- หน้าแรก
- กระถางสมบัติบันดาลวาสนา
- ตอนที่ 13 เทพเจ้าแห่งโชคลาภแห่งเผ่ามนุษย์ ต้าอวี่เลื่อมใส
ตอนที่ 13 เทพเจ้าแห่งโชคลาภแห่งเผ่ามนุษย์ ต้าอวี่เลื่อมใส
ตอนที่ 13 เทพเจ้าแห่งโชคลาภแห่งเผ่ามนุษย์ ต้าอวี่เลื่อมใส
ตอนที่ 13 เทพเจ้าแห่งโชคลาภแห่งเผ่ามนุษย์ ต้าอวี่เลื่อมใส
ภายในพระราชวังเมืองหลักบุรุษ หยางเซวียนเดินตามหลังถูซานชิงอวิ๋น และได้เข้าเฝ้าจักรพรรดิมนุษย์องค์ปัจจุบันผู้นี้
รูปลักษณ์ของต้าอวี่แตกต่างจากที่หยางเซวียนจินตนาการไว้มาก คนผู้นี้รูปร่างกำยำ ไม่ได้สวมฉลองพระองค์ แต่สวมเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าเนื้อหยาบ บนคางมีตอหนวดแข็งเหมือนเข็มเหล็ก สองมือเต็มไปด้วยหนังด้าน ราวกับชาวบ้านที่ซื่อสัตย์และใจดีคนหนึ่ง
บนร่างของเขา มองไม่เห็นกลิ่นอายของจักรพรรดิแม้แต่น้อย มีเพียงชะตาแห่งเผ่ามนุษย์ที่ยิ่งใหญ่จนน่าเกรงขาม ต่อให้เป็นเซียนทองคำต้าหลัว หากทำร้ายจักรพรรดิมนุษย์ผู้นี้ ย่อมต้องถูกชะตาสะท้อนกลับ อนาคตบนเส้นทางแห่งเต๋าจะขรุขระ หรืออาจถึงขั้นประสบเคราะห์กรรมจนตัวตายวิญญาณสลาย
นอกจากนี้ ระดับพลังบำเพ็ญของจักรพรรดิมนุษย์ผู้นี้ยังน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง เป็นยอดฝีมือระดับเซียนทองคำต้าหลัว เมื่อเขาประสบความสำเร็จและถอนตัวจากตำแหน่งแล้ว ยิ่งสามารถบรรลุเป็นรองอริยเจ้าได้!
เมื่อเผชิญหน้ากับยอดฝีมือเช่นนี้ หยางเซวียนไม่กล้าละเลยแม้แต่น้อย รีบประสานมือคารวะ กล่าวอย่างนอบน้อม
“นักพรตน้อยหยางเซวียน ขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทจักรพรรดิมนุษย์!”
“สหายเต๋าหยางไม่ต้องมากพิธี เราชื่นชมสหายเต๋ามานานแล้ว วันนี้ได้พบตัวจริง ช่างไม่ธรรมดาจริงจริง!”
ต้าอวี่หัวเราะเริงร่า ลุกขึ้นจากบัลลังก์ นำทางหยางเซวียนไปยังตำหนักข้างด้วยตนเอง
คำพูดของเขานี้ไม่มีความเสแสร้งแม้แต่น้อย หลังได้ทราบว่าระบบตลาดได้ถือกำเนิดขึ้น ทำให้การค้าขายของเผ่ามนุษย์มีเสถียรภาพมากขึ้น สินค้าที่ซื้อขายมีราคาที่สามารถอ้างอิงได้ ทำให้ระเบียบของเผ่ามนุษย์สงบสุขยิ่งขึ้น
อีกทั้งยังรู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่หยางเซวียนมอบให้เผ่ามนุษย์โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เขาจึงอยากพบหน้าอีกฝ่ายสักครั้งเพื่อดูว่ามหาปราชญ์ผู้นี้สูงส่งดังเช่นข่าวลือหรือไม่ ครั้นได้พบในวันนี้ เขารู้ว่าแม้ข่าวลือเกี่ยวกับหยางเซวียนจะเกินจริงไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วไม่น่าจะผิด
ในฐานะจักรพรรดิมนุษย์และยังเป็นเซียนทองคำต้าหลัว ต้าอวี่มองเห็นปราณบารมีบริสุทธิ์บนร่างของหยางเซวียนตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่เขายังต้องตกตะลึง มันซ่อนอยู่เบื้องหลังศีรษะ ก่อตัวเป็นวงล้อทองคำแห่งบารมีธรรม
ยังมองเห็นวงล้อทองคำแห่งกุศลธรรมที่ไม่สมบูรณ์บนร่างของเขา ยิ่งไปกว่านั้นยังเห็นการคุ้มครองโดยสมัครใจจากชะตาแห่งเผ่ามนุษย์ที่มีต่อเขา โดยเฉพาะการคุ้มครองจากชะตาแห่งเผ่ามนุษย์ มันคือข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดสำหรับหยางเซวียน
ไม่ใช่ว่าได้รับกุศลแห่งวิถีมนุษย์แล้วจะได้รับการคุ้มครองจากชะตาแห่งเผ่ามนุษย์ได้ ในอดีตสมัยสงครามทุ่งประชันชิงชัยระหว่างจักรพรรดิหวงและชือโหยว มีศิษย์จากสี่สำนักใหญ่จำนวนไม่น้อยมาที่นี่เพื่อวางแผนช่วงชิงกุศลแห่งวิถีมนุษย์ แต่ผู้ที่สามารถได้รับการคุ้มครองจากชะตาแห่งเผ่ามนุษย์กลับมีน้อยนิด
หากต้องการได้รับการคุ้มครองจากชะตาแห่งเผ่ามนุษย์ อย่างแรกคือต้องดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนักต้าเซี่ย อย่างที่สองคือต้องมีคุณูปการต่อเผ่ามนุษย์และต้องคิดถึงเผ่ามนุษย์อย่างจริงใจ ไม่ใช่เพียงเพื่ออาศัยเรื่องของเผ่ามนุษย์มาวางแผนช่วงชิงกุศลแห่งวิถีมนุษย์
หยางเซวียนสามารถได้รับการคุ้มครองโดยสมัครใจจากชะตาแห่งเผ่ามนุษย์ นั่นหมายความว่าข่าวลือไม่ผิดเพี้ยน ทุกสิ่งที่เขาทำล้วนทำเพื่อเผ่ามนุษย์ หวังให้สถานการณ์ของเผ่ามนุษย์ดียิ่งขึ้น!
ต้าอวี่รู้สึกเลื่อมใสในคุณธรรมของหยางเซวียน ท่าทีที่มีต่ออีกฝ่ายยิ่งเป็นมิตร หลังจากพาไปยังตำหนักข้างจึงรินชาให้ด้วยตนเองหนึ่งถ้วย
“ไม่ทราบว่าสหายเต๋ามีอาจารย์จากที่ใด”
“นักพรตน้อยเป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระ ไม่มีอาจารย์”
“ผู้ฝึกตนอิสระ?!!”
เมื่อต้าอวี่ได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่าหยางเซวียนอาจจะเป็นศิษย์จากสำนักใหญ่ที่พิเศษสักแห่ง ผลคือคาดไม่ถึงว่าหยางเซวียนกลับไม่มีอาจารย์ เป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระ เรื่องนี้ทำให้เขาลดความกังวลลงไปหลายส่วน
ด้วยความสามารถของสหายเต๋าหยาง หากมอบตำแหน่งสูงให้ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเผ่ามนุษย์!
หลังจากตัดสินใจในใจแล้ว ต้าอวี่ไม่อ้อมค้อม กล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมา “เรื่องที่สหายเต๋าทำทำให้สินค้ามีราคาที่สามารถอ้างอิงได้ เพิ่มหลักประกันในการดำรงชีวิตของเผ่ามนุษย์ สร้างเสถียรภาพให้ระเบียบของเผ่ามนุษย์ นับเป็นคุณูปการต่อเผ่ามนุษย์ เรื่องนี้สมควรได้รับรางวัล ไม่ทราบว่าสหายเต๋ายินดีเข้าร่วมราชสำนักต้าเซี่ยของเราหรือไม่ เรายินดีมอบตำแหน่งรองอัครเสนาบดีให้แก่เจ้า!”
หยางเซวียนได้ยินดังนั้นจึงนิ่งเงียบไป
เมื่อเผชิญกับการเชื้อเชิญของจักรพรรดิมนุษย์ ทั้งยังเป็นตำแหน่งรองอัครเสนาบดีที่สูงส่งและทรงอำนาจ หากบอกว่าไม่หวั่นไหวนั่นคือการโกหก หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นอยู่ที่นี่ เกรงว่าจะตอบตกลงโดยไม่ลังเล
ตำแหน่งรองอัครเสนาบดีย่อมได้รับการคุ้มครองจากชะตาแห่งเผ่ามนุษย์มหาศาล ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถปฏิเสธสิ่งล่อใจเช่นนี้ได้ แต่หยางเซวียนยังมีสติสัมปชัญญะและตื่นรู้เต็มเปี่ยม
วิถีมนุษย์เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เป็นกระแสหลักของฟ้าดิน แม้ว่าราชสำนักต้าเซี่ยในปัจจุบันจะอยู่ในช่วงรุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่ไม่ช้าก็เร็วต้องเดินไปสู่จุดจบ ถูกราชสำนักซางทังทำลายล้าง หลังจากนั้นยังจะเกิดมหันตภัยสถาปนาเทพขึ้นอีก
การอยู่ในเก้าดินแดนของเผ่ามนุษย์ไม่ใช่ทางเลือกที่ชาญฉลาดอย่างแน่นอน!
หยางเซวียนรู้ว่าตนเองต้องการอะไร แม้ข้อเสนอของต้าอวี่จะน่าดึงดูดใจมาก เขาก็ยังคงยึดมั่นในเจตจำนงเดิมของตนได้ หลังจากเงียบไปชั่วครู่ก็ส่ายหน้า
“ปัจจุบันเผ่ามนุษย์ในเก้าดินแดนยังคงถูกควบคุมโดยเผ่าพันธุ์อื่น คนในเผ่าจำนวนมากตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแสนสาหัส มีกระทั่งคนในเผ่าไม่น้อยที่ถูกเผ่าพันธุ์อื่นเลี้ยงไว้เป็นอาหาร ข้าไม่ใช่เผ่ามนุษย์ จะสามารถรับตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ได้อย่างไร...
... ข้าทราบดีว่าฝ่าบาทมีพระทัยกว้างขวาง ไม่รังเกียจฐานะที่เป็นเผ่าพันธุ์อื่นของนักพรตน้อย แต่หากเปิดทางให้มีกรณีเช่นนี้เป็นครั้งแรก จะอธิบายกับคนในเผ่าได้อย่างไร ฝ่าบาทสามารถรับเผ่าพันธุ์อื่นเข้ารับราชการในราชสำนักได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ อย่างน้อยที่สุดต้องแก้ไขปัญหาภายในของเก้าดินแดน ให้เผ่ามนุษย์ได้เป็นใหญ่ในเก้าดินแดนเสียก่อน! ...
... เรื่องนี้ขอฝ่าบาทอย่าได้ตรัสถึงอีกเลย!”
หลังจากฟังคำพูดของหยางเซวียนจบ สีหน้าของต้าอวี่เปลี่ยนไปมาไม่หยุด
เขารู้ว่าหยางเซวียนพูดไม่ผิด สถานการณ์ของเผ่ามนุษย์ในเก้าดินแดนปัจจุบันยังคงไม่สู้ดี ต่อให้หยางเซวียนสร้างตลาด ส่งเสริมเหรียญบารมีธรรม และมีชื่อเสียงเป็นถึงมหาปราชญ์แล้วก็ตาม
ทว่าหากให้เขารับราชการในราชสำนัก กลายเป็นรองอัครเสนาบดีของราชสำนักต้าเซี่ย ย่อมต้องถูกเผ่าพันธุ์อื่นเยาะเย้ยถากถาง ทำให้ฝ่ายนั้นรู้สึกว่า ‘พวกเราปฏิบัติต่อเผ่ามนุษย์เป็นอาหาร แต่เผ่ามนุษย์กลับจะเชิญเผ่าพันธุ์อื่นอย่างพวกเราเข้ารับราชการในราชสำนัก ช่างน่าหัวเราะเสียจริง!’
เรื่องนี้จะทำให้การกระทำของคนเหล่านั้นยิ่งไร้ความยำเกรง สถานการณ์ของเผ่ามนุษย์จะยิ่งยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะคนในเผ่าระดับล่างที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล อย่างน้อยกว่าครึ่งต้องตกเป็นอาหารของเผ่าพันธุ์อื่น
ทว่าหยางเซวียนมีคุณูปการต่อเผ่ามนุษย์ หากนำระบบตลาด รวมถึงวิธีการสร้างเหรียญบารมีธรรมและท่ออัคคีระเบิดไปเผยแพร่ให้กว้างไกลยิ่งขึ้นในเก้าดินแดน สถานการณ์ของเผ่ามนุษย์ระดับล่างจะดีกว่าตอนนี้หลายเท่า เผ่ามนุษย์จะสงบสุขยิ่งขึ้น
หากหยางเซวียนสร้างคุณูปการเช่นนี้แต่กลับไม่ได้รับรางวัลที่สมควร ย่อมทำให้คนในเผ่ารู้สึกน้อยใจเช่นกัน
หยางเซวียนรับรู้ถึงความลำบากใจของต้าอวี่ แม้เขาจะไม่คาดคิดว่าตลาดจะพัฒนาไปเร็วขนาดนี้ และไม่คาดคิดว่าต้าอวี่จะเชิญเขารับราชการในราชสำนัก แต่สำหรับเรื่องรางวัล เขาได้คิดคำพูดเตรียมไว้แล้ว
“ฝ่าบาทอย่าได้ลำบากพระทัย นักพรตน้อยมุ่งหมายสู่สวรรค์ชั้นฟ้า หากฝ่าบาททรงเห็นว่าสิ่งที่ข้าทำเป็นประโยชน์ต่อเผ่ามนุษย์ หวังว่าฝ่าบาทจะโปรดสร้างวัดเทพเจ้าแห่งโชคลาภให้ข้าสักแห่ง และประทานตำแหน่งเทพเจ้าแห่งโชคลาภให้แก่ข้า!”
“...”
ต้าอวี่มองหยางเซวียนอย่างลึกซึ้ง นิ่งเงียบไม่กล่าวอะไร
ทั่วทั้งแดนบรรพกาลใครบ้างจะไม่รู้ว่าในปัจจุบันสวรรค์ชั้นฟ้าอยู่ในสภาพทรุดโทรมรอการฟื้นฟู เป็นเพียงโครงสร้างว่างเปล่า หากไม่ใช่เพราะไม่มีที่ไป ใครเล่าจะต้องการไปสวรรค์ชั้นฟ้า
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยระดับพลังบำเพ็ญเร้นลับเซียนของหยางเซวียน และยังมีความสามารถถึงเพียงนี้ หากต้องการไปสวรรค์ชั้นฟ้าจริง ๆ เหตุใดต้องมาแวะเวียนที่เผ่ามนุษย์ด้วยเล่า
ด้วยเหตุนี้ในสายตาของต้าอวี่ คำพูดของหยางเซวียนในครั้งนี้จึงเป็นเพียงการหาทางลงเพื่อให้เขาแก้ไขปัญหาน่าปวดหัวนี้เท่านั้น
นี่ต่างหากคือมหาปราชญ์ที่แท้จริง ไม่หวังผลตอบแทน คิดถึงแต่เผ่ามนุษย์เป็นที่ตั้ง!
“ท่านเซียนผู้สูงส่งช่างเปี่ยมด้วยคุณธรรม!”
“นับจากนี้ไปท่านเซียนผู้สูงส่งคือเทพเจ้าแห่งโชคลาภแห่งเผ่ามนุษย์ ตราบใดที่เผ่ามนุษย์ยังอยู่ ท่านเซียนผู้สูงส่งจะเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภของเผ่ามนุษย์ตลอดไป!!”
ต้าอวี่มีสีหน้าเคร่งขรึม ลุกขึ้น และคารวะหยางเซวียนจากใจจริง
เรื่องนี้ทำให้หยางเซวียนตกใจเป็นอย่างมาก ต้าอวี่ได้รับการคุ้มครองจากชะตาแห่งเผ่ามนุษย์ หากเขารับการคารวะนี้ไป ต่อให้หยางเซวียนมีบารมีธรรมมากเพียงใดก็ไม่เพียงพอให้หักล้าง
เขารีบลุกขึ้นยืน ขยับไปด้านข้างสองก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
การได้รับคำสัญญาจากต้าอวี่ ได้รับตำแหน่งเทพเจ้าแห่งโชคลาภย่อมเป็นเรื่องดี แต่การกระทำของท่านเช่นนี้มันออกจะผลีผลามไปหน่อยหรือไม่...
“เป็นข้าที่เลินเล่อไป ท่านเซียนผู้สูงส่งอย่าได้ถือสา...”
เห็นได้ชัดว่าต้าอวี่เองก็ตระหนักถึงความไม่เหมาะสม เขาเกาหัว สีหน้าค่อนข้างกระอักกระอ่วน หลังจากนั้นก็เอ่ยถามเปลี่ยนเรื่องอย่างแข็งทื่ออย่างยิ่ง “ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะถาม ไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือไม่”