บทที่ 11 เดี๋ยวก่อน เรื่องนี้มันแปลกไปแล้ว
“ว่าแล้วเชียวเป็นราชาวิญญาณแน่นอน” ชายชุดดำจากโรงประมูลอวิ๋นหลิงขมวดคิ้วเอ่ย “แต่ว่าเขาเป็นใครกัน ข้าไม่เคยเห็นหน้าเลย”
เพียงพริบตา เสี่ยวไป๋ก็บินมายืนประจันหน้ากับหนานกงเสวียน แล้วร่อนลงพื้น
“ข้าไม่สายใช่หรือไม่?” เขาถามด้วยเชื่อมั่นในระบบซึ่งเป็นผู้ตั้งปลุก
“ไม่เลย ไม่เลย ท่านผู้อาวุโสมาตรงเวลายิ่ง ยังถึงก่อนเวลานิดหน่อยด้วยซ้ำ” หนานกงเสวียนรีบตอบ ทว่าความจริงคือเขามาถึงก่อนอยู่หนึ่งลมหายใจและหนึ่งลมหายใจก็ถือว่ามาก่อนอยู่ดี
“ท่านผู้อาวุโสขอแนะนำตัว ข้าคือตงฟางอวิ๋น หัวหน้าตระกูลตงฟาง ของกำนัลเล็กน้อยนี้ขอได้โปรดรับไว้เถิด” ตงฟางอวิ๋นก้าวออกมา ประสานมือกล่าวอย่างนอบน้อม
จากนั้นหัวหน้าตระกูลจั่วชิว จั่วชิวลี่ก็เข้ามาทักทายพร้อมของขวัญเช่นกัน
เสี่ยวไป๋ยิ้มรับทักทาย แต่ก็ปฏิเสธของขวัญทั้งหมดเพราะเขาไม่ขาดแคลนทั้งทรัพย์และวิชา อีกทั้งการรับของพวกนี้อาจก่อเรื่องใหญ่ เพราะทั้งสามตระกูลล้วนเป็นศัตรูต่อกัน หากรับของจากฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายคงไม่สบอารมณ์ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงเกียรติแห่งตัวตน
ถัดมา สองผู้ดูแลจากโรงประมูลอวิ๋นหลิงก็รีบเข้ามาคำนับ
“ท่านผู้อาวุโส ข้าชื่อตู้หยาลิน เป็นหัวหน้าสาขาของโรงประมูลอวิ๋นหลิงส่วนผู้นี้คือหยางหวยหลินหากท่านมีสิ่งใดต้องการสามารถมาเอาได้จากโรงประมูลเราโดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน” ตู้หยาลินผู้มีรูปลักษณ์เย้ายวนเร้าใจ ก้าวออกมาหนึ่งก้าวกล่าวด้วยเสียงอ่อนหวาน
เสี่ยวไป๋เหลือบตามองนาง รูปโฉมถือว่าสะสวย เป็นหญิงสาวแบบที่เรียกว่าพี่สาวใหญ่แต่นั่นไม่สำคัญ หากเขาโมโหขึ้นมาก็ไม่ลังเลที่จะซัดให้หมอบเหมือนกัน
“อืม ขอบใจ” เสี่ยวไป๋กล่าวตอบแบบมารยาท หากวันหน้าเขาจะลุยเรื่องสมุนไพรจริงก็อาจต้องพึ่งพาโรงประมูลนี้บ้าง ที่บอกว่าไม่ขาดเงินนั้นเป็นเรื่องโกหกจะกินอยู่ให้ครบสามมื้อในแต่ละวันแค่แสนหยกวิญญาณยังแทบไม่พอ
สุดท้ายถึงคราวของลัทธิดาบสายลม เฉินเหว่ยไห่นำเหล่าผู้ติดตามออกมาประสานมือคำนับอย่างพร้อมเพรียง
“จะทำอะไรกัน?” เสี่ยวไป๋ทำหน้ามึน การประลองภายในตระกูลนี่มีขั้นตอนให้คนมาขวางด้วยหรือ หรือเดี๋ยวจะมีการฝ่าด่านแบบเกม RPG
“ท่านผู้อาวุโส ข้าคือเฉินเหว่ยไห่ประมุขลัทธิดาบสายลม ครั้งนี้ข้านำผู้อาวุโสในลัทธิมากล่าวขออภัยจากใจ” เฉินเหว่ยไห่กล่าวอย่างเคารพ ขณะผู้อาวุโสด้านหลังก็ยื่นหีบผ้าไหมมาให้ เขารับไว้แล้วค่อย ๆ ยื่นให้เสี่ยวไป๋ด้วยท่าทีอ่อนน้อม
เสี่ยวไป๋ใช้ลมหายใจวิญญาณกวาดตรวจ พบว่าในนั้นมีหยกวิญญาณชั้นกลางหนึ่งล้านก้อน อาวุธชั้นกลางระดับกลางห้าชิ้น ระดับสูงอีกหนึ่ง ยังมีโอสถและสมุนไพรหลากหลาย
“พอใช้ได้ หากแค่นี้ก็เล่นเอาสำนักเกือบล่มสลายคงเป็นเพราะอาวุธล่ะนะ” เสียงระบบดังขึ้น
“แค่พวกอาวุธชั้นกลางเท่านี้ถึงกับทำให้ล่มสลายได้เลยหรือ?” เสี่ยวไป๋ถามด้วยความไม่เข้าใจ นี่มันช่างเปราะบางอะไรเช่นนี้
“แน่นอน อาวุธเป็นสิ่งล้ำค่าและสำนักนี้ยังไม่มีแม้แต่แม่ทัพวิญญาณ อาวุธชั้นกลางระดับสูงนี่ก็ถือว่าสูงสุดแล้ว” ระบบตอบกลับ
เสี่ยวไป๋มองเฉินเหว่ยไห่ รู้สึกว่าชายผู้นี้ก็พอมีน้ำใจ รู้จักขอโทษ ดีกว่าเจ้าหัวขาวที่แต่ด่าหยาบคายเสียอีก
เวลาราวกับหยุดนิ่ง เสี่ยวไป๋ไม่พูดสักคำ คนอื่นก็ไม่กล้าพูด โดยเฉพาะคนของตระกูลหนานกงเพราะพวกเขารู้ดีว่าความน่ากลัวของเสี่ยวไป๋นั้นมีมากเพียงใด แค่ชกเล่น ๆ ก็ทำลายห้องพักทั้งย่านจนเหลือเพียงฝุ่นธุลี
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเสียงของเสี่ยวไป๋ก็ดังขึ้น “ช่างเถอะ ๆ เห็นแก่ความตั้งใจจริงในการขอขมา ข้าจะไม่ถือสาเรื่องนี้อีก” เขาใช้ลมหายใจวิญญาณแทรกเข้าไปในแหวนมิติที่เฉินเหว่ยไห่เตรียมไว้ แล้วหยิบสิ่งของออกมาพลางกล่าวว่า “ข้านั้นจริงใจนัก ทำผิดก็กล้ารับ ที่สำคัญเรื่องนี้ก็เป็นฝีมือของเซวียนเจี้ยนจื่อเพียงผู้เดียว ข้าจึงจะเอาแค่หยกวิญญาณกับสมุนไพรไป ของอื่นพวกเจ้ารับคืนไปเถอะ”
ทันใดนั้นหยกวิญญาณและสมุนไพรก็ถูกเสี่ยวไป๋ย้ายไปหมดในพริบตา
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ไว้ชีวิต” เฉินเหว่ยไห่กับคณะขอบคุณซ้ำอีกครั้ง พวกเขานึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าท่านผู้อาวุโสจะยอมรับเพียงเท่านี้
หยางหวยหลินจากโรงประมูลอวิ๋นหลิงถึงกับสูดหายใจเฮือกเล็ก ๆ แต่เสียงนั้นเบาจนมีเพียงตู้หยาลินที่ได้ยิน นางหันไปมองอย่างสงสัย แต่เขากล่าวว่า “ไว้จบงานก่อนเถอะ” นางจึงพยักหน้ารับอย่างไม่สบายใจนัก แต่ในใจก็เต็มไปด้วยความฉงน
“เอาล่ะ ไปดูการประลองกันเถอะ” เสี่ยวไป๋กล่าว
ทุกคนรับคำพร้อมกัน เสี่ยวไป๋นั่งตำแหน่งประมุขอย่างไม่ปฏิเสธอีกต่อไปเพราะหากมัวแต่เกรงใจตระกูลหนานกงก็คงเสียเวลานัก
“หัวหน้าตระกูลหนานกง การประลองภายในตระกูลครั้งนี้จัดอย่างไร?” เสี่ยวไป๋ถามหลังนั่งลง เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าไม่รู้เลยว่าการประลองครั้งนี้มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
“ท่านผู้อาวุโส วันนี้เป็นเพียงการทดสอบพลังฝึกฝนส่วนการประลองจริงจะจัดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า” หนานกงเสวียนตอบอย่างเคารพ
“ให้ตายเถอะ ทำไมรู้สึกเหมือนดูสัประยุทธ์ทะลุฟ้าอยู่ก็ไม่รู้?” เสี่ยวไป๋ถึงกับอุทาน
“ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น” ระบบพยักหน้า
“หรือว่านี่จะเป็นเรื่องราวของพระเอกสายขยะพลิกชะตา?”
“ถามอะไรเนี่ย เจ้าไม่อ่านข้อมูลมาก่อนรึไง?” ระบบบ่นกลับ
ถึงอย่างนั้น เสี่ยวไป๋ก็ยังรักษาท่าทีสงบ “อย่างนี้เอง เช่นนั้นก็ดี ข้าจะคอยดูแล้วกัน”
“ท่านผู้อาวุโส เช่นนั้นให้เริ่มเลยหรือไม่?” ผู้อาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยถาม
“พวกเจ้าเชิญตามสบาย ข้าเพียงแค่มาชมเท่านั้น” เสี่ยวไป๋ยิ้ม
มุมปากของผู้อาวุโสนั้นกระตุกเบา ๆ ในใจคิด “ชมแค่สบาย ๆ อะไรกัน เจ้าคือยอดฝีมือระดับทวยเทพนะ”
อย่างไรก็ตาม อำนาจยังต้องแสดง ทุกปีที่ผ่านมาก็เป็นเขาผู้นี้ที่ทำหน้าที่กล่าวเปิดจึงชำนาญยิ่งนัก
และคำกล่าวประจำปีก็ดังขึ้น “เสาศิลาข้างเวทีทดสอบคือเสาวัดพลังวิญญาณสามารถตรวจวัดระดับพลังบำเพ็ญของทุกคนได้ ผู้ที่มีอายุไม่เกิน 20 ปีและอยู่ในระดับชำระกายหลอมปราณขั้นหกขึ้นไปจะถือว่าผ่าน เก็บแถวเรียงลำดับขึ้นมาทีละคน เริ่มได้”
เสี่ยวไป๋เบ้ปาก “แค่ชำระกายหลอมปราณขั้นหกก่อนอายุยี่สิบก็ผ่านแล้วหรือ ง่ายไปไหมเนี่ย?”
“แถบชายแดนที่ห่างไกลแบบนี้ แค่มีวิชาให้ฝึกก็หรูแล้ว” ระบบพูดเสียดแทง
“ก็จริงของเจ้า”
การทดสอบเป็นไปอย่างรวดเร็ว
“หนานกงเจี่ย อายุ 16 ปี ชำระกายหลอมปราณขั้นหก ผ่าน”
“หนานกงอี่ อายุ 17 ปี ชำระกายหลอมปราณขั้นเจ็ด ผ่าน”
“หนานกงติง อายุ 15 ปี ชำระกายหลอมปราณขั้นหก ผ่าน”
“หนานกงปิ่ง อายุ 20 ปี ชำระกายหลอมปราณขั้นเก้า ผ่าน”
“ชื่อพวกนี้มันตรงไปตรงมาเหลือเกิน” เสี่ยวไป๋อดแขวะไม่ได้
“เจ้าสังเกตไหมว่าถ้าเป็นคนในตระกูลหนานกงส่วนใหญ่จะมีชื่อธรรมดาเช่นนี้” ระบบกล่าวอย่างลึกซึ้ง
“ยอมรับเลยล่ะ” เสี่ยวไป๋พยักหน้า
“หนานกงห่าว อายุ 18 ปี ศิษย์ยุทธ์ขั้นหนึ่ง ผ่าน”
“โห” เสียงอิจฉาอื้ออึงไปทั่วสนาม
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าตระกูลหนานกงจะมีอัจฉริยะเพิ่มอีกคน ตู้หยาลินขอแสดงความยินดีด้วย” นางยิ้มอย่างเย้ายวนจนชวนให้หลงใหล
“ฮ่า ๆ ขอบคุณมาก ท่านผู้ดูแลตู้” ผู้อาวุโสลำดับสองหนานกงอวี่กล่าวพลางคารวะด้วยรอยยิ้ม
“ไม่อยากเชื่อว่าหมอนี่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นศิษย์ยุทธ์ได้ทั้งที่ไม่มีใครช่วยเปิดชีพจร เป็นอัจฉริยะจริง ๆ” หนานกงหลิวอวิ๋นกล่าว
ถ้าไม่พูดเรื่องเปิดชีพจรยังดี พอพูดปุ๊บ หน้าของผู้อาวุโสลำดับสองก็ดูหม่นลง เดิมทีเซวียนเจี้ยนจื่อหมายจะรับหนานกงห่าวเป็นศิษย์สายตรง แต่กลับถูกเสี่ยวไป๋อัดจนหมดสติ
ดีที่ตู้หยาลินรีบเปลี่ยนหัวข้อไม่เช่นนั้นสองผู้อาวุโสอาจจะได้เปิดศึกกลางงานประลอง
หนานกงห่าวยืนอยู่บนแท่นทดสอบ พองอกพองใจราวกับไก่โต้งตัวผู้ รับเสียงยกย่องจากผู้ชม
“คนสุดท้าย หนานกงอวิ๋นม่อ ขึ้นมา”
เสียงโห่แซวและหัวเราะเยาะดังลั่น
“หนานกงอวิ๋นม่อยังอยู่ที่ชำระกายหลอมปราณขั้นหนึ่งรึเปล่า?”
“มีความเป็นไปได้”
“เขาเคยเป็นอัจฉริยะร้อยปีของตระกูลหนานกงนะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เมื่อก่อนใช่ บัดนี้ก็แค่ขยะ”
“ใช่ ๆ หกปีแล้ว ยังอยู่ที่ชั้นหนึ่ง”
เสียงดูแคลนจากผู้ชมดังไม่หยุด แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสบางคนก็ปรายตามองด้วยสายตาดูแคลน หากไม่ใช่เพราะเสี่ยวไป๋อยู่ตรงนั้น ป่านนี้คงไม่มีใครลังเลจะกล่าวดูหมิ่นออกมาตรง ๆ
แต่ในยามที่เสียงหัวเราะเหยียดหยามดังระงม
เสี่ยวไป๋และระบบกลับพูดพร้อมกันว่า
“เดี๋ยวก่อน เรื่องนี้มันไม่ถูก”
“ทำไมถึงตาหนานกงอวิ๋นม่อเร็วขนาดนี้? ปกติก่อนจะถึงเขา มันควรจะมีลูกสาวจากตระกูลใหญ่ที่เป็นคู่หมั้นอยู่ก่อนมิใช่หรือ?” เสี่ยวไป๋เอ่ยพลางขมวดคิ้ว
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ครั้งนี้อาจเป็นเส้นเรื่องแบบขยะพลิกชะตาธรรมดาก็ได้” ระบบกล่าวอย่างงุนงงไม่แพ้กัน ในฐานะระบบผู้ครองข้อมูลมากมายมันยังรู้สึกว่าบทนี้แปลกชอบกล
“บางทีอาจจะใช่ก็รอดูต่อไปก่อนก็แล้วกัน ว่าแต่เจ้าช่วยดูหน่อยสิว่าในของที่ลัทธิดาบสายลมให้มา มีวัตถุดิบสำหรับโอสถวิญญาณกลั่นขั้นสามหรือไม่?” เสี่ยวไป๋ถาม
ไม่กี่อึดใจต่อมา ระบบก็รายงานกลับ