- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 10 สบตาแล้วรู้ว่าใช่
บทที่ 10 สบตาแล้วรู้ว่าใช่
บทที่ 10 สบตาแล้วรู้ว่าใช่
บทที่ 10 สบตาแล้วรู้ว่าใช่
“ไอ้สบตาน่ะช่างหัวมันก่อน ยืนให้ตรงเดี๋ยวนี้” หนานกงเสวียนถีบหนานกงหลิวอวิ๋นเข้าให้หนึ่งที เจ้าหมอนี่ดีทุกอย่างยกเว้นขี้พูดเกินไป เหล่าผู้อาวุโสคนอื่นต่างก็ได้แต่ส่ายหน้า นี่มันขี้โม้เกินขนาด
หลังจากที่เสี่ยวไป๋กับหนานกงเสวียนแลกเปลี่ยนคำเกริ่นและชมเชยกันไปมาอย่างมีมารยาท พวกเขาก็พากันนั่งที่ในห้อง ทว่าที่นั่งประธานกลับตกเป็นของเสี่ยวไป๋เพราะไม่ว่าจะอย่างไร คนอื่นไม่มีใครกล้านั่งในตำแหน่งนั้นหรือนี่จะอยากตายก่อนวัยอันควรกันเล่า
เพราะมีประสบการณ์จากงานเลี้ยงเมื่อคืนนี้ อาหารในวันนี้จึงมาอย่างรวดเร็ว พอจานหนึ่งหมดจานถัดไปก็มาแทน เสี่ยวไป๋รู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก
“เดี๋ยวก่อนนะ ระบบ” เสี่ยวไป๋โพล่งขึ้น
“ว่าไง?” ระบบตอบ
“ข้าก็กินไม่ได้เร็วเท่าไร ทำไมอาหารถึงหมดไวขนาดนั้นแถมหลายจานข้ายังไม่ได้แตะเลยด้วยซ้ำ” เสี่ยวไป๋ขมวดคิ้ว รู้สึกคุ้น ๆ เหมือนเมื่อวาน
“ขะ ข้าไม่รู้” ระบบเสียงตะกุกตะกัก
ยิ่งฟังเสี่ยวไป๋ก็ยิ่งสงสัยหรือว่า “เวรเอ๊ย ระบบ นี่เจ้าเป็นคนกินเรอะ?”
ระบบเงียบ
“ใช่ไหมล่ะ?” เสี่ยวไป๋ถามซ้ำ
ระบบยังคงเงียบ
“เจ้ามันฉลาดถึงขั้นนี้แล้วหรือ? ไม่ใช่แค่นอน ยังสามารถกินอาหารได้อีก?” เสี่ยวไป๋ถามต่อ
“แค่ก แค่ก ข้าก็กินไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง” ระบบตอบอย่างแผ่วเบา
“เจ้าอย่ามาตอแหล ทั้งโต๊ะมีอยู่ยี่สิบจาน เจ้าซัดไปสิบห้าจาน ข้าพูดผิดหรือเปล่า?” เสี่ยวไป๋ย้อนถาม
ระบบ: “…”
“ไม่พูดก็เท่ากับยอมรับแล้วล่ะ” เสี่ยวไป๋คิดในใจ
“แต่ข้ายังอยากรู้ว่าเจ้ากินเข้าไปได้อย่างไร? ไม่แม้แต่จะมีร่างจะออกมาเสียด้วยซ้ำ?” เสี่ยวไป๋ยังคงสงสัย
“ข้าใช้วิธีกินด้วยจิตวิญญาณ เปลี่ยนอาหารเป็นพลังปราณแล้วดูดซับเข้าระบบ” ระบบอธิบาย
“ยังมีวิธีแบบนี้ด้วย? แล้วเจ้ารับรสได้ด้วยเรอะ?” เสี่ยวไป๋ตกใจแทบสิ้นสติ ระบบนี่ทั้งกิน ทั้งนอน ทั้งพูดจาโอ้อวด ครบเครื่องแบบไร้เทียมทานจริง ๆ
“ได้สิ รสชาติเหมือนเจ้าเลยล่ะ เช่น ขาหมูที่เจ้าเพิ่งสั่งเมื่อครู่หอมมาก” ระบบกล่าว
“เดี๋ยว แล้วคนอื่นข้างนอกเขาเห็นอะไร?” เสี่ยวไป๋เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
“แค่ก พวกเขาจะเห็นว่าเจ้ากินไวมากเช่นจานขาหมูที่ข้ากินไป พวกเขาก็จะเห็นว่าเจ้ากินเอง” ระบบตอบ
“ข้าอยากจะฆ่าเจ้าจริง ๆ ภาพลักษณ์ผู้อาวุโสผู้ทรงอำนาจของข้า” เสี่ยวไป๋อยากร้องไห้
“เจ้ามีภาพลักษณ์แบบนั้นด้วยรึ? อีกอย่างนะ เจ้าพลังแกร่งขนาดนี้ ภาพลักษณ์สูงส่งมันก็จะติดตัวเจ้ามาเองแหละ ไม่ต้องห่วง” ระบบพยายามปลอบ
“ช่างเถอะ กินก็ยังกินอยู่ดี” เสี่ยวไป๋บ่นในใจ ก็ระบบนี่แหละที่ช่วยเขาในโลกนี้ หากขาดระบบไปเขาก็คงไม่เหลืออะไรแล้วจริง ๆ
“งั้นขอสั่งเพิ่มอีกยี่สิบจานขาหมู” ระบบพูดอย่างร่าเริง
“เจ้านี่มันหมูตัวจริง” เสี่ยวไป๋สบถ แล้วก็หันไปตะโกนใส่คนครัว “ขอขาหมูอีกยี่สิบจาน”
หนานกงเสวียนกับเหล่าผู้อาวุโสพากันมึนงง ท่านผู้อาวุโสผู้นี้ดูเหมือนกินเก่งกว่าวันวานเสียอีกหรือว่าเมื่อวานยังเกร็งอยู่ แต่พวกเขาก็ทำตามโดยไม่อิดออด
กินต่อเนื่องเกือบชั่วยาม เสี่ยวไป๋กับระบบก็พร้อมใจกันเรอออกมา แล้วพูดว่า “สบาย”
“ขอบคุณทุกท่านที่ต้อนรับอย่างดี” เสี่ยวไป๋ยิ้มให้พวกหนานกงเสวียน ถ้ากินต่อแบบนี้หยกวิญญาณล้านก้อนที่มีอยู่ก็คงหมดในไม่กี่วัน
“ท่านผู้อาวุโสพูดเกินไปแล้ว” หนานกงเสวียนกล่าวอย่างนอบน้อม
“ท่านผู้อาวุโส ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากเรียนปรึกษา” หนานกงเสวียนพูดต่อ
“อ๋อ? ว่ามาเถอะ” เสี่ยวไป๋โบกมือ ถึงอย่างไรก็รู้สึกว่าชายคนนี้ถือว่ารู้ทางดีอยู่แล้ว
“คือวันนี้เป็นวันประลองภายในตระกูลของข้า ข้าอยากเชิญท่านไปชมการแข่งขันด้วยตนเอง” หนานกงเสวียนเอ่ยอย่างเคารพ
“หืม?” เสี่ยวไป๋คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “ก็ได้” เดิมทีเขาตั้งใจจะออกไปซื้อสมุนไพร แต่เมื่ออีกฝ่ายเชื้อเชิญถึงเพียงนี้ก็ปฏิเสธไม่ลง อีกทั้งลูกชายของเขาหนานกงอวิ๋นม่อก็น่าจะเข้าร่วมด้วย ไหนเลยจะพลาดชมการประลองของโลกแฟนตาซีได้
“เช่นนั้น ขอขอบคุณท่านผู้อาวุโสยิ่งนัก อีกหนึ่งชั่วยามการประลองจะเริ่ม พวกข้าจะรอต้อนรับท่านที่หน้าลานประลอง” หนานกงเสวียนกับเหล่าผู้อาวุโสยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่งเพราะมีราชาวิญญาณมาชมการประลองย่อมยิ่งใหญ่อย่างหาที่เปรียบมิได้
ทุกคนพากันขอตัวกลับเพื่อเตรียมงานทันทีด้วยความหวังว่าครั้งนี้จะจัดงานได้สมเกียรติ
หลังจากพวกเขาจากไป
“ระบบ ไปดูหนานกงอวิ๋นม่อสักหน่อยเถอะ ข้าจะดูว่าเขาเหมาะจะเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่” เสี่ยวไป๋กล่าว
“ไปสิ ยังไงก็ว่างอยู่แล้ว” ระบบตอบ
เสี่ยวไป๋หายตัวไปโผล่ใกล้ที่พักของหนานกงอวิ๋นม่อ
“ระบบ เงาก้าวมังกรครามนี่ใช้พรางตัวได้ไหม?”
“ได้ คิดในใจก็พรางได้แล้ว”
เสี่ยวไป๋จึงพรางตัว เดินย่องเข้าไปใกล้หนานกงอวิ๋นม่อ
ขณะนั้น หนานกงอวิ๋นม่อยืนอยู่บนเนินเขาหลังเรือน ฝึกยุทธ์ท่ามกลางแดดแผดเผา
“เด็กคนนี้เป็นแค่คนธรรมดาแท้ ๆ แต่กลับฝึกยุทธ์กลางแดดเปรี้ยงได้นานถึงเพียงนี้?” เสี่ยวไป๋ตกตะลึง
โลกแฟนตาซีนี้แตกต่างจากโลกเก่าของเขานัก อากาศร้อนจัดไม่ต่างจากอยู่ในเตาเผา เช้า ๆ อุณหภูมิก็ปาเข้าไปสี่สิบองศาแล้ว ไม่ฝึกปราณบ้างก็ไม่รอด
“อืม ดีมาก ดูจากสภาพแล้ว เด็กนี่คงฝึกมาตั้งแต่ตีห้า ตอนนี้ก็แปดโมงเข้าไปแล้ว” ระบบกล่าว
“เมื่อคืนตอนที่ข้าลุกมาเข้าห้องน้ำมันกี่โมง?” เสี่ยวไป๋ถาม
“ตีสอง เจ้าหลับตอนราวตีสาม” ระบบตอบ
“โห้ เด็กนี่โคตรทุ่มเทน่าชื่นชมจริง ๆ” เสี่ยวไป๋ดูดลมหายใจลึก
“ข้าก็คิดเช่นนั้นบุคลิกเช่นนี้เหมาะจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักยิ่งนัก” ระบบกล่าวอย่างมั่นใจ
“เจ้าเห็นแววตาของเขาหรือไม่?” เสี่ยวไป๋ถาม
“หา?” ระบบงง
“สบตาแล้วรู้ว่าใช่ไงล่ะ” เสี่ยวไป๋เอ่ยอย่างจริงจัง
“เจ้ามีปัญหาทางสมองหรือไม่?” ระบบถึงกับหมดคำ
“ไปกันเถอะ ไปงีบสักหน่อย เดี๋ยวตื่นมาก็ถึงเวลาเริ่มประลองพอดี ตั้งนาฬิกาปลุกให้ข้าด้วยล่ะ” เสี่ยวไป๋กล่าว
“วางใจได้ ยกให้ข้าจัดการเอง” ระบบตอบ
จากนั้นเสี่ยวไป๋ก็นอนหลับใต้ต้นไม้
“ติ๊งลิ๊งลิ๊งลิ๊งลิ๊ง”
“เวรเอ๊ย เข้าคาบเรียนแล้วเรอะ?” เสี่ยวไป๋ผุดลุกขึ้นมาทันที
“ไงล่ะ ปลุกตื่นดีไหมล่ะ?” ระบบพูดด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้
“บัดซบ ข้าคิดว่ากลับไปยุคเรียนหนังสือแล้วเสียอีก” เสี่ยวไป๋ลูบอกตัวเอง หัวใจเต้นโครมคราม
“ไปล้างหน้าล้างตา แล้วมุ่งหน้าไปลานประลองกันเถอะ” เสี่ยวไป๋พูดพลางกระโดดลงจากต้นไม้ ล้างหน้าที่ลำธารแล้วเหินร่างไปยังลานประลองทันที
ที่ลานประลองไม่เพียงแต่ตระกูลหนานกงเท่านั้นที่มาร่วมงาน ยังมีอีกสามตระกูลใหญ่รวมถึงผู้คนจากสำนักอื่นด้วย
“หึ ตงฟางอวิ๋น ไยเจ้ามิรีบเข้าไปเหมือนทุกคราว วันนี้ถึงได้ยืนรออยู่ข้างนอกเล่า?” หนานกงเสวียนหันไปเย้ยหยัน
ตงฟางอวิ๋นเป็นหัวหน้าตระกูลตงฟางพลังอยู่ที่จอมยุทธ์ขั้นหก
“หึ ข้าเพียงมายืนรอต้อนรับผู้อาวุโสเท่านั้น ตระกูลเจ้าน่ะข้าขี้เกียจดู ใครจะประลองยังไงก็สู้ตระกูลข้าไม่ได้หรอก” ตงฟางอวิ๋นโต้กลับ
“หึ ไม่เจอกันไม่กี่วัน ฝีปากเจ้านี่ร้ายขึ้นนะ” หนานกงเสวียนพูดเยาะ
“ดูนั่นสิ แม้แต่คนจากโรงประมูลอวิ๋นหลิงก็มาแล้ว” จั่วชิวลี่หัวหน้าตระกูลจั่วชิวพลังระดับจอมยุทธ์ขั้นหกเอ่ยขึ้น
“หึหึ มีผู้สูงส่งระดับราชาวิญญาณเสด็จมาเยือนทั้งที พวกข้าย่อมต้องมาคารวะ” สตรีคนหนึ่งในกลุ่มโรงประมูลตอบ
“แม้แต่ท่านจากลัทธิดาบสายลมก็มาด้วยหรือ?” ตงฟางอวิ๋นถามอีก
“พวกข้าเพียงมาเพื่อขอขมาผู้อาวุโสราชาวิญญาณเท่านั้น” ชายกลางคนที่นำกลุ่มกล่าวพลางคารวะ เขาคือเฉินเหว่ยไห่ประมุขแห่งลัทธิดาบสายลม
เพราะศิษย์เอกเซวียนเจี้ยนจื่อถูกเสี่ยวไป๋สั่งสอนจนหมดสภาพ พวกเขาจึงรีบส่งตัวกลับลัทธิทันที พอเฉินเหว่ยไห่เห็นอาการของศิษย์รัก ถึงกับโกรธจัดจะยกพวกมาล้างแค้น แต่เมื่อรู้ว่าคู่กรณีคือผู้แกร่งระดับราชาวิญญาณก็มิกล้าหือแม้แต่น้อย ได้แต่รวบรวมผู้อาวุโสรีบมาขอขมาแทน
“ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านรอนาน” เสียงของเสี่ยวไป๋ดังขึ้น เรียกสายตาทุกคู่ให้หันมาทันที