- หน้าแรก
- ทะลุมิติวันสิ้นโลกกับระบบอัปเกรดสกิล
- บทที่ 44 - ผู้ปลุกพลัง: ใครคือรายต่อไปที่จะมาส่งตาย
บทที่ 44 - ผู้ปลุกพลัง: ใครคือรายต่อไปที่จะมาส่งตาย
บทที่ 44 - ผู้ปลุกพลัง: ใครคือรายต่อไปที่จะมาส่งตาย
บทที่ 44 - ผู้ปลุกพลัง: ใครคือรายต่อไปที่จะมาส่งตาย
มีคำกล่าวว่า นกที่บินนำฝูงมักถูกยิงก่อน
ไม้ที่ยื่นออกมามักจะผุก่อน
คนที่โดดเด่นเกินใครมักจะถูกคลื่นซัดสาด
ข้าก็ไม่ใช่คนที่ชอบหาเรื่องเดือดร้อน จะต้องออกหน้าไปทำไมกัน
ถังเหวินก้มหน้ายืนอยู่ท้ายแถว ในใจไม่ค่อยเต็มใจนัก
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น แม่ทัพโจวนำคนมาถึงแล้ว
“ทุกคนแสดงฝีมือให้เต็มที่ ถ้าเราชนะ คนที่ขึ้นประลองจะได้เงินคนละสามร้อยตำลึง วิชาของค่ายเลือกได้หกแขนง โอกาสเข้าถึงแผนภาพจินตภาพหมัดปืนใหญ่ทะลวงภูเขาหกครั้ง ถึงแม้จะแพ้ แต่ถ้าไม่ให้พวกเขาชนะติดต่อกันหกครั้ง ก็ยังได้รางวัลหนึ่งในหกส่วน”
พรึ่บ
แม่ทัพโจววาดวิมานในอากาศได้สำเร็จ
คนที่เตรียมจะขึ้นประลอง ดวงตาเป็นประกาย
และถังเหวินก็เงยหน้าขึ้นมา สายตาคมปานเหยี่ยว ตำแหน่งนี้ข้าต้องคว้ามาให้ได้
อืม มีคำกล่าวว่า เมื่อถึงคราวคับขันต้องกล้าหาญ
ลูกผู้ชายถ้าไม่แสดงความทะเยอทะยาน ก็เสียชาติเกิดที่ร่างกายสูงใหญ่
ยังจำได้ถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ในวัยเยาว์ ที่เคยตั้งปณิธานว่าจะเป็นหนึ่งในใต้หล้า
เขาลองยกถุงหินดู เหมือนกับกำลังยกเงินสามร้อยตำลึง
คนละหนึ่งกระบวนท่า
นักธนูคนแรกออกกระบวนท่า ยิงสามดอกต่อเนื่อง
ลูกธนูปักเป็นรูปสามเหลี่ยมบนต้นไม้ “ตอก ตอก ตอก” จมลึกเข้าไปกว่าหนึ่งฉื่อ
“คนต่อไป” ผู้บัญชาการจ้าวไม่แสดงความเห็น
จางหลินก้าวไปข้างหน้า ฟันดาบออกไปเกิดประกายไฟ คมดาบผ่าหินออกเป็นสองซีก
“อืม คนต่อไป”
ถังเหวินมองดาบยาวสีดำในมือของเขา รู้สึกว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าดาบของตัวเอง สมแล้วที่เป็นทายาทนักรบ
ไม่นานก็เหลือแค่อันเหล่ยกับถังเหวินสองคน
อันเหล่ยแทงหอกออกไปดุจมังกร ใช้พลังอันชาญฉลาดเกี่ยวหินยักษ์หนักหลายร้อยชั่งขึ้นมา สะบัดหอกฟาดกลางอากาศจนหินยักษ์แตกออกเป็นหลายก้อน
จางหลินก้มหน้าลงเงียบๆ พึมพำกับตัวเอง “ใครจะกล้าแต่งงานกับนางกันนะ”
“ไม่เลว ถังเหวิน ตาเจ้าแล้ว”
เมื่อมาถึงข้างหน้าสุด ถังเหวินก้มลงเก็บหินขึ้นมาหลายก้อน
ขว้างหินอีกแล้วเหรอ
แม่ทัพโจวขมวดคิ้วเล็กน้อย
ผู้บัญชาการจ้าวสีหน้าไม่ดี เจ้าเด็กนี่จะไม่พัฒนาเลยหรือไง
หืม
วู้ม วู้ม วู้ม
เสียงคลื่นเสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวข้างหูทุกคน
หินสามก้อนพุ่งเข้าใส่ต้นไม้ยักษ์ที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรราวกับดาวตกจากนอกโลก
เสียงระเบิดดังขึ้น ต้นไม้ยักษ์ถูกฟันขาดกลางลำต้น ความร้อนที่หลงเหลืออยู่ทำให้ต้นไม้ลุกไหม้เอง
ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบ ไม่ไกลออกไปคนงานเหมืองได้ยินเสียงก็รีบหิ้วถังน้ำวิ่งมาดับไฟ
ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากเหมืองถ่านหิน จะให้เกิดไฟไหม้ไม่ได้เด็ดขาด
ผู้บัญชาการจ้าวสูดหายใจเข้าลึกๆ “เจ้าหนูนี่มันคนหรือเปล่า”
แม่ทัพโจวได้สติกลับมา “ก็เจ้าแล้วกัน เจ้าขึ้นเป็นคนสุดท้าย โจวปิงขึ้นก่อนเจ้า”
ขึ้นเป็นคนสุดท้ายรึ
เป็นตัวปิดฉากเลยเหรอ
แรงกดดันสูงมากเลยนะ
ท่านแม่ทัพ จริงๆ แล้วให้พี่ปิงขึ้นก่อนข้าก็ได้นะ บางทีอาจจะทำให้ข้าได้เปรียบมากขึ้นก็ได้
หลังจากกำหนดคนเรียบร้อยแล้ว สามโมงตรง ทั้งสองฝ่ายก็มาพบกันที่ลานประลองตามนัด
เรียกว่าลานประลอง แต่ก็เป็นเพียงพื้นหินเรียบๆ
ถังเหวินถอดเกราะนอกออก เอาอาหารที่พี่สาวเตรียมไว้ใส่เข้าไปในเกราะใน
เดินตามหลังโจวปิงและหัวหน้าหน่วยอีกห้าคน ไปหาชายวัยกลางคนที่ค่ายภูเขาดำส่งมา เพื่อให้เขาตรวจอายุ
“ค่ายเพลิงนี่มีนักรบหนุ่มไม่น้อยเลยนะ”
“ยี่สิบสามปี ยี่สิบสอง ยี่สิบเอ็ด ยี่สิบสาม ยี่สิบสาม หืม”
ชายวัยกลางคนมองโจวปิงที่สวยเย็นชาอยู่หลายครั้ง แต่พอเห็นถังเหวินก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วถึงพูดว่า “สิบเจ็ดปี”
“นักรบอายุสิบเจ็ดปี”
“เจ้าหัวโตโจว พวกค่ายไฟน้อยของเจ้าก็มีของดีเหมือนกันนะ” ผีดำเฒ่ายิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม ในแววตามีจิตสังหารแวบผ่าน
อัจฉริยะของค่ายเพลิง มีแต่ตายไปแล้วเท่านั้นถึงจะเป็นอัจฉริยะที่ดี
เขาไม่ได้จงใจบอกใบ้อะไร
เพราะครั้งนี้แต่เดิมก็ตั้งใจมาเพื่อฆ่าคนอยู่แล้ว
ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากด้านหลังของค่ายภูเขาดำ เขามีหน้าตาธรรมดา รูปร่างปานกลาง ในมือถือโล่ยักษ์สูงครึ่งคน อีกมือถือหอกสั้นสีเลือด
แม่ทัพโจวตรวจกระดูกให้เขาด้วยตัวเอง ยืนยันอายุ “ราวๆ ยี่สิบปี พวกเจ้ายังรักษากฎกติกาดี”
“พวกเจ้าต้องระวังให้ดี พลังของคนขว้างหอกสั้นคนนี้ไม่น้อยเลย อาจจะมีอะไรแปลกๆ สู้กันถึงชีวิตอย่าได้ออมมือ” แม่ทัพโจวหันกลับมาส่งเสียงกระซิบเร้นลับบอกพวกถังเหวินโดยเฉพาะ
ทั้งสองฝ่ายลงสู่ลานประลอง
คนหนึ่งโยนหินขึ้นไปในอากาศ ครู่ต่อมาหินตกลงพื้น การประลองเริ่มขึ้น
หัวหน้าหน่วยที่สองถือดาบคู่พุ่งเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม
“ล้มลง”
อีกฝ่ายตะโกนพร้อมกับขว้างหอกในมือออกไป
เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น หัวหน้าหน่วยที่สองร้องโอ๊ยแล้วล้มคะมำจริงๆ
หอกสีเลือดพุ่งทะลุหัวใจด้านหลังของเขา
ฆ่าในพริบตา
คนของค่ายเพลิงราวกับถูกสาดน้ำเย็นใส่ในวันที่หนาวเหน็บ
“เจ้าผีดำเฒ่า เจ้าเล่นสกปรกกับข้างั้นรึ” แม่ทัพโจวโกรธจัด ต่อยหมัดออกไป อากาศสั่นสะเทือน
ผีดำเฒ่าไม่กล้ารับตรงๆ
กระโดดลงจากม้าหลบหมัดนี้
แต่ม้าที่เหลืออยู่ถูกต่อยจนกลายเป็นหมอกเลือด
“ไอ้เ้ย เจ้าหัวโตโจวเจ้าจะทำอะไร ยังจะรักษากฎกติกาอยู่ไหม เตรียมเปิดศึก”
ทันใดนั้นทั้งสองฝ่ายก็อยู่ในภาวะตึงเครียด
ผู้บัญชาการจ้าวออกคำเตือน “อย่าขยับ ถ้าไม่มีคำสั่งของข้าห้ามลงไป หน่วยที่สอง เอาหัวหน้าของพวกเจ้าลงมา”
แค่เจอกันครั้งแรกก็ถูกฆ่าไปหนึ่งหัวหน้า
ผู้บัญชาการจ้าวมีความโกรธแค้นอัดแน่นอยู่ในอกแต่ไม่มีที่ระบาย
ถังเหวินได้สติกลับมา แอบหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสู้กัน
ถึงแม้การเปิดศึกจะอันตราย แต่ก็ดีกว่าไปสู้กับผู้ปลุกพลังคนนั้น
คนสี่ร้อยคนของฝ่ายตรงข้ามจัดทัพ
ฝั่งค่ายเพลิง หน่วยล่าสัตว์สิบเอ็ดหน่วยบวกกับคนเฝ้าเหมืองถ่านหินอีกร้อยกว่าคน รวมเกือบสามร้อยคน ก็เตรียมพร้อมสู้รบ
ทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นกองกำลังชั้นยอด
หากสู้กันขึ้นมา ค่ายเพลิงเห็นได้ชัดว่าจะเสียเปรียบ
และทั้งสองฝ่ายก็ต่อสู้กันมาหลายปี ความไว้วางใจที่อุตส่าห์สร้างสมมาได้เพียงน้อยนิดก็จะสลายไปสิ้นเมื่อลงมือ
จากนั้นก็จะเป็นสงครามที่ไม่มีที่สิ้นสุด
“ดี ครั้งนี้ถือว่าเจ้าผีดำเฒ่ามีเหตุผล ต่อไป” แม่ทัพโจวก็ไม่กล้าเปิดศึกโดยง่าย
ผีดำเฒ่ายิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม “งั้นพวกเจ้าก็ส่งคนขึ้นมา สู้ต่อ”
“บ้าเอ๊ย”
กัดฟัน ผู้บัญชาการจ้าวรีบสั่งการ “คนบนลานประลองคนนั้น ไม่ก็มีพลังจิต พวกเจ้าจะเข้าใจว่าเขามีมือที่มองไม่เห็น สามารถดึงขาของเจ้าจากระยะไกลได้ หรือไม่เขาก็มีความสามารถที่ยุ่งยากกว่านั้น พวกเจ้าต้องระวังป้องกันให้ดี พยายามยื้อกับเขาให้นานที่สุด ถ้าจำเป็นก็ยอมแพ้ทันที อย่าฝืน”
ยอมแพ้โดยตรงคือการหลีกเลี่ยง
ค่ายภูเขาดำมีอัจฉริยะที่น่ากลัวขนาดนี้ปรากฏตัวขึ้น อายุยี่สิบปีไม่เพียงแต่มีฝีมือระดับนักรบขั้นสูงสุด ที่ยุ่งยากกว่านั้นคือเขาดูเหมือนจะปลุกพลังได้ก่อนเวลา
แบบนี้พลังต่อสู้ก็ไม่ด้อยไปกว่าปรมาจารย์นักรบ
ถ้าไม่ฉวยโอกาสตอนที่อีกฝ่ายยังเด็ก ฝีมือยังไม่แข็งแกร่ง สืบหาจุดอ่อนของเขา หรือสังหารเขาซะ
รอให้อีกฝ่ายเติบโตขึ้นมาในอนาคต พวกเขาจะเอาอะไรไปต่อกร
สถานการณ์ยุ่งยาก หัวหน้าหน่วยที่เจ็ดที่เดิมทีมีคิวขึ้นทีหลังต้องขึ้นก่อน
เขารูปร่างเตี้ยล่ำ สวมเกราะแผ่นหนักสองร้อยชั่ง ถือโล่เหล็กกล้าขนาดใหญ่ กุมดาบเล่มเดียว ก้าวขึ้นลานประลองอย่างมั่นคงราวกับรถถัง
“เหอะ แต่งตัวเป็นเต่าเหล็กแล้วคิดว่าข้าจะฆ่าเจ้าไม่ได้รึ”
ผู้ปลุกพลังถือหอกสั้นสีเลือดเดินเข้ามาใกล้ สะบัดมือฟาดไปที่โล่
ตึง
หัวหน้าหน่วยที่เจ็ดถอยหลังเพื่อป้องกัน
“ลื่นล้ม”
ผู้ปลุกพลังตะโกน
ตุ้บ หัวหน้าหน่วยที่เจ็ดเกิดยืนไม่มั่นคง เข่าทรุดลงกับพื้น
แต่เขาก็มีปฏิกิริยาตอบสนองเร็วมาก รีบหดหัวไปหลังโล่ ให้โล่เหล็กกับเกราะรับการโจมตีของอีกฝ่าย
ฉึก
เลือดสาดกระเซ็น
หอกสั้นแทงทะลุเกราะไหล่ของเขา ทิ้งรูเลือดไว้หนึ่งรู
หัวหน้าหน่วยที่เจ็ดพยายามดิ้นรนถอยหลัง
“ฉีกขา”
อีกฝ่ายตะโกนอีกครั้ง
หัวหน้าหน่วยที่เจ็ดที่กำลังถอยหลังอยู่ ขาหลังเกิดเสียการควบคุมลื่นไถลไปข้างหนึ่ง เหมือนกับเหยียบเปลือกกล้วยที่มองไม่เห็น
แกร๊ก เกราะถูกดึง
สองขาฉีกออกหน้าหลัง
“ข้ายอมแพ้” หัวหน้าหน่วยที่เจ็ดทิ้งดาบลง กอดโล่แล้วกลิ้งไปกับพื้น
อีกฝ่ายทำเหมือนไม่ได้ยิน หอกสั้นในมือแทงออกไปจนเห็นเป็นภาพติดตา
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นต่อเนื่อง โล่เหล็กที่ป้องกันหัวหน้าหน่วยที่เจ็ดที่กำลังกลิ้งอยู่ถูกแทงจนเป็นรูพรุน
“พอแล้ว”
“หยุดมือ เขาอมแพ้แล้ว”
“อย่างนั้นรึ เหอะเหอะ โทษที ข้าไม่ได้ยิน” ผู้ปลุกพลังยักไหล่อย่างไม่แยแส ทำหน้าตาหยิ่งยโส
เขาสะบัดเลือดบนหอกยาวทิ้ง ถ่มน้ำลายใส่หัวหน้าหน่วยที่เจ็ด แล้วมองไปที่พวกถังเหวิน “ถือว่าเจ้าเต่าหัวหดพวกนี้โชคดี ใครคือรายต่อไปที่จะมาส่งตาย”
[จบแล้ว]