์ทำลายล้างแรงกว่าพลังเต็มร้อยของตนถึงพันเท่
ข้อเสีย: ต้องการความแข็งแกร่งของร่างกายสูงมาก ใช้ครบเก้าหมัดขาดแน่”
“หมัดเงาจันทราเมฆเขียว:
ระดับ: สูงกว่าชั้นเทพ
ผลลัพธ์: ดึงพลังจันทราสร้างเงาจันทร์โจมตี พลังรุนแรง ใช้พลังและลมปราณต่ำมาก
ข้อเสีย: ไม่มี
วิชาเหินหิมะเมฆเขียว:
ระดับ: สูงกว่าชั้นเทพ
ประเภท: วิชากายา
ผลลัพธ์: ลดการใช้ลมปราณแต่เพิ่มความเร็วอย่างมาก ขั้นเล็กสามารถเคลื่อนที่ในระยะสั้น ขั้นใหญ่สามารถลบล้างกลิ่นอายของตน บรรลุขั้นสุดยอดจะใช้ลมปราณน้อยมากเหมาะยิ่งสำหรับหลบหนี
ข้อเสีย: เคลื่อนที่ระยะไกลใช้ลมปราณมาก“ระบบกล่าวเตือน”ขอแนะนำให้เรียนพื้นฐานก่อน หากใช้กระบวนหนักจะหมดแรงก่อนสู้เสร็จ”
“เข้าใจแล้ว” เสี่ยวไป๋ตอบ จากนั้นหันไปกล่าวกับหนานกงอวิ๋นม่อ “มาเถิด ข้าจะถ่ายทอดให้เจ้า” แล้วก็ใช้วิธีเดิมส่งข้อมูลให้
“กระบวนเหล่านี้ใช้พลังมาก ระวังไว้ให้ดี” เสี่ยวไป๋กล่าวเตือน
หนานกงอวิ๋นม่อรับกระบวนทั้งหมดแล้วรีบพยักหน้า ของระดับนี้ถ้าฟาดหมัดเดียวพลังอาจหมดก่อนจบศึก
คนอื่นที่เห็นเสี่ยวไป๋ถ่ายทอดคัมภีร์แล้วยังตามด้วยกระบวนยุทธ์ต่างก็อิจฉาจนใจจะขาด
‘รักษาเสร็จก็ให้คัมภีร์ ให้คัมภีร์เสร็จก็ให้กระบวนยุทธ์ ให้ไม่หยุดเลย’
“พอแล้ว เจ้าตามข้าขึ้นไปเถิด อีกเดี๋ยวก็จะเริ่มฝึกแล้ว” เสี่ยวไป๋ยิ้มให้หนานกงอวิ๋นม่อ
“ขอรับ ท่านอาจารย์” หนานกงอวิ๋นม่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงเปี่ยมแรงใจ เขาเคยคิดว่าไม่มีปาฏิหาริย์บนโลกใบนี้แต่กลับพบว่าปาฏิหาริย์นั้นอยู่ข้างกายเขาตลอดมา
แล้วเสี่ยวไป๋ก็บินขึ้นสู่แท่นรับรองโดยมีหนานกงอวิ๋นม่อตามติดในสายตาอิจฉาของผู้คนทั่วลาน
“ท่านผู้อาวุโสเสี่ยวไป๋” ทุกคนกล่าวคารวะพร้อมกัน เบื้องหน้าพวกเขานอกจากเป็นราชาวิญญาณยังเป็นปราชญ์โอสถผู้ยิ่งใหญ่
“ไม่ต้องมากพิธี” เสี่ยวไป๋โบกมือ
“ขอแสดงความยินดีที่ท่านได้รับศิษย์พรสวรรค์ล้ำเลิศ” ตู้หยาลินยิ้มหวานกล่าวอย่างมีจริต
‘แม่สาวจิ้งจอก’ เสี่ยวไป๋แอบสบถในใจ แต่ถึงจะสวยยังไงก็ไม่สำคัญเพราะเขาอยากกินข้าวมากกว่า
คนอื่น ๆ ก็รีบกล่าวคำแสดงความยินดีตามมา
เสี่ยวไป๋ตอบกลับด้วยมารยาทเล็กน้อยก่อนหันไปถามหนานกงเสวียน “เมื่อใดการประลองจะจบลงหรือ? ข้ากับระบบหิวมากแล้ว คนเราน่ะเป็นเหล็ก ข้าวเป็นเหล็กกล้า ไม่กินก็หิวโซสิ”
“ท่านผู้อาวุโสเสี่ยวไป๋ ข้าจะสั่งให้จัดสำรับทันที” หนานกงเสวียนตอบว่องไวเพียงสายตาเดียวเขาก็รู้แล้วว่าท่านผู้อาวุโสหิว
แต่แล้ว
“หัวหน้าตระกูล มีเรื่องด่วนจากเวรยาม” ผู้อาวุโสคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นมารายงาน
“มีเรื่องอะไรกัน ไม่เห็นหรือว่าท่านผู้อาวุโสอยู่ตรงนี้ ยังจะโวยวายอีก ไร้มารยาทสิ้นดี” หนานกงเสวียนดุเสียงเขียว เขาคิดในใจ “บัดซบ พวกเจ้ามันตัวถ่วงชื่อเสียง ทำหน้าแตกกันมาหลายรอบแล้ว ยังไม่เข็ดอีกเรอะ”
“หัวหน้าตระกูล...เป็น...เป็นคนของตระกูลหลิวและราชวงศ์มาเยือน” ผู้อาวุโสคนนั้นตะโกนสุดเสียง ใครจะไม่รีบก็เพราะทั้งสองตระกูลต่างมีราชาวิญญาณประจำการอยู่
“บัดซบ ข้าจะไม่ได้กินข้าวเลยใช่ไหมเนี่ย” เสี่ยวไป๋กับระบบคำรามพร้อมกัน