- หน้าแรก
- วิธีฝึกตนของข้าคือให้มารซ้อม
- บทที่ 23: พูดตามตรง... พวกท่านทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้
บทที่ 23: พูดตามตรง... พวกท่านทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้
บทที่ 23: พูดตามตรง... พวกท่านทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้
กู้ชิงเฟิงมองดูทุกสิ่งด้วยความสงบนิ่ง ในใจมิได้บังเกิดความรู้สึกใดๆ
เขาล่วงรู้ธาตุแท้ของมนุษย์ดี ทราบว่าในบรรดาคนเหล่านี้มีเพียงส่วนน้อยที่มีเจตนาแอบแฝง แต่คนส่วนใหญ่ก็แค่ไม่อยากเห็นตนเป็นผู้ชนะ
เพราะความอิจฉา!
พวกเขาอิจฉาที่ตนมีศาสตราวุธวิญญาณ
อิจฉาที่ตนสามารถอาศัยศาสตราวุธวิญญาณเพื่อคว้าตำแหน่งผู้ขับไล่มารระดับเหลืองมาได้
พวกเขาคงคิดว่า นอกจากศาสตราวุธวิญญาณแล้ว กู้ชิงเฟิงก็หาได้มีดีอันใดไม่
“พอได้แล้ว” เหอเฟิงหัวเอ่ยห้ามปรามเสียงประณามของทุกคน
“กู้ชิงเฟิง เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่”
สีหน้าของเหอเฟิงหัวยังคงสงบนิ่ง แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความดูแคลนที่มองลงมาจากที่สูง ประหนึ่งกำลังเย้ยหยันที่กู้ชิงเฟิงไม่เจียมตัวกล้าปฏิเสธตนในครานั้น
กู้ชิงเฟิงยิ้ม “พวกเจ้าทุกคนคิดว่าข้าชนะได้เพราะพึ่งพาศัสตราวุธวิญญาณ แต่หารู้ไม่ว่า... ข้าเพียงแค่ไม่อยากทำลายความมั่นใจของพวกเจ้าจนเกินไป
เพราะหากพวกเจ้าพ่ายแพ้ให้ข้าที่มีศาสตราวุธวิญญาณในมือ ก็ยังพอมีข้ออ้างปลอบใจตนเองได้ว่าแพ้ให้แก่ศาสตราวุธวิญญาณ แต่หากไร้ซึ่งศาสตราวุธวิญญาณแล้วพวกเจ้ายังพ่ายแพ้ให้แก่คนที่มีพลังเพียงขอบเขตชำระกายาขั้นสาม... ข้าเกรงว่าพวกเจ้าจะรับความพ่ายแพ้นี้ไม่ไหว!”
เมื่อทุกคนได้ฟังคำพูดอันโอหังของกู้ชิงเฟิง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจของทุกคนคือ... กู้ชิงเฟิงเสียสติไปแล้ว!
ขอบเขตชำระกายาขั้นเก้าแพ้ให้ขอบเขตชำระกายาขั้นสาม?
ช่างเป็นเรื่องน่าขันที่สุดในใต้หล้า!
“ฮ่าๆๆ! ข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่? เจ้าเด็กนี่มันหมายความว่าต่อให้ไม่ใช้ศาสตราวุธวิญญาณก็ยังชนะได้อย่างนั้นรึ?”
“มันคิดว่าแค่เคยอาศัยศาสตราวุธวิญญาณเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตชำระกายาขั้นเก้าไปได้ไม่กี่คน จะทำให้ตนสามารถเอาชนะด้วยฝีมือแท้จริงได้หรืออย่างไร?”
“หากไร้ซึ่งศาสตราวุธวิญญาณ เจ้ามันก็แค่เศษสวะ! ช่างไม่เจียมตัว!”
“เฮ้อ” กู้ชิงเฟิงถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วกล่าวเรียบๆ ว่า “เดิมทีข้าอยากจะคบหากับพวกเจ้าเยี่ยงคนธรรมดา แต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงความเย็นชาและเย้ยหยัน เอาเถอะ ข้าไม่เสแสร้งแล้ว เปิดไพ่เลยแล้วกัน ความจริงแล้ว... ข้าไร้เทียมทานในขอบเขตชำระกายามาตั้งนานแล้ว!”
บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงอย่างน่าประหลาด
หนึ่งวินาที สองวินาที...
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะดังลั่นก็ระเบิดก้องออกมาจากฝูงชน
“ฮ่าๆๆ... เขาพูดว่าอะไรนะ? เขาบอกว่าตนเองไร้เทียมทานในขอบเขตชำระกายางั้นรึ?”
“ข้าจะขำตายอยู่แล้ว คนที่มีพลังแค่ขอบเขตชำระกายาขั้นสาม กล้าพูดจาโอ้อวดว่าตนเองไร้เทียมทานในขอบเขตชำระกายา?”
“ดื่มไปกี่จอกกัน ถึงได้เมามายปานนี้?”
“กู้ชิงเฟิง ตามที่เจ้าพูด... หมายความว่าเจ้ายินยอมที่จะไม่ใช้ศาสตราวุธวิญญาณแล้วใช่หรือไม่?” เหอเฟิงหัวรีบเอ่ยถามขึ้นทันควัน
กู้ชิงเฟิงพยักหน้าแล้วกล่าวเรียบๆ ว่า “ขอพูดตามตรง... พวกท่านทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ รวมทั้งหมดแล้ว... ล้วนเป็นขยะ! ต่อให้ไม่ใช้ศาสตราวุธวิญญาณ ข้าก็ยังชนะได้อย่างง่ายดาย!”
ล้วนเป็นขยะ!? ชนะได้อย่างง่ายดาย!?
คำพูดอันโอหังของกู้ชิงเฟิงดังก้องอยู่ในหัวของทุกคน ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างเดือดดาลจนพากันสบถด่า
คนที่มีพลังเพียงขอบเขตชำระกายาขั้นสาม กลับกล้าด่าว่าทุกคนเป็นขยะ พวกเขาจะไม่โกรธได้อย่างไร
บางคนถึงกับตะโกนให้หูป้านชิงสั่งสอนกู้ชิงเฟิงให้หนัก!
ผู้ดูแลเห็นสถานการณ์เริ่มจะควบคุมไม่อยู่ จึงต้องก้าวออกมาห้ามปรามทุกคน
“เงียบ! ทุกคนเงียบ! การประลองจะเริ่มขึ้นแล้ว!”
“สหายหู สู้กับมัน! สังหารเจ้าขยะที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำนี่เสีย!”
“ใช่! จัดการมัน! อัดมันให้ยับ!”
หูป้านชิงมองฝูงชนที่โกรธเกรี้ยวเบื้องล่าง บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันขึ้นมา “กู้ชิงเฟิง ดูเหมือนว่าความโอหังของเจ้าจะจุดไฟโทสะให้มหาชนแล้วสินะ”
“โอหังรึ? ข้าเพียงแค่กล่าวความจริงเท่านั้น”
สีหน้าของหูป้านชิงฉายแววโกรธเกรี้ยว กล่าวความจริงรึ? นั่นมิใช่เท่ากับว่ากำลังด่าข้าว่าเป็นขยะด้วยหรอกหรือ?
“ดี! วันนี้ข้าจะดูซิว่า ปากของเจ้าจะแข็งกว่า หรือหมัดของข้าจะแข็งกว่ากันแน่!” หูป้านชิงโกรธจนหัวเราะออกมา
“โอ้? ได้ยินมาว่าเจ้าถนัดเพลงดาบที่สุด เหตุใดจึงเปลี่ยนมาใช้หมัดเล่า?” กู้ชิงเฟิงกล่าวเรียบๆ
“เพื่อรับมือกับเจ้า ข้ายังมิอยากให้ดาบของข้าต้องเปรอะเปื้อน! รับมือ!”
หูป้านชิงไม่ต้องการพูดจาไร้สาระอีกต่อไป แขนของเขางอกลับไปด้านหลังเพื่อรวบรวมพลังอย่างรวดเร็ว ราวกับสปริงที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด
บึ้ม!
เขาปล่อยหมัดออกไป แขนที่เหมือนสปริงเหยียดตรงในทันใด ก่อเกิดพลังทำลายล้างอันมหาศาลและเสียงแหวกอากาศดังสนั่น
หมัดยังไม่ทันถึงตัว แต่ลมปราณจากหมัดกลับพุ่งเข้าปะทะก่อนแล้ว
อานุภาพของหมัดนี้ สามารถทลายศิลาและบดขยี้หินผาได้
เห็นได้ชัดว่าหูป้านชิงโกรธจริงแล้ว เขาตัดสินใจแล้วว่าจะอัดกู้ชิงเฟิงให้พิการไปเสีย
เมื่อเผชิญหน้ากับหมัดที่เปี่ยมด้วยพลังทำลายล้างมหาศาล มุมปากของกู้ชิงเฟิงกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน เขาไม่คิดจะหลบหลีกแม้แต่น้อย กลับกันยังแอ่นอกเข้าใส่
หาที่ตาย!
แววตาของหูป้านชิงฉายประกายเย็นเยียบ เขาไม่สนใจว่ากู้ชิงเฟิงจะมีไพ่ตายอันใดซุกซ่อนไว้ เขารู้เพียงว่าในขอบเขตชำระกายา ไม่มีผู้ใดสามารถรับหมัดของเขาตรงๆ โดยไม่ป้องกันได้! ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว!
ทุกคนราวกับได้เห็นภาพกู้ชิงเฟิงถูกหมัดซัดจนร่างกระเด็น เลือดสาดกระจายคาที่แล้ว
วินาทีต่อมา!
หมัดของหูป้านชิงประทับลงบนหน้าอกของกู้ชิงเฟิงอย่างจัง!
ปัง!
เสียงปะทะดังสนั่นสะเทือนไปทั่วทั้งลานประลอง!
ตามมาด้วยเสียงกระดูกแตกละเอียดและเสียงกรีดร้องโหยหวน!
“อ๊า!!!”
เสียงกรีดร้องอันน่าเวทนาดังออกมาจากปากของหูป้านชิง
“มือข้า! มือของข้า!!!”
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงจนสิ้น!
ทุกคนต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังเห็นภาพหลอน
หมัดอันทรงพลังมหาศาลนั้น กู้ชิงเฟิงกลับใช้เพียงหน้าอกรับไว้ตรงๆ ทั้งร่างไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย! ไร้ซึ่งรอยขีดข่วน!
ในทางกลับกัน หูป้านชิงกลับกรีดร้องโหยหวนพลางกุมมือขวาของตนไว้ราวกับจะขาดใจ
“เป็นไปได้อย่างไร!” เหอเฟิงหัวลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งผู้ตัดสิน จ้องเขม็งไปยังกลางลานประลองด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
ด้วยสายตาอันเฉียบคมของผู้มีประสบการณ์โชกโชน เขาก็พลันเห็นแสงสีเขียวอมทองที่เรืองรองออกมาจากหน้าอกของกู้ชิงเฟิง ร่างกายของเขาพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง!
และโพล่งออกมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “วิชาเสื้อเกราะเหล็กขั้นสมบูรณ์!”
ในวินาทีนี้ เหอเฟิงหัวรู้สึกราวกับว่าสามัญสำนึกของตนกำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง เคล็ดวิชาดาษดื่นอย่างวิชาเสื้อเกราะเหล็กนี้เขาย่อมรู้จักดี แม้กระทั่งตอนหนุ่มๆ เขาก็เคยฝึกฝนมาก่อน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเข้าใจวิชาเสื้อเกราะเหล็กเป็นอย่างดี มันเป็นวิชาที่ต้องทุ่มเทความพยายามอย่างหนักแต่ได้ผลตอบแทนน้อยนิด หากปราศจากการฝึกฝนอย่างทรหดนานนับสิบปี ก็ไม่มีทางบรรลุขั้นสมบูรณ์ได้เลย!
และสัญลักษณ์ของวิชาเสื้อเกราะเหล็กขั้นสมบูรณ์ก็คือแสงสีเขียวอมทองนั่นเอง!
แต่กู้ชิงเฟิงอายุเท่าใดกัน? เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีเท่านั้น! ต่อให้เริ่มฝึกฝนตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกวิชาเสื้อเกราะเหล็กจนถึงขั้นสมบูรณ์!
หรือว่า... ในโลกนี้จะมีอัจฉริยะด้านการฝึกวิชากำลังภายนอกอยู่จริง?
ฝูงชนเบื้องล่างพลันเดือดพล่านราวกับน้ำในกระทะร้อน ส่งเสียงฮือฮาอื้ออึงขึ้นมาในทันที!
ภาพที่เห็นตรงหน้ามันสั่นคลอนโลกทัศน์ของพวกเขาจนเกินไปแล้ว
“นี่มันเป็นไปได้อย่างไร! กู้ชิงเฟิงมีพลังแค่ขอบเขตชำระกายาขั้นสาม! แค่ขั้นสามนะ! เขากลับรับหมัดของผู้มีพลังขอบเขตชำระกายาขั้นเก้าตรงๆ แถมยังทำลายหมัดของอีกฝ่ายได้อีก!?”
“ภาพหลอน ต้องเป็นภาพหลอนแน่ๆ”
“สวรรค์! นี่ตกลงใครกันแน่ที่อยู่ขั้นสาม แล้วใครอยู่ขั้นเก้า? พวกเขาสลับระดับกันหรืออย่างไร?”
ผู้ชมบางส่วนที่อยู่ใกล้แท่นผู้ตัดสินได้ยินคำพูดของเหอเฟิงหัว เมื่อหันไปมองแสงสีเขียวอมทองบนหน้าอกของกู้ชิงเฟิงอีกครั้ง ก็พลันเข้าใจในบัดดล
“กู้ชิงเฟิงผู้นี้ฝึกฝนวิชาเสื้อเกราะเหล็กจนถึงขั้นสมบูรณ์ได้ ช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!”
“อะไรนะ? วิชาเสื้อเกราะเหล็กขั้นสมบูรณ์?!”
“มิน่าเล่าเขาถึงรับหมัดของหูป้านชิงได้ ที่แท้ก็เป็นเพราะวิชาเสื้อเกราะเหล็กขั้นสมบูรณ์นี่เอง”
“วิชาเสื้อเกราะเหล็กนี่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวรึ? ถึงกับทำให้คนข้ามระดับไปท้าสู้ได้ถึงหกระดับ? ไม่ได้การแล้ว กลับไปข้าต้องฝึกบ้าง”
“แข็งแกร่งกับผีน่ะสิ! วิชาเสื้อเกราะเหล็กข้าก็เคยฝึก มันเป็นแค่วิชาควายถึกที่ต้องอาศัยเวลาเข้าแลก หากไม่ฝึกฝนเป็นสิบๆ ปี ไม่มีทางบรรลุขั้นสมบูรณ์ได้หรอก”
“แล้วทำไมกู้ชิงเฟิงถึงฝึกสำเร็จเล่า?”
“เรื่องนี้เจ้ามาถามข้า แล้วข้าจะไปถามผู้ใดเล่า?”
บนลานประลอง
กู้ชิงเฟิงไม่สนใจฝูงชนที่กำลังตกตะลึงอยู่เบื้องล่าง เขามองหูป้านชิงที่กำลังกรีดร้องไม่หยุดด้วยสายตาเรียบเฉย แล้วเอ่ยถาม “สิ้นหวังหรือไม่?”
หูป้านชิงหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลท่วมกาย เอ่ยเสียงสั่นเทา “เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! เจ้ามีพลังแค่ขอบเขตชำระกายาขั้นสาม เหตุใดจึงแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้!”
“ก็แค่วิชาเสื้อเกราะเหล็กขั้นสมบูรณ์เท่านั้น... อยากเรียนหรือไม่เล่า? ข้าสอนให้เจ้าเอาก็ได้”
กู้ชิงเฟิงไม่ได้ใช้กายาวชิระของตนเอง เพราะมันไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่วิชาเสื้อเกราะเหล็กขั้นสมบูรณ์ ก็ไม่มีผู้ใดในขอบเขตชำระกายาสามารถทำลายการป้องกันของเขาได้แล้ว
“บัดซบ! ไอ้สารเลว! ข้าจะฆ่าเจ้า!”
หูป้านชิงฝืนทนความเจ็บปวดรวดร้าว ใช้มือซ้ายชักดาบยาวที่เอวออกมา