- หน้าแรก
- เกมนี้ฮีลใจจริงดิ
- บทที่ 2 : เพื่อนบ้านที่เป็นมิตร
บทที่ 2 : เพื่อนบ้านที่เป็นมิตร
บทที่ 2 : เพื่อนบ้านที่เป็นมิตร
.
“《ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ》 เป็นเกมที่สามารถหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ ปลอบประโลมหัวใจ เป็นเกมแนวผ่อนคลายเยียวยา ที่นี่มีทั้งเหตุการณ์ที่จะทำให้คุณยิ้มออก มีวิถีชีวิตประจำวันอันอบอุ่น พวกเราจะใช้ความหวังและความสุขเป็นท่วงทำนองหลัก เพื่อนำพลังด้านบวกมอบให้กับผู้เล่นทุกคน...”
.
เวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไป จนกระทั่งเข็มนาฬิกาชี้ถึง 23:59 เสียงสังเคราะห์เชิงกลที่ดังขึ้นจากก้นบึ้งสมองก็หยุดลงกะทันหัน
“ตอนนี้ คุณสามารถเลือก ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ของตัวเองได้แล้ว”
พื้นแข็งเย็นเยียบกดทับแนบแก้มจนประสาทบนใบหน้าเจ็บแปลบ หานเฟยค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เขาพบว่าตัวเองนอนคว่ำอยู่ในห้องที่ไม่คุ้นตา
ห้องนี้มีพื้นที่ราวเจ็ดสิบตารางเมตร เฟอร์นิเจอร์เต็มไปด้วยฝุ่นเกาะหนา ผนังซีดลอกร่อน มีคราบดำแดงประปราย
“ปวดหัวชะมัด อย่างกับถูกเจาะรูที่ท้ายทอยเลย”
กลิ่นอับชื้นจาง ๆ ลอยเข้ามาในโพรงจมูก หานเฟยสัมผัสได้ชัดเจนต่อทุกสิ่งรอบกาย
การได้ยิน การมองเห็น การดมกลิ่น การสัมผัส... เกมนี้แทบไม่ต่างอะไรกับโลกแห่งความจริง
เขานั่งนิ่ง ๆ อยู่บนพื้นห้องนั่งเล่น มองรอบตัวอย่างเหม่อลอย ความว่างเปล่าและความเงียบเหงาครอบคลุมไปทั่วทั้งห้อง
โครงสร้างของอาคารและเฟอร์นิเจอร์ภายในยังคงเป็นรูปแบบเมื่อหลายสิบปีก่อน ฝุ่นจับหนาจนเห็นได้ชัด คล้ายกับว่าที่นี่ไม่มีใครอาศัยมานานแล้ว
“นี่คือบ้านของฉันในเกมงั้นหรือ?”
หานเฟยนวดขมับพลางลุกขึ้นยืน: “ตามคำโปรย เกมนี้เป็นเกมจำลองชีวิตแนวเยียวยา แบบโอเพ่นเวิลด์ ไม่มีวิธีเล่นตายตัว ฉันสามารถพัฒนาตัวละคร อัปเกรดค่าสถานะ หรือจะสะสมเงินทองเพื่อใช้จ่ายฟุ่มเฟือยก็ได้ จะคบหากับแฟนเสมือน หรือสร้างครอบครัวเสมือนก็ทำได้เหมือนกัน”
ระหว่างกำลังคิดว่าจะเริ่มต้นยังไงดี ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังมาจากภายนอก
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
หานเฟยเดินไปยังอีกฝั่งของห้องนั่งเล่น เปิดประตูเหล็กกันขโมยออก แสงไฟจากหลอดไฟเซ็นเซอร์หน้าประตูส่องสลัวเข้ามา ขับไล่ความมืดและความเงียบเหงาออกไปชั่วขณะ
“หนุ่มน้อย... เธอคงเป็นคนที่เพิ่งย้ายมาใหม่นี่เองใช่ไหม?”
น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนดังมาจากหน้าประตู ในโถงทางเดินที่กองเกะกะไปด้วยของใช้ มีหญิงชราผมขาวโพลนยืนอยู่ ใบหน้าเปี่ยมด้วยเมตตา
“วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ ยายทำเกี๊ยวไว้เยอะเลย มาทานด้วยกันสิ วันเทศกาลต้องครึกครื้นถึงจะดี”
ในเมืองใหญ่สมัยใหม่ ทุกคนต่างเร่งรีบจนแทบไม่มีเวลาพูดคุยกับเพื่อนบ้าน บางทีอาจจะหลายสัปดาห์กว่าจะเอ่ยปากทักกันสักคำ สำหรับหานเฟย เขาไม่เคยเจอใครเชื้อเชิญไปกินข้าวที่บ้านในวันสำคัญแบบนี้เลยสักครั้ง
“เอ่อ... ไม่เป็นไรดีกว่าครับ ผมไม่อยากรบกวน” ตั้งแต่ถูกบริษัทเลิกจ้าง หานเฟยก็เก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยอยากพูดคุยหรือยุ่งเกี่ยวกับใคร
“ลูกชายกับสะใภ้ของยายไปทำงานต่างเมือง เหลือแค่ยายกับหลานชายอยู่บ้านกันสองคน ทำอาหารไว้เยอะ กินไม่หมดก็เสียดาย”
แววตาที่หญิงชรามองหานเฟย คล้ายมองดูลูกของตัวเอง ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมาช่างอ่อนโยนราวแสงอรุณแรกในยามเช้า มอบความอบอุ่นให้หัวใจ
“เกี๊ยวน่ะมีความหมายถึงการส่งผ่านปีใหม่ ความสามัคคีและโชคลาภ กินเกี๊ยวแล้วจะลบล้างสิ่งไม่ดีตลอดทั้งปีที่ผ่านมาได้ เจ้าหนุ่มเอ๊ย... อยู่ตัวคนเดียวในเมืองไม่ง่ายเลย มากินเกี๊ยวร้อน ๆ ให้อุ่นท้องหน่อยนะ”
หญิงชราขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าเป็นโลกจริง หานเฟยคงหาข้ออ้างปฏิเสธไปแล้ว แต่ไหน ๆ นี่ก็เป็นเกม เขาเลยคิดว่านี่อาจเป็นการชี้นำให้เข้าสู่เส้นทางของเควสต์เนื้อเรื่องก็ได้
พยักหน้าเบา ๆ หานเฟยหยิบพวงกุญแจดอกใหญ่จากโต๊ะน้ำชากลางห้อง แล้วก้าวออกจากบ้าน ค่อย ๆ ประคองหญิงชราลงบันไดไป
“ยาย ระวังนะครับ เดินช้า ๆ หน่อย”
ทางเดินตรงหน้าเต็มไปด้วยข้าวของและขยะกองระเกะระกะ ราวเหล็กขึ้นสนิมกร่อน ผนังสองฝั่งติดแน่นไปด้วยป้ายโฆษณาเล็ก ๆ และรอยขีดเขียนของเด็ก ๆ
บรรยากาศคล้ายย่านชุมชนเก่าที่สร้างขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้ชุมชนเก่า ๆ แบบนี้แทบไม่เหลือให้เห็นแล้ว
หญิงชราพาหานเฟยเดินลงมาอีกชั้นหนึ่ง ก่อนจะหยุดที่หน้าห้องหมายเลข 1031
ตัวเลขสีแดงสดที่ถูกพ่นด้วยสียังผนังนั้นเลือนรางไปแล้ว หญิงชราไอเบา ๆ หนึ่งครั้งก่อนหยิบกุญแจไขประตูห้อง
ทันใดนั้นกลิ่นหอมของเนื้ออบอวลออกมา หานเฟยกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ก่อนจะชะโงกศีรษะมองเข้าไปในห้อง
ในบ้านไม่มีไฟฟ้า มีเพียงแสงเทียนสองสามเล่มบนโต๊ะอาหารที่ให้แสงสลัวแทน
“ฟิวส์ขาดมาหลายวันแล้ว ช่างไฟคงหยุดงานเพราะเทศกาลก็เลยยังไม่ได้มา”
“งั้นให้ผมช่วยก็ได้ครับ แต่ก่อนบ้านผมฟิวส์ขาดก็เปลี่ยนเองตลอด” หานเฟยไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายเป็นแค่ NPC ในเกม แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นคนจริง ๆ
“งั้นช่วยดูหน่อยนะ ฟิวส์สำรองอยู่ในลิ้นชัก” หญิงชราว่าเสร็จก็หันเข้าครัวไปดูหม้อไฟที่เดือดพล่าน
หานเฟยลากเก้าอี้มาวาง นำฟิวส์ใหม่ใส่แทนของเก่า จากนั้นเขาก็เปิดสวิตช์ไฟ แสงไฟอุ่น ๆ สว่างขึ้นทั่วห้องที่เมื่อครู่ยังมืดสนิท
“ประกาศถึงผู้เล่นหมายเลข 0000! ภารกิจทั่วไประดับ G – เปลี่ยนฟิวส์ สำเร็จแล้ว ความสัมพันธ์กับ [เมิ่งสือ] เพิ่มขึ้น 5 หน่วย ความกลมเกลียวของเพื่อนบ้าน คือก้าวแรกสู่ ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ”
เสียงสังเคราะห์เชิงกลดังขึ้นอีกครั้งในสมอง: “ระบบภารกิจถูกเปิดใช้งานแล้ว ภารกิจมือใหม่อัปเดตสำเร็จ การทำภารกิจมือใหม่จะช่วยให้คุณเข้าใจโลกนี้ได้เร็วขึ้น”
ยังไม่ทันที่หานเฟยจะได้ดูหน้าต่างสถานะละเอียด ๆ หญิงชราก็ยกหม้อซุปปลาออกมาจากครัว
“เพิ่งต้มเสร็จ กินตอนร้อน ๆ จะอร่อยที่สุด” หญิงชราวางซุปลงบนโต๊ะด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็ไปไขกุญแจห้องนอนเรียกเสียงดัง “เฉินเฉิน ออกมากินข้าวได้แล้วนะ”
ไม่นานนัก เด็กชายราวห้าหกขวบเดินก้มหน้าก้มตาออกมา ท่าทางเหมือนกำลังงอนอะไรบางอย่าง
“พวกเธอกินกันก่อนนะ ยังมีอีกสองสามอย่างที่ยายทำไม่เสร็จ” หญิงชราพูดพลางเปิดตู้เย็น หยิบเอาไก่แช่แข็งครึ่งตัวออกมา “ไฟดับไปนานแล้ว ทำไมยังไม่ละลายอีกนะ?”
หญิงชราใส่ไก่ลงในอ่างเล็ก ๆ แล้ววางไว้บนโต๊ะ
“ยาย ไม่ต้องทำเยอะหรอกครับ กินไม่หมดเปลืองเปล่า ๆ”
“โอกาสมีแขกทั้งที จะไม่ทำอาหารให้เยอะได้ยังไง ของในตู้เย็นก็ใกล้เสียแล้วด้วย” ร่างเล็ก ๆ ในครัวที่ขยันขันแข็งทำให้หานเฟยนึกถึงครอบครัวของตัวเอง
สมัยเด็ก เวลาปีใหม่ที่บ้านก็คึกคักไม่ต่างกันเลย
กลิ่นอาหารหอมฟุ้ง ซุปปลาร้อน ๆ ส่งกลิ่นละมุน ชวนให้หานเฟยรู้สึกเวิ้งว้างในใจ ราวกับความทรงจำจริงปะปนกับภาพในโลกเกม
แสงไฟเหลืองนวลทอประกายอยู่ในบ้าน เสียงหม้อกระทะกระทบกันดังแว่วจากครัว โทรทัศน์รุ่นเก่าเปิดโฆษณาอยู่เบื้องหลัง กลิ่นควันอาหารเจือจางทำให้ความเย็นชาของเมืองใหญ่ถูกกลบไป
“บางที... ความสุขเล็ก ๆ ง่าย ๆ แบบนี้แหละ ที่เรียกว่าชีวิต”
ชีวิตคนเราย่อมมีช่วงเวลามืดมนอยู่บ้าง หากมัวกลัวอนาคตจนไม่กล้าก้าวต่อไป ก็มีแต่จะติดอยู่ในความมืดนั้นตลอดกาล
หานเฟยตักซุปปลาใส่ถ้วยเล็ก ๆ สองใบให้ตัวเองและเฉินเฉิน
ซุปสีขาวขุ่นส่งกลิ่นหอมหวาน เขาเป่าลมเบา ๆ ก่อนจะลองตักขึ้นชิม แต่แล้วหางตาก็เหลือบไปเห็นเด็กน้อยตรงข้ามกำลังยกถ้วยซุปขึ้นเหนือหัว
“เจ้าเด็กนี่จะทำอะไร?”
ยังไม่ทันที่หานเฟยเอ่ยถาม เด็กชายก็ฟาดถ้วยซุปลงพื้นอย่างแรง!
เพล้ง!
“ฉันไม่กินหรอก ของที่ขุดออกมาจากโลงศพน่ะ!”
“แค่ก!” คำพูดนั้นทำเอาหานเฟยพ่นซุปออกมาทันที
โลงศพ?!
เศษชามกระเบื้องแตกกระจาย ซุปหกเลอะไปทั่วพื้น หญิงชราตกใจรีบวิ่งออกมาจากครัว “เฉินเฉิน! ทำอะไรน่ะลูก?!”
“ก็ของที่ยายทำทั้งหมด เอามาจากโลงศพทั้งนั้น!” เด็กชายวัยห้าหกขวบเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดง
“พูดบ้าอะไรเนี่ย!” หญิงชราทิ้งผ้ากันเปื้อน รีบคว้าตัวหลานกลัวว่าโดนน้ำร้อนลวก
“หัวหน้าตึกบอกว่ามีแต่ในโลงศพถึงจะมีศพคนอยู่!” เด็กชายสะบัดหลุด แล้วคว้าไก่แช่แข็งที่เพิ่งถูกวางไว้บนโต๊ะ ปาไปที่พื้น จากนั้นวิ่งเข้าห้องนอนไป
“กลับมานี่นะ!”
หญิงชราตามเข้าไปในห้อง เหลือเพียงหานเฟยที่นั่งนิ่งถือถ้วยซุปอยู่ในห้องนั่งเล่น
“เด็กสมัยนี้น่ากลัวจริง ๆ” เขาพึมพำพลางวางชามลง แล้วเดินไปหยิบไม้กวาดกับที่โกยตั้งใจจะช่วยเก็บกวาด แต่พอเห็นไก่แช่แข็งที่กองอยู่บนพื้น เขากลับนึกขึ้นได้ว่า...
เมื่อครู่เด็กคนนั้นพูดว่าไม่กินของที่เอาออกมาจากโลงศพ แต่หานเฟยเห็นชัด ๆ ว่ามันถูกหยิบออกมาจากตู้เย็น
ฟังดูอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เมื่อนำมารวมกับคำพูดต่อมา หัวหน้าตึกบอกว่าในโลงศพจะมีแต่ศพคน
เด็กคนนี้... ทำไมถึงมองตู้เย็นเป็นโลงศพ? หรือว่า... ในตู้เย็นบ้านนี้ อาจมีศพซ่อนอยู่จริง ๆ?
เอ๊ะ?
คิดได้ดังนั้น หานเฟยก็ยืนนิ่งไปทันที นี่มันไม่ใช่เส้นทางของเกมแนวเยียวยาแล้วนี่นา!
.
.
.
(จบบท)
.