- หน้าแรก
- จุดเริ่มต้นแห่งโลกจินตนาการ
- 28 - พันธมิตร?
28 - พันธมิตร?
28 - พันธมิตร?
“หอเทียนจีกระทำเพียงการค้าขาย มิแทรกแซงเรื่องราวในโลกมนุษย์” เย่ซวีเอ่ยขึ้นเสียงราบเรียบ
หยางเสวียนจ้านเงยหน้าหัวเราะอย่างขมขื่น
ลู่เฟิ่งหมิงมีชีวิตมายาวนานถึง หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นปี บรรลุถึงเซียนสูงสุดอย่างสมบูรณ์ อยู่ห่างจากระดับ “นักบุญ” เพียงก้าวเดียวเท่านั้น นับเป็นผู้ยิ่งใหญ่ลำดับหนึ่งแห่งหนานหวงอย่างแท้จริง
นอกจากขอพึ่งพาเย่ซวีแล้ว หยางเสวียนจ้านก็ไม่มีทางอื่นอีก
แต่คำปฏิเสธของเย่ซวี กลับผลักเขาให้จมดิ่งสู่ห้วงแห่งความสิ้นหวังโดยสิ้นเชิง
“สหาย... หากลู่เฟิ่งหมิงบรรลุสำเร็จ บนแผ่นดินหนานหวงย่อมไม่มีผู้ใดต้านทานได้ เจ้าคิดดูสิว่าใครกันที่ควรกังวลมากที่สุด?” เย่ซวีกล่าว พลางเผยสีหน้าผิดหวัง
เซียนระดับหนึ่งของแผ่นดิน กลับถูกความหวาดกลัวกลืนกินจิตใจ เย่ซวีอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสมเพช
เห็นดังนั้น หยางเสวียนจ้านก็รู้ตัวทันทีสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอับอาย
หากลู่เฟิ่งหมิงบรรลุเป็นนักบุญได้จริง หนานหวงย่อมถูกรวมเป็นหนึ่งโดยไม่ต้องสงสัย
คำพูดสุดท้ายของลู่เฟิ่งหมิงก่อนจะจากไป ยังดังก้องในโสตประสาท...
“ในเมื่อเรามีศัตรูร่วมกัน เรื่องย่อมง่ายขึ้น” เย่ซวีเอ่ยเสียงเรียบ
“ท่านผู้อาวุโสช่างมองได้ลึกซึ้งยิ่ง” หยางเสวียนจ้านพยักหน้าอย่างเข้าใจ
แต่เมื่อคิดลึกลงไปเขากลับรู้สึกสิ้นหวังอีกครั้ง
จะให้เหล่ามหาอำนาจแห่งหนานหวงเชื่อเรื่องนี้ คงยากราวกับขึ้นสู่สวรรค์ เพราะผู้บรรลุเซียนที่มีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นปี มันช่างฟังดูเหลวไหลสิ้นดี
“สำนักมารหงเฉิน ขอเข้าพบประมุขหอเทียนจี” เสียงเด็กหญิงคนหนึ่งดังขึ้น ดูอ่อนเยาว์ราวสิบสองสิบสามปี
เด็กหญิงคนนั้นถักผมเป็นเปียสองข้าง ผูกด้วยกระดิ่งสีม่วงที่ข้อมือซ้าย และสวมกำไลทองที่ข้อมือขวา ใบหน้าเยาว์วัยแต่ในดวงตากลับซ่อนเร้นความชาญฉลาดและความช่ำชองเกินวัย ราวกับมองทะลุสรรพสิ่งในโลกีย์
“หงเฉิน?”
ทันทีที่หยางเสวียนจ้านเห็นเด็กหญิงผมเปีย ดวงตาก็พลันหรี่แคบลง
ทั้งคู่เป็นคู่แข่งกันมายาวนานหลายร้อยปี ไม่เคยตัดสินแพ้ชนะได้ชัดเจน
นับแต่ไม่ได้พบกันหลายสิบปี ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอกันอีกในหอเทียนจีแห่งนี้
เย่ซวีจ้องมองนาง ดวงตาฉายแววประหลาดใจ
ชื่อ: เย่หงเฉิน
พลัง: ขอบเขตเซียนขั้นสูงสุด
สังกัด: สำนักมารหงเฉิน
วิชาลับ: คัมภีร์ภัยหงเฉิน (ระดับเซิ่ง)
กระบวนท่า: กระบี่หมื่นสรรพสิ่ง, นิ้วหงเฉิน...
ปรารถนา: บรรลุหนทางแห่งเต๋า
นับตั้งแต่เปิดสำนักมา เย่ซวียังไม่เคยพบใครที่มีเพียง “หนึ่งปรารถนา” มาก่อน
นางปรารถนาเพียงสิ่งเดียว — เพื่อบรรลุหนทางแห่งเต๋า
“ตู้เยว่เหิงคงหมดหวังในความรักแล้วสินะ” เย่ซวีคิดในใจด้วยความเวทนา
เย่หงเฉินเป็นผู้มีใจมุ่งมั่นในหนทางแห่งเต๋า ปราศจากสิ่งใดแทรกแซง นางเป็นดั่งผู้หลงใหลในเต๋าอย่างแท้จริง
เว้นแต่จะมีเรื่องราวใหญ่หลวงเกิดขึ้น มิฉะนั้นยากจะเปลี่ยนใจนางได้
“หยางเสวียนจ้าน?” เย่หงเฉินหันมอง ดวงตาเจ้าเล่ห์ระยับ “ตู้เยว่เหิงบอกข้าว่า สำนักเสวียนฝูส่งคนมา ‘เชิญ’ ประมุขหอเทียนจี แต่ดูท่าแล้ว...คงล้มเหลวกระมัง?”
“ไม่เช่นนั้น คงไม่ถึงคราให้ท่านเจ้าสำนักเสวียนฝูต้องมาเองหรอก”
หยางเสวียนจ้านหน้าแดงด้วยความกระอักกระอ่วน คำพูดของนางเหมือนคมมีดที่กรีดซ้ำแผลเก่า
“เย่หงเฉิน เจ้ามาที่นี่ก็เพื่อโอกาสบรรลุขั้นสูงสุดเช่นกันสินะ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว” เย่หงเฉินตอบอย่างไม่ปิดบัง “ข้าฝึกฝนมาหลายร้อยปี บัดนี้ถึงทางตัน เมื่อมีโอกาสบรรลุขั้นสุด จะปล่อยให้หลุดมือได้อย่างไร?”
“ข้ามาที่นี่ ก็เพื่อโอกาสนั้นโดยเฉพาะ”
“ท่านผู้อาวุโส ข้ามีความจริงใจยิ่งนักนะ” นางยิ้มพลางขยิบตาให้เย่ซวีอย่างขี้เล่น
เย่ซวีขมวดคิ้วเล็กน้อย
เส้นทางของฉีชิงซือคือ “การลืมรัก” ตัดขาดจากอารมณ์ทั้งปวงในสวรรค์และโลก แต่ในใจนางยังมีรักที่มิอาจละวาง
ขณะที่เย่หงเฉินกลับตรงกันข้าม — นางดูมีชีวิตชีวา มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึก แต่ในใจกลับมีเพียง “หนทางแห่งการบรรลุเต๋า” เท่านั้น
สองสตรีนี้ราวกับอยู่สุดขั้วของกันและกัน
“สหายหยาง สหายเย่ผู้นี้ เป็นพันธมิตรที่ดีนัก” เย่ซวีกล่าวพร้อมมองไปยังหยางเสวียนจ้าน
“พันธมิตร?” เย่หงเฉินขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “ท่านผู้อาวุโสหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้ากับเขาสู้กันมาหลายร้อยปี จะให้ร่วมมือกันได้อย่างไร?”
หยางเสวียนจ้านนิ่งขรึม เขารู้ดีว่าเย่หงเฉินคือผู้นำแห่งสำนักมารหงเฉิน ผู้มากด้วยพลังถึงขั้นกึ่งเซียนสูงสุด อีกทั้งยังมีนักบุญหนุนหลัง หากได้เป็นพันธมิตรย่อมยอดเยี่ยมที่สุด — แต่เขาก็สัมผัสได้ว่าคำของเย่ซวียังมีนัยลึกซ่อนอยู่
“สหายหยาง หากเจ้าตกลง ข้าจะขายข้อมูลเดิมซ้ำให้สหายเย่ได้อีกครั้ง เป็นอย่างไร?” เย่ซวีเอ่ยยิ้มๆ
คำพูดนั้นทำให้หยางเสวียนจ้านเข้าใจทันที
เย่ซวีหมายให้เขาใช้โอกาสบรรลุนักบุญในถ้ำนักบุญจื่อเว่ย เพื่อแลกให้เย่หงเฉินเข้ามาช่วยเหลือ
ส่วนเย่ซวีเองก็จะได้กำไรเป็นรอบที่สอง
หยางเสวียนจ้านได้แต่ยิ้มขมขื่น
“ข้ายอมตกลง” เขาพยักหน้า “แต่คำของข้าคนเดียวไม่พอ ยังต้องดูว่านางจะยินยอมหรือไม่”
“เรื่องนั้นปล่อยให้ข้าจัดการ” เย่ซวียิ้มบาง “สหายเย่ หากเจ้าตกลงร่วมมือกับหยางเสวียนจ้าน ข้าจะขายข้อมูลโอกาสบรรลุนักบุญให้เจ้า...ในราคาพิเศษ”
“ท่านผู้อาวุโส ข้าขอถามก่อน — เรื่องนี้คืออะไรกันแน่?” เย่หงเฉินถามเสียงนิ่ง ดวงตาเฉียบคม
หยางเสวียนจ้านเป็นถึงเจ้าสำนักเสวียนฝู มีนักบุญถึงสองคนหนุนหลัง จะมายอมเป็นพันธมิตรกับนางโดยไร้เหตุผลได้อย่างไร?
ต้องมีเรื่องใหญ่แน่แท้
“เจ้าคงรู้จักลู่เฟิ่งหมิงสินะ?” หยางเสวียนจ้านเอ่ยขึ้นก่อน
แม้เป็นความลับของสำนักเสวียนฝู แต่เมื่อถึงคราวเป็นตายเขาไม่อาจปิดบังได้อีก
เย่หงเฉินพยักหน้า
ชื่อของลู่เฟิ่งหมิงโด่งดังไปทั่วแผ่นดิน ผู้สถาปนาอำนาจของสำนักเสวียนฝู ย่อมไม่มีใครไม่รู้จัก
“เขายังไม่ตาย” หยางเสวียนจ้านกล่าวช้าๆ
“ว่าอย่างไรนะ?” เย่หงเฉินเบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ “เจ้าล้อข้าเล่นหรือ?”
คนที่มีชีวิตถึงหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นปี จะยังไม่ตายได้อย่างไร?
“เขาไม่ได้ล้อเจ้า” เย่ซวีเอ่ยเสียงเรียบ
บัดนั้น เย่หงเฉินเงียบงันไปทันที
หากคำของหยางเสวียนจ้านยังพอสงสัยได้ แต่เย่ซวีผู้เป็นประมุขเทียนจีย่อมไม่เอ่ยเท็จ
ลู่เฟิ่งหมิง... ยังมีชีวิตอยู่จริง!
นี่มันคือความลับระดับสั่นสะเทือนแผ่นดิน!
“หยางเสวียนจ้าน เจ้าบอกข้าทำไม?” เย่หงเฉินขมวดคิ้วแน่น หากลู่เฟิ่งหมิงยังอยู่และอาจบรรลุเป็นนักบุญได้จริง เพียงลำพังเขาคนเดียวก็อาจกวาดล้างหนานหวงได้แล้ว
เช่นนั้น เหตุใดหยางเสวียนจ้านจึงต้องมาขอร่วมมือ?
“เจ้ามีจุดประสงค์อันใดกันแน่?”
หยางเสวียนจ้านหัวเราะเศร้า ก่อนจะเล่าความจริงเกี่ยวกับ “คัมภีร์เก้าผลัดกำเนิดชุบชีวิต” ที่ลู่เฟิ่งหมิงสร้างขึ้นอย่างหมดเปลือก
“หากข้าบรรลุเป็นนักบุญเมื่อใด...ชีวิตข้าก็จะดับสูญในทันที” เสียงของเขาสั่นเครือ ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เย่หงเฉินฟังแล้วก็อดสงสารไม่ได้
หยางเสวียนจ้านคือยอดอัจฉริยะของยุค สู้กับนางมาหลายร้อยปี ก็ถือว่าเป็นสหายที่ต่างผลักดันกันไปมา
แต่ชะตากรรมของเขา...ช่างน่าเวทนานัก
“ในฐานะเพื่อน ข้ารู้สึกสงสารเจ้า แต่ในฐานะเจ้าสำนักมารหงเฉิน ข้ามีเพียงทางเดียว—ฆ่าเจ้าเสีย” เย่หงเฉินกล่าวเสียงเย็นเยียบ
ความเย็นชาในถ้อยคำของนาง แฝงด้วยเหตุผลที่เฉียบขาด
ตราบใดที่หยางเสวียนจ้านยังมีชีวิตอยู่ เขาก็เปรียบดั่งระเบิดเวลาลูกหนึ่ง หากเขาบรรลุเป็นบักบุญเมื่อใด ลู่เฟิ่งหมิงจะกลืนกินพลังของเขาและทะยานสู่ระดับนักบุญสูงสุดได้ในทันที
เพื่อปกป้องหนานหวง ทางเลือกของเย่หงเฉินนั้น...ถูกต้องที่สุด
เพียงแค่ฆ่าเขา ลู่เฟิ่งหมิงก็จะไม่อาจบรรลุได้อีกนับพันปี
“ดังนั้น สหายหยางจึงยินยอมให้ข้าเปิดเผยข้อมูลโอกาสบรรลุบักบุญแก่เจ้า” เย่ซวีกล่าวอย่างสงบ
คำของเย่หงเฉินอยู่ในที่คาดไว้ของเขาแล้วทั้งสิ้น
นี่แหละคือเหตุผลที่เขาให้หยางเสวียนจ้านยินยอม เปิดเผยข้อมูล “ถ้ำบักบุญจื่อเว่ย” ต่อหน้านางด้วยตนเอง
“ท่านผู้อาวุโส การจะสังหารผู้บรรลุเซียนขั้นสูงสุดอย่างลู่เฟิ่งหมิง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อเทียบกับการซื้อโอกาสบรรลุนักบุญ ข้ากลับเห็นว่าปลอดภัยกว่ามาก” เย่หงเฉินกล่าวอย่างเยือกเย็น
ศัตรูอย่างลู่เฟิ่งหมิงหากลงมือโดยลำพัง ต่อให้ต้องสังเวยทั้งสำนักมารหงเฉิน ก็ไม่แน่ว่าจะสำเร็จ
เว้นเสียแต่จะรวมพลังของมหาอำนาจแห่งหนานหวงทั้งหมดเท่านั้น
“เย่หงเฉิน หากเจ้าตอบตกลง ข้ายินดีมอบถ้ำนักบุญจื่อเว่ยให้ทั้งหมด” หยางเสวียนจ้านกัดฟันแน่น มือกำหยกไว้แน่นราวกำชีวิตตนเอง
เขาไม่มีทางถอยอีกแล้ว หากนางไม่ตอบรับก็เหลือเพียงทางตายเท่านั้น
เย่ซวีมองเขาด้วยแววตาเวทนา
หยางเสวียนจ้านผู้น่าสงสาร ยังไม่ทันได้ชื่นชมผลแห่งโชคชะตาก็ต้องยกให้คนอื่นไปเสียแล้ว
ที่สำคัญเขาทำให้เย่ซวีเสียกำไรจาก “การค้ารอบที่สอง” ไปด้วย
หยางเสวียนจ้านสูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว “หากเจ้าปฏิเสธ ข้าก็จะไปยังถ้ำนักบุญจื่อเว่ยด้วยตนเอง”
“อย่างไรเสีย ทางข้าก็มีแต่ตาย แต่ก่อนตายหากข้าได้บรรลุนักบุญเสียก่อน...บางที อาจยังมีโอกาสรอดเพียงเส้นเดียวก็เป็นได้”